เรากำลังอยู่ในช่วงเวลาที่โลกเผชิญหน้าความแปรปรวนของสภาพอากาศที่ยากคาดเดา ชนิดไม่ต้องมีมาตรวัด เราก็สัมผัสได้ ทำให้ผู้คนหันมาใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เป็นอีกหนึ่งวงการสำคัญที่ลุกขึ้นมาสร้างความเปลี่ยนแปลง ด้วยภาคก่อสร้างเป็นอุตสาหกรรมที่ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เป็นอันดับต้นๆ ของโลก คิดเป็น 42% ต่อปี (รายงานจาก architecture 2030) ในจำนวนนี้คิดเป็นการดำเนินงานของอาคาร 27% และการผลิตวัสดุก่อสร้าง 15% ต่อปี


 
ท่ามกลางการตื่นตัวนี้ SC Asset ในฐานะผู้นำอสังหาริมทรัพย์ไทย มุ่งมั่นสร้างคุณค่าต่อสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจังและต่อเนื่อง โดยได้ริเริ่มแนวทางด้านสิ่งแวดล้อม ภายใต้ชื่อ SCero Mission เพื่อนำพาอุตสาหกรรมอสังหาฯ สู่ความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม

หนึ่งในภารกิจนี้ คือ การออกแบบบ้านยั่งยืนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แบบที่เรียกว่า Low Carbon House ไม่เพียงส่งมอบบ้านที่รู้ใจให้กับผู้อยู่อาศัย แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างคุณค่าให้กับโลกด้วย
 
SCero Mission ภารกิจเพื่อโลกและคนรุ่นถัดไป

ก่อนพาลงลึกไปถึงเรื่องราวใดๆ ขอพาทุกคนทำความรู้จัก SCero Mission ของ SC Asset ก่อนว่า คืออะไร? เพราะนี่คือต้นทางของขั้นตอนสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นของ SC Asset
 

SCero Mission (มาจาก SC + Net Zero Mission) ไม่ใช่แค่แคมเปญ แต่เป็นพันธกิจหลักที่ฝังรากลึกขององค์กร SC Asset ที่ต้องการเติบโตอย่างยั่งยืน ควบคู่ไปกับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม มีเป้าหมายชัดเจนคือ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ถึง 100,000 ตันคาร์บอน ภายในปี 2030 เพื่อมุ่งไปสู่เป้าหมายใหญ่ Net Zero ในปี 2065

ด้วยจุดหมายที่ใหญ่เบอร์นี้ SC Asset ต้องบริหารจัดการธุรกิจให้ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด ทั้งการทุ่มเทเวลา บุคลากร ความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรม การมีส่วนร่วมของพนักงาน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกคน เพื่อให้ครอบคลุมทุกขั้นตอนของห่วงโซ่ธุรกิจ
แน่นอนว่า พันธกิจนี้ไม่ได้เกิดขึ้นด้วยตัวคนเดียว แต่ยังรวมพลังพันธมิตรชั้นนำกว่า 100 ราย ทั้งกลุ่มผู้ผลิตวัสดุ, ผู้รับเหมา และสถาบันการเงิน ที่มีแนวคิดเดียวกัน เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ ไม่ใช่แค่แนวคิด แต่เป็นการปฏิบัติที่ทำร่วมกันในทุกขั้นตอนเพื่อให้เกิดการใช้งานได้จริง 
 
เจาะลึกบ้านยั่งยืนของ SC Asset : ฟังก์ชันและวัสดุเปลี่ยนชีวิต

ถามว่า SC Asset จริงจังขนาดนี้ สิ่งที่น่าสนใจอันดับต้นๆ คือ ‘บ้าน’ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์หลักขององค์กร ภายใต้การสร้างสรรค์ SC Asset จะเป็นบ้านแบบไหน?

ถึงตรงนี้เรามีคำตอบ

SC Asset เชื่อว่าการสร้างบ้านยั่งยืน ไม่ได้หยุดแค่อาคารเขียว หรือเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม แต่ต้องเป็นบ้านที่เข้าใจชีวิต – อยู่สบาย เพราะถ้าดีต่อโลก แต่ถ้าไม่สอดคล้องกับการใช้ชีวิต ก็คงไม่มีใครอยากใช้ หรือถ้าอยู่แล้ว อยู่ไม่สบาย ก็จะกลายเป็นบ้านที่อยู่ได้ไม่นาน นั่นแปลว่า “ความยั่งยืนยาวนาน” ก็คงไม่เกิดขึ้น

ดังนั้น SC Asset จึงมุ่งมั่นพัฒนาแบบบ้านที่เรียกว่า “บ้านคาร์บอนต่ำ (Low Carbon House)” ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การอยู่อาศัยของคนยุคใหม่ด้วย โดยมีการศึกษาจากบ้านต้นแบบของบริษัท ผ่านโปรแกรมคำนวณค่าการใช้พลังงาน จากการออกแบบ Passive Design ร่วมกับการเลือกวัสดุก่อสร้างที่เหมาะสม โดยตั้งอยู่บน 3 แกนหลัก ได้แก่
 

1.ยึดแนวทาง Passive Design : SC Asset ไม่ได้สร้างบ้านจากแบบพิมพ์เขียว แต่เริ่มจากการทำความเข้าใจการใช้ชีวิตจริงของผู้อยู่อาศัยในแต่ละวัน โดยใช้หลัก Passive Design (การออกแบบอาคารที่เตรียมการตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบบ้าน ผสมผสานการใช้ประโยชน์จากธรรมชาติและสภาพแวดล้อม มาตอบโจทย์การอยู่อาศัย) เช่น

  • ออกแบบบ้านให้สอดคล้องทิศทางแดดและลม เพื่อให้บ้านเย็นสบายตลอดวัน ไม่ว่ากลางวันหรือกลางคืน ทำให้ลดการใช้พลังงานไปในตัว
  • การมีพื้นที่สีเขียวทุกโครงการ ไม่น้อยกว่า 5% ของพื้นที่รวมทั้งหมด ไปจนถึงการรักษาต้นไม้ใหญ่ เดิมในพื้นที่ และหลีกเลี่ยงการรบกวนระบบนิเวศ ทำให้ผู้อยู่อาศัยได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติมากขึ้น
  • การออกแบบ Façade ช่วยลดความร้อนจากภายนอกบ้าน ช่วยให้ผู้อยู่อาศัยรู้สึกสบายกายและสบายใจ ลดการพึ่งพาพลังงานไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ
  • ควบคุมคุณภาพน้ำและป้องกันน้ำท่วม ด้วยระบบบำบัดน้ำเสียและระบบระบายน้ำ

2.การเลือกวัสดุเป็นมิตรกับโลก ใส่ใจตั้งแต่ระยะก่อน-ระหว่าง-หลังการก่อสร้าง ลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบ : เบื้องหลังบ้านแข็งแรง คือ การคัดสรรวัสดุอย่างพิถีพิถันและกระทบระบบนิเวศสิ่งแวดล้อมโดยรอบน้อยที่สุด 
SC Asset ใช้หลัก Green Procurement ซึ่งไม่ใช่แค่การจัดซื้อวัสดุก่อสร้างและอุปกรณ์ต่างๆ แต่เป็นการร่วมมือกับพันธมิตร ใช้วัสดุก่อสร้างปล่อยคาร์บอนต่ำ เช่น ปูนคาร์บอนต่ำ, สีที่ปล่อยสารระเหยต่ำ (Low VOC) ที่ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพในระยะยาว หมายความว่าบ้านที่อยู่จะมีอากาศบริสุทธิ์และปลอดภัยต่อทุกคนในครอบครัวอย่างแท้จริง

นอกจากนี้ยังคำนึงไปถึงปัจจัยแวดล้อมต่างๆ ที่เกี่ยวเนื่องกัน ที่จะช่วยส่งเสริมให้เกิดการใช้วัสดุอย่างคุ้มค่า และส่งเสริมให้คู่ค้า ผู้รับเหมา ปฏิบัติตามแนวทางด้านสิ่งแวดล้อมของบริษัท เพื่อสร้างความยั่งยืนตลอดห่วงโซ่อุปทาน ไม่ว่าจะเป็น

  • ระยะก่อนก่อสร้าง : ปรับกระบวนการจัดซื้อวัสดุให้เป็นแบบ Cut-to-Length และ Cut and Bend ที่ช่วยลดปริมาณการใช้วัสดุ ลดขยะ มลพิษที่ไซต์ก่อสร้าง ตั้งแต่โรงงานของผู้ผลิตท่อและเหล็กเส้น
  • ระยะก่อสร้าง : อาทิ สำรวจรับฟังความคิดเห็นของชุมชน 100% ตามหลัก EIA และดำเนินการแก้ไขร่วมกับชุมชนอย่างใกล้ชิด, การใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีมาช่วยลดการใช้พลังงานและทรัพยากรธรรมชาติ, วางระบบจัดการขยะก่อสร้าง เช่น การส่งเสริมให้เกิดการรีไซเคิลของเหลือจากการก่อสร้างให้เกิดประโยชน์สูงสุด 
  • ระยะหลังก่อสร้าง : นอกจากมองหาวัสดุเขียวแล้ว ยังเลือกวัสดุที่คงทน ใช้ได้นาน เท่ากับไม่ต้องซ่อมแซม หรือปรับปรุงได้ไวกว่าที่ควรเป็น ซึ่งช่วยลดการสร้างขยะก่อสร้างจากการรื้อถอน และการใช้วัสดุใหม่ หรือหากต้องมีการซ่อมแซม จะคัดเลือกวัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมก่อนเสมอ 

3.บ้านอยู่ดี อยู่สบาย...ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่ : ถ้าเราเคยผ่านตาบ้านสายกรีนฟังก์ชันอยู่สบายตาม IG เราจะพบว่า บ้านของ SC Asset ก็มาในเวย์ใกล้เคียงกัน คือ นอกจากดีต่อโลกแล้ว ยังเข้าใจการใช้ชีวิตของคนยุคใหม่ รองรับการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา เริ่มตั้งแต่เรื่องพื้นฐานอย่าง การเตรียมพื้นที่สำหรับติดตั้งแผง Solar Cell เพื่อลดค่าไฟและเป็นส่วนหนึ่งของการใช้พลังงานสะอาด รวมถึงการวางระบบจุดชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV Charger) ที่รองรับการใช้ชีวิตในอนาคต

ทุกโครงการออกแบบรองรับแผ่นดินไหว ไปจนถึงสร้างความตระหนักและให้ความรู้ด้านสิ่งแวดล้อมกับผู้อยู่อาศัยผ่านโครงการและกิจกรรมต่างๆ อาทิ รณรงค์และจัดแฟซิลิตี้เอื้อต่อการคัดแยกขยะ และสร้างความรู้เรื่อง Circular Living ให้ผู้อยู่อาศัย, จัดทำคู่มือการอยู่อาศัยอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

ดังนั้นความหมายของ “บ้านอยู่ดี อยู่สบาย” ของ SC Asset ไม่ได้จบแค่ตอนบ้านสร้างเสร็จ แต่เป็นผลิตภัณฑ์ที่คิดอย่างใส่ใจ เริ่มตั้งแต่ขั้นตอนการก่อสร้างไปจนถึงบริการหลังการขาย และการคิดถึงชุมชนรอบข้าง เช่น การควบคุมมลภาวะทั้งเสียง-ฝุ่นอย่างเข้มงวดเพื่อไม่ให้รบกวนชุมชนโดยรอบ การบริหารจัดการขยะในไซต์งานอย่างเป็นระบบ ไปจนถึงขั้นตอนบริการหลังการขายที่มี “รู้ใจคลับ” เข้ามาดูแลบ้านและอุปกรณ์ต่างๆ ให้ใช้งานได้ยาวนาน ซึ่งเป็นการเพิ่มความคงทน รักษาความสวยงาม ช่วยลดของเสียและลดการใช้ทรัพยากรไปในตัว

จากแนวคิดสู่การลงมือจริง

ทั้งนี้แนวทาง “บ้านอยู่ดี อยู่สบาย” SC Asset ได้นำมาพัฒนา Low Carbon House ในหลายโครงการในเครือกว่า 18 โครงการ คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 29,811 ล้านบาท ยกตัวอย่างในปี 2565 เป็นต้นมา มีการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ภายในบ้านเพื่อช่วยประหยัดพลังงาน และมุ่งสู่การใช้พลังงานทดแทน อาทิ

  • คลับเฮาส์ในโครงการ : ติดตั้งโซลาร์เซลล์ขนาด 5 กิโลวัตต์ใน 75 โครงการ และได้ปรับเพิ่มในโครงการใหม่ที่ก่อสร้างในปี 2025 เป็นขนาด 11.25 กิโลวัตต์ ทำให้ช่วยลดค่าไฟได้เฉลี่ย อย่างน้อย 81,000 บาท/ปี/คลับเฮาส์ 
  • บ้านตัวอย่าง : ติดตั้งโซลาร์เซลล์ขนาด 3.5 กิโลวัตต์ ในบ้านตัวอย่างจำนวน 127 หลัง และได้ปรับเพิ่มในโครงการใหม่ที่ก่อสร้างในปี 2025 เป็นขนาด 5.62 กิโลวัตต์ ช่วยลดค่าไฟได้เฉลี่ย 36,000 - 41,000 บาท/ปี/โครงการ
  • บ้านมาตรฐานที่เปิดขาย : ติดตั้งในบ้านมาตรฐานจำนวน 736 หลัง คาดว่าจะช่วยประหยัดค่าไฟเฉลี่ย 16,000 – 18,000 บาท/ปี/หลัง โดยมีโครงการที่มีการติดตั้งเป็นมาตรฐาน ได้แก่ GRAND BANGKOK BOULEVARD, GENTRY, GRANADA, และ 95E1

ไม่เพียงแค่บ้านแนวราบเท่านั้น แม้แต่แนวสูง SC Asset ก็มีการพัฒนาให้เป็น Low Carbon House ที่สามารถใช้ได้จริง หนึ่งในนั้น คือ โครงการ เรฟเฟอเรนซ์ สาทร-วงเวียนใหญ่ ที่โดดเด่นด้วยการออกแบบยึดหลัก Customer Centric โดยมีแนวทางการออกแบบเป็น
 

  • การออกแบบเพื่ออากาศถ่ายเท : คิดตั้งแต่การวาง Layout ห้อง เลือกทิศทางรับแสงและการระบายอากาศที่ดี ติดตั้งระบบประตู 2 ชั้นที่ช่วยให้ระบายอากาศในห้องได้ดีขึ้น
  • การเพิ่มประโยชน์พื้นที่ใช้สอย : SC Asset จับมือกับ บริษัท อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ จำกัด (มหาชน) ร่วมออกแบบเฟอร์นิเจอร์ เพื่อสร้างประโยชน์พื้นที่ให้ได้สูงสุด
  • การออกแบบพื้นที่สีเขียวที่ตอบโจทย์การออกแบบโครงการ และช่วยให้มุมมองของชุมชนรอบข้างยังเห็นพื้นที่สีเขียวได้
  • การออกแบบคำนึงถึงการเข้าอยู่อาศัยของลูกบ้าน ในการจัดการขยะครัวเรือน
  • การจัดแฟซิลิตี้ให้สอดรับกับการคัดแยกขยะที่ยั่งยืน เพื่อสร้าง Green Community
  • เลือกใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ปล่อยคาร์บอนต่ำกว่า
  • ปรับปรุงวิธีการก่อสร้างร่วมกับคู่ค้าและผู้รับเหมา เพื่อลดขยะจากการก่อสร้าง และนำขยะเหลือใช้จากการก่อสร้างมาใช้ใหม่ ช่วยลดมลภาวะเสียงและฝุ่นที่ไซต์งาน
  • สร้างความร่วมมือกับ Supplier ผู้รับเหมา และแรงงาน จัดการแยกขยะก่อสร้างก่อนนำไปจัดการอย่างถูกวิธี เช่น การตัดหัวเสาเข็มนำไปบดย่อยเพื่อนำมาเทเป็นพื้นใหม่อีกครั้ง, จัดให้มีโครงการธนาคารขยะแลกของใช้กับแรงงานที่ไซต์
  • ให้พนักงานมีส่วนร่วม ด้วยการเลือกใช้เสื้อพนักงานที่ผลิตจากวัสดุรีไซเคิล และใช้ขวดน้ำไร้ฉลากรับรองลูกค้าในทุกโครงการ
  • การจัดแฟซิลิตี้ที่เอื้อต่อการคัดแยกขยะทุกชั้นพักอาศัย และพื้นที่ Recycle Station เพื่อแยกขยะ นำขยะอินทรีย์มาย่อย และใช้ในแปลงเกษตรครัวเรือนขนาดย่อมในพื้นที่ฯ โดยร่วมมือกับพาร์ทเนอร์อย่าง RecycleDay เข้ารับขยะประเภทต่างๆ เข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลอย่างถูกต้อง ซึ่งช่วยลดปริมาณขยะครัวเรือนสู่หลุมฝังกลบได้อย่างยั่งยืน 

ผลลัพธ์เหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่ง ที่แสดงให้เห็นว่า SC Asset ไม่ได้ทำแค่ให้เกิดกระแส แต่เป็นการลงมือทำจริงจังในระดับธุรกิจ เพื่อสร้าง "บ้านอยู่ดี อยู่สบาย" ให้เกิดขึ้นจริงในวงกว้าง บ้านที่สร้างขึ้นจึงไม่ได้เป็นแค่พื้นที่อยู่อาศัย แต่คือการออกแบบชีวิตที่สบายกาย สบายใจ และยังได้เป็นส่วนหนึ่งในการดูแลโลกอย่างไม่รู้ตัว

เพราะสิ่งที่ SC Asset ทำ คือ ต้องการสร้างความเป็นไปได้ที่ไม่รู้จบให้กับเช้าวันใหม่ของทุกคน...ในทุกวัน