ความผิดฐาน หมิ่นประมาท เป็นความผิดในทางอาญาซึ่งมีอัตราโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยถูกบัญญัติไว้ใน ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 ใจความว่า

ผู้ใดใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ผู้นั้นกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ตามข้อกฎหมายข้างต้น โดยหลักแล้ว บุคคลจะต้องรับผิดในทางอาญาก็ต่อเมื่อมีกฎหมายบัญญัติว่าการกระทำนั้นเป็นความผิด มีกฎหมายกำหนดโทษไว้ และการกระทำนั้นครบองค์ประกอบความผิด กล่าวคือ ครบเงื่อนไขตามที่กฎหมายกำหนด สำหรับความผิดฐานหมิ่นประมาท ได้แก่

1) ผู้ใส่ความ:ผู้กระทำ(ผู้กระทำการหมิ่นประมาท)

2) มีการใส่ความ:การกระทำ(การหมิ่นประมาท)

3) ผู้อื่น:กรรมของการกระทำ(ผู้ถูกใส่ความ)

4) ต่อบุคคลที่สาม (เป็นองค์ประกอบที่ทำให้เข้าตามมาตรานี้

5) โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นได้รับความเสียหาย

คำว่า ผู้ใด ในมาตรานี้ หมายถึงบุคคล ซึ่งอาจเป็นบุคคลธรรมดา หรือ นิติบุคคลก็ได้ ดังนั้น แม้เป็นกรณีที่บริษัทหมิ่นประมาทบุคคลอื่น บริษัทก็อาจมีความผิดทางอาญาได้ เช่นเดียวกันกับผู้ที่ถูกหมิ่นประมาทซึ่งเป็นผู้เสียหายก็อาจจะเป็นได้ทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล และโดยคำว่า ผู้อื่น ในที่นี้ แม้ผู้กระทำความผิดจะไม่ได้ระบุชื่อ เพียงแต่ทราบได้ว่าหมายถึงใครก็เป็นการกระทำครบองค์ประกอบความผิดแล้ว ประเด็นหลักที่ต้องพิจารณา คือ การใส่ความนั้นต้องทำให้ผู้ฟังคาดคะเนได้ว่าหมายถึงใคร เพราะความผิดฐานหมิ่นประมาทจะสำเร็จก็ต่อเมื่อบุคคลที่สามได้ทราบข้อความและเข้าใจข้อความนั้นด้วย ดังนั้น หากเป็นการใส่ความผู้อื่นกับบุคคลที่สามเป็นชาวต่างชาติ ไม่เข้าใจภาษาไทย หรือ กรณีเป็นคนหูหนวก ถือว่าผู้กระทำกระทำครบองค์ประกอบความผิดแล้ว แต่ไม่สำเร็จ จึงมีความผิดฐานพยายามหมิ่นประมาทเท่านั้น

หมิ่นประมาท คือ การ “ใส่ความ” บุคคลอื่นต่อบุคคลที่สาม และต้องเป็นการกระทำโดยมีเจตนาที่จะใส่ความ โดยการใส่ความนั้นไม่จำกัดวิธี อาจเป็นการกล่าววาจา การเขียน การพิมพ์ แสดงกิริยา หรือการแสดงข้อความอื่นใดให้บุคคลที่สามได้รู้ถึงความนั้น ๆ โดยมีลักษณะเป็นถ้อยคำที่เป็นการยืนยันข้อเท็จจริงในอดีตหรือในปัจจุบัน หรือ เป็นข้อเท็จจริงที่แน่นอนไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่มีความคลุมเครือ เช่น นายเขียว ทุจริตโกงเงินบบริษัท นางสาวแดง แอบเป็นชู้กับสามีผู้อื่น ร้อยตำรวจดำทุจริตรับสินบน คำว่าใส่ความในที่นี้ เป็นถ้อยคำในกฎหมาย หมายถึงการทำให้ปรากฏข้อเท็จจริงซึ่งอาจเป็นความจริงหรือความเท็จก็ได้ แม้จะอ้างว่าตนพูดความจริง แต่หากเป็นถ้อยคำที่มีลักษณะเป็นการหมิ่นประมาท ผู้กระทำก็ต้องรับโทษตามกฎหมาย เพราะการหมิ่นประมาทนั้น “ยิ่งเป็นความจริงจริง ผู้กระทำก็ยิ่งมีความผิด” แตกต่างจากในกรณีละเมิดทางแพ่งที่ผู้เสียหายสามารถเรียกค่าสินไหมทดแทนได้นั้นจะต้องเป็นกรณีที่ผู้กระทำกล่าวข้อความที่ฝ่าฝืนต่อความจริงเท่านั้น ตามที่ปรากฏในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 423 วรรคหนึ่ง ผู้ใดกล่าวหรือไขข่าวแพร่หลายซึ่งข้อความอันฝ่าฝืนต่อความจริง เป็นที่เสียหายแก่ชื่อเสียงหรือเกียรติคุณของบุคคลอื่นก็ดี หรือเป็นที่เสียหายแก่ทางทำมาหาได้หรือทางเจริญของเขาโดยประการอื่นก็ดี ท่านว่าผู้นั้นจะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่เขาเพื่อความเสียหายอย่างใด ๆ อันเกิดแต่การนั้น แม้ทั้งเมื่อตนมิได้รู้ว่าข้อความนั้นไม่จริง แต่หากควรจะรู้ได้

อย่างไรก็ดี ข้อเท็จจริงที่จะเป็นกรณีที่เป็นการ “ใส่ความ” หรือ “หมิ่นประมาท” ได้นั้น จะต้องไม่เป็นข้อเท็จจริงที่เป็นเพียงการคาดคะเนในเหตุการณ์ที่ยังไม่เกิด หรือเป็นเหตุการณืในอนาคต

อีกทั้งข้อเท็จจริงนั้นจะต้องไม่เป็นเพียงคำหยาบหรือเป็นข้อเท็จจริงที่เป็นไปไม่ได้ เช่น คำว่า “ไอเหี้ย ไอสัตว์” เป็นแต่เพียงคำหยาบคายเท่านั้น หรือกรณีตามแนวคำพิพากษาฎีกาที่ 256/2509 “ความผิดฐานหมิ่นประมาทนั้นต้องเป็นการแสดงข้อความให้คนฟังเชื่อจึงจะเกิดความรู้สึกเกลียดชังดูหมิ่นขึ้นได้ จำเลยกล่าวว่าโจทก์เป็นผีปอบเป็นชาติหมาตามความรู้สึกนึกคิดของคนธรรมดาไม่เชื่อว่าเป็นเช่นนั้นจึงไม่ก่อให้ถูกเกลียดชังหรือถูกดูหมิ่นอย่างใด และข้อความใดจะเป็นการทำให้เสียหายแก่ชื่อเสียงถูกดูหมิ่นเกลียดชังต้องถือตามความคิดของบุคคลธรรมดาผู้ได้เห็นได้ฟัง คำกล่าวของจำเลยจึงไม่ผิดฐานหมิ่นประมาท” เพราะหากเป็น “คำด่า” ที่เป็นเพียงถ้อยคำหยาบคาย หรือ ถ้อยคำที่ไม่เหมาะสมนั้นอาจเป็นเพียงการดูหมิ่น ซึ่งทำให้ผู้กระทำมีความผิดฐาน “ดูหมิ่นซึ่งหน้า”  ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 393  “ผู้ใดดูหมิ่นผู้อื่นซึ่งหน้าหรือด้วยการโฆษณา ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ” โดยที่ คำว่า ดูหมิ่น คือ การดูถูกเหยียดหยามผู้อื่น, การสบประมาท, การด่าทอ ซึ่งจะกระทำด้วยวาจา กริยาท่าทาง หรือลายลักษณ์อักษรก็ได้ เช่น ชูนิ้วกลางให้, ยกเท้าให้ และซึ่งหน้า คือ ต่อหน้าหรือไม่ต่อหน้าก็ได้แต่ผู้ถูกดูหมิ่นอยู่ตรงนั้นหรือในระยะที่ได้ยินได้หรือรับรู้และสามารถเข้าถึงตัวผู้ดูหมิ่นในขณะนั้นได้ทันที เมื่อพิจารณาจากโทษที่กฎหมายกำหนด การดูหมิ่นเป็นเพียงความผิดลหุโทษเท่านั้น แตกต่างจากการหมิ่นประมาท จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้อ่านต้องทำความเข้าใจความแตกต่างระหว่างความผิดฐาน “หมิ่นประมาท” และ ความผิดฐาน “ดูหมิ่นซึ่งหน้า” เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิด

ส่วนกรณีหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาผู้กระทำความผิดต้องรับโทษหนักขึ้น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 ถ้าความผิดฐานหมิ่นประมาทได้กระทำโดยการโฆษณาด้วยเอกสาร ภาพวาด ภาพระบายสี ภาพยนตร์ ภาพหรือตัวอักษรที่ทำให้ปรากฏไม่ว่าด้วยวิธีใด ๆ แผ่นเสียง หรือสิ่งบันทึกเสียง บันทึกภาพ หรือบันทึกอักษร กระทำโดยการกระจายเสียง หรือการกระจายภาพ หรือโดยกระทำการป่าวประกาศด้วยวิธีอื่น ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี และปรับไม่เกินสองแสนบาทเพราะผู้เสียหายต้องได้รับความเสียหายหนักขึ้นกว่าการใส่ความทั่วไปตาม มาตรา 326 เพราะการโฆษณาทำให้ประชาชนคนอื่นได้รับรู้ข้อความนั้น ๆ เป็นวงกว้าง โดยการโฆษณา อาจทำได้หลายวิธี เช่นการโฆษณาโดยภาพ ภาพวาด เอกสาร ภาพยนตร์ สื่อโทรทัศน์ โซเชียลมีเดีย อย่างไรก็ดี แม้การหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาจะมีผู้รับรู้ข้อความน้อย แต่หากวิธีการนั้น ๆ มีลักษณะเป็นการกระทำที่อาจทำให้บุคคลภายนอกรับรู้ได้เป็นวงกว้าง ก็มีความผิดตามมาตรา 328 แล้ว โดยไม่ต้องคำนึงว่าจะมีบุคคลรับรู้มากน้อยเพียงใด

ข้อยกเว้นความผิดฐานหมิ่นประมาทมีอยู่ 2 ส่วน คือ

1.กรณีที่ทำให้การกระทำนั้นไม่เป็นความผิด (ไม่ผิดเลย) บัญญัติอยู่ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329 เช่น แสดงความคิดเห็นหรือข้อความใดโดยสุจริตเพื่อความชอบธรรมเพื่อป้องกันตนหรือป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรม หรือกระทำในฐานะเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติการตามหน้าที่ หรือติชมด้วยความเป็นธรรม ซึ่งเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำ หรือเป็นการแจ้งข่าวด้วยความเป็นธรรมเรื่องการดำเนินการอันเปิดเผยในศาลหรือในการประชุม

2.กรณีที่ทำให้การกระทำนั้นได้รับการยกเว้นโทษ (มีความผิดแต่ไม่ต้องรับโทษ) บัญญัติอยู่ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 330 คือ กรณีที่ พิสูจน์ได้ว่าข้อที่หาว่าเป็นหมิ่นประมาทนั้นเป็นความจริง (เว้นแต่การใส่ความนั้นจะเป็นเรื่องส่วนตัวและการพิสูจน์จะไม่เป็นประโยชน์เพื่อส่วนรวม) มาตรา 331 คือ กรณีที่ คู่ความ หรือทนายความของคู่ความ แสดงความคิดเห็นหรือข้อความในกระบวนพิจารณาคดีในศาล เพื่อประโยชน์แก่คดีของตน

ตัวอย่างที่เป็นการกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท เช่น กรณีที่ 1 ข่าวจาก MGR Online ที่เผยแพร่วันที่ 22 ส.ค. 2560 เวลา 20:58 มีการพาดหัวข่าวว่า “ผิดกฎหมายเต็มๆ!! “พ่นประจานหน้าบ้าน” นิติฯ บอกเลยตั้งใจ “ประกาศทวงหนี้”!!”นิติบุคคลหมู่บ้าน "อีสเทิร์นแลนด์เฮ้าส์ 3" พ่นสีหน้าบ้านลูกบ้านที่ไม่จ่ายค่าส่วนกลาง โดยมีการพ่นตัวหนังสือแดงประจานหน้าบ้านว่า “บ้านหลังนี้ไม่จ่ายเงินค่าส่วนกลาง” สร้างความอับอายให้แก่ลูกบ้าน การกระทำดังกล่าวมีลักษณะเป็นการใส่ความโดยการเขียนยืนยันข้อเท็จจริง ซึ่งอาจจะทำให้ผู้ถูกใส่ความเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง (ถูกผู้อื่นมองว่าไม่ดี) ดังนั้น เมื่อมีการกระทำครบองค์ประกอบครับผิดแล้ว นิติบุคคลจึงมีความผิดฐานหมิ่นประมาท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 อีกทั้งยังเป็นการหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ตามมาตรา 328 เพราะการพ่นสีหน้าบ้านนั้นเป็นการกระทำที่ทำให้ข้อเท็จจริงดังกล่าวแพร่หลายไปยังบุคคลภายนอกในลักษณะวงกว้าง (ที่มา: https://mgronline.com/live/detail/9600000086153)

            กรณีที่ 2 ข่าวจาก ไทยรัฐออนไลน์ ที่เผยแพร่วันที่ 26 พ.ค. 2559 เวลา 05:30 น. ได้มีการพาดหัวข่าวว่า “ตอน(ใกล้)จบ! บทสรุปมหากาพย์บ้านกลางกรุงร้าวทรุด สรุปใครจ่าย?” เป็นกรณีที่บ้านในหมู่บ้านโครงการใหญ่ใจกลางกรุงเทพมหานครเกิดการทรุดตัว ทำให้ลูกบ้านออกมาเรียกร้องให้เจ้าของโครงการแสดงความรับผิดชอบ ซึ่งเรื่องนี้เจ้าของโครงการได้มีการแจ้งความลูกบ้านกลับฐานหมิ่นประมาท จนทำให้ทำธุรกิจพังเสียหาย เพราะลูกบ้านไปให้ข่าวว่าพื้นที่ที่ก่อสร้างโครงการเคยเป็นบึงมาก่อน จนทำให้ธุรกิจของเขาเสียหาย กรณีดังกล่าว เมื่อลูกบ้านได้ใส่ความบริษัทเจ้าของโครงการ ซึ่งผลของการใส่ความนั้นทำให้บริษัทเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง (ถูกผู้อื่นมองว่าไม่ดี) จนธุรกิจพัง แม้ข้อเท็จจริงที่กล่าวนั้นเป็นความจริง แต่เมื่อมีการกระทำครบองค์ประกอบความผิดแล้ว ลูกบ้านก็ยังถือว่ามีความผิดฐานหมิ่นประมาท เพราะเป็นการใส่ความผู้อื่น จนทำให้ได้รับความเสียหาย (ที่มา: https://www.thairath.co.th/content/625631)

แม้กฎหมายจะยกเว้นความผิดให้สำหรับการใช้สิทธิแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตก็ตาม แต่อย่างไรก็ดี เนื่องจากกระบวนการพิจารณาคดีอาญาของไทยนั้น เป็นระบบกล่าวหา คือ ผู้กระทำผิดมีหน้าที่ต้องเข้ามาแก้ต่างข้อกล่าวหาในคดี ผู้กระทำผิดจึงยังอาจจะถูกฟ้องร้องต่อศาลเป็นคดีหมิ่นประมาทได้ โดยมีหน้าที่จะเข้าแก้ข้อกล่าวหา ด้วยการยกเหตุยกเว้นความผิดหรือยกเว้นโทษขึ้นอ้างต่อศาลด้วยตนเอง ดังนั้นแล้ว เพื่อป้องกันความเสี่ยงต่อการถูกฟ้องร้องเป็นคดีหมิ่นประมาท ในกรณีมีเรื่องที่เราไม่พอใจ ก็อาจจะดำเนินการได้อยู่ 2 ประการ ดังต่อไปนี้ คือ

ประการที่ 1. การใช้สิทธิตามกฎหมาย หรือใช้สิทธิทางศาล เช่น การแจ้งความร้องทุกข์ต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือฟ้องร้องคดีต่อศาล ซึ่งจากตัวอย่างที่ได้กล่าวไปข้างต้น ได้แก่ กรณีที่ 1 การฟ้องร้องให้ลูกบ้านชำระหนี้ค่าส่วนกลาง, หรือกรณีที่ 2 ฟ้องร้องให้เจ้าของโครงการรับผิดในความชำรุดบกพร่อง เพื่อชดใช้เงินค่าเสียหาย เป็นต้น  

ประการที่ 2. แจ้งข้อร้องเรียน หรือข้อเรียกร้องต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค กรณีที่ผู้บริโภคไม่ได้รับความเป็นธรรม ถูกเอาเปรียบจากผู้ประกอบกิจการ, สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา, หรือหน่วยงานอื่น ๆ ที่กำกับดูแล แล้วแต่กรณี