เจาะกรีนดีเอ็นเอ : ฟันเฟืองผู้อยู่เบื้องหลัง พลังขับเคลื่อน SCero Mission ที่ทำให้บ้านดีต่อกายใจและโลกได้จริง
"การลดก๊าซเรือนกระจก 100,000 ตันคาร์บอน ภายในปี 2030 ของภารกิจ 'SCero Mission' คือพันธกิจที่ทะเยอทะยานของ SC Asset แต่ความสำเร็จที่แท้จริงไม่ได้มาจากแค่ตัวเลข แต่เกิดมาจากพลังของคนทำงานเบื้องหลัง เราจะเจาะลึกการเดินทางของทีม SC ที่ทำงานที่ทำงานเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ เพื่อพิสูจน์ว่าทุกคน คือ ฟันเฟืองที่ขาดไม่ได้ ในการสร้างบ้านที่ยั่งยืนและมีความสุข ไม่ว่าจะเป็น ทีมออกแบบ, ทีมจัดซื้อ, และทีมองค์กร ซึ่งเป็นผู้ที่ทำหน้าที่ส่งต่อ "คุณค่า" ของ SC ผ่านผลิตภัณฑ์ที่พักอาศัยที่ดีต่อคนและโลก และความยั่งยืนไปถึงมือลูกค้าและพนักงานทุกคน
ฟันเฟืองที่ 1: ฝ่ายออกแบบ - ผู้สร้างสถาปัตยกรรมหายใจได้

โจทย์ท้าทาย: เมื่อความยั่งยืนต้องมาพร้อมกับความเป็นไปได้ทางธุรกิจ
วันนี้เราพามาฟังเบื้องลึกจาก คุณภาณุพงษ์ ชินมหาวงศ์ จากฝ่ายออกแบบบ้านแนวราบ SC Asset ที่ต้องรับโจทย์ใหญ่ในการขับเคลื่อน SCero Mission คือการสร้างบ้านที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องของการทำดีต่อโลกเท่านั้น แต่ต้องเป็นการออกแบบที่ "ขายได้" และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นจริง ๆ ให้กับลูกค้า

“เราไม่ได้มุ่งเน้นแค่การติดตั้งอุปกรณ์ไฮเทคที่เรียกว่า Active Design เช่น โซลาร์รูฟ เป็นอันดับแรก แต่"เราเชื่อในพลังการออกแบบ "Passive Design" ซึ่งคือการออกแบบบ้าน และพื้นที่ในโครงการให้ลดการใช้พลังงานตั้งแต่ต้นทาง ซึ่งเป็นแกนหลักที่ทำให้โครงการบ้านของเราแตกต่าง และยั่งยืนกว่า” ภาณุพงษ์เกริ่นถึงหัวใจสำคัญในการออกแบบบ้านกรีนดีเอ็นเอสไตล์ SC Asset
หัวใจหลัก: Passive Design เพื่อสร้าง ภาวะน่าสบาย
ทุกการออกแบบของ SC Asset ให้เกิดความยั่งยื่น ยึดหลัก Passive Design เป็นปรัชญาการออกแบบที่มุ่งเน้นการใช้ประโยชน์จากสภาพแวดล้อมธรรมชาติให้มากที่สุด เพื่อลดการใช้พลังงานตั้งแต่ต้นทาง ซึ่งถือเป็นแกนหลักที่ส่งผลต่อความยั่งยืนของบ้านในระยะยาว และนำมาซึ่งการอยู่อาศัยที่สบาย ตั้งแต่
1.การวางผังโครงการที่ชาญฉลาด (Master Planning): การออกแบบเริ่มต้นตั้งแต่ภาพใหญ่ โดยต้องคำนึงถึงการวางทิศทางของถนนและการวางตำแหน่งของตัวบ้าน ให้สอดคล้องกับทิศทางแดดและลม ซึ่งถือเป็นก้าวแรกของการประหยัดพลังงานที่ทำได้โดยไม่ต้องใช้เงินเพิ่ม
2. การจัดการกับทิศทางแดดและความร้อน: หลักการพื้นฐานที่สำคัญคือ การพยายามวางตัวบ้านให้ด้านที่แคบที่สุดหันรับทิศตะวันตก เพื่อรับความร้อนให้น้อยที่สุดและวางแกนหลักของบ้านให้เป็นทิศเหนือ-ใต้ ซึ่งเป็นทิศทางที่ลดการสัมผัสกับแสงแดดที่ร้อนแรงได้ดีที่สุด
3.ฟังก์ชันที่ "ฉลาด" กว่า: การจัดโซนนิ่งบล็อกความร้อน: เมื่อเข้าสู่การออกแบบตัวบ้าน ทีมงานใช้หลักการจัดโซนนิ่ง เพื่อสร้างภาวะน่าสบายให้ผู้อยู่อาศัยรู้สึกได้เพื่อลดการใช้เครื่องปรับอากาศ โดยจัดฟังก์ชันสำคัญที่ลูกค้าใช้เยอะ เช่น Living Room, Dining Room, หรือ Master Bedroom ให้อยู่ในทิศที่โดนแดดน้อยที่สุด และใช้พื้นที่ Service (เช่น ห้องน้ำ, ห้องเก็บของ, บันได) มาบล็อกความร้อน เหมือนเป็นเกราะกำบังชั้นแรก ทำให้พื้นที่สำคัญคงความเย็นสบาย
4.พื้นที่ส่วนกลางที่ "หายใจ" ได้: แม้แต่ในพื้นที่ส่วนกลางอย่างสโมสร ก็ยังเน้นหลัก Passive Design เต็มที่ โดยดีไซน์ให้ฟังก์ชันต่าง ๆ ระบายอากาศด้วยตัวเองได้ก่อน มีการใช้ช่องเปิดขนาดใหญ่หรือ Double Volume เพื่อให้ลมผ่านและมีแสงสว่างเพียงพอในเวลากลางวัน ซึ่งช่วยลดการใช้ไฟฟ้าส่องสว่างได้มาก

นวัตกรรมที่ "สัมผัสที่รู้สึกได้" คือเป้าหมายสูงสุด
ความคาดหวังสูงสุดในฐานะนักออกแบบ คือการที่ลูกค้าสามารถ "รู้สึกได้" ถึงความเปลี่ยนแปลง โดยที่ไม่จำเป็นต้องบอกว่า นี่คือบ้านกรีน แต่พวกเขาจะสัมผัสได้จากสภาวะน่าสบายที่แท้จริง คือความรู้สึกโปร่ง โล่ง สบาย อากาศถ่ายเทดี และอุณหภูมิในบ้านไม่สูงเกินไป นอกจากนี้ยังมีการใส่ใจการจัด Proportionของห้องอย่างลงตัว และออกแบบฟังก์ชันที่คิดเผื่อการใช้ชีวิตจริง และปรับเปลี่ยนการใช้งานในอนาคตได้ อย่างเรื่องเล็ก ๆ เช่น อุปกรณ์งานระบบที่คิดถึงการใช้งานที่ครอบคลุมและสวยงาม จึงได้เตรียมจุดน้ำดีน้ำเสียสำหรับ Pantry นอกอาคารเผื่อลูกค้าอยากปรับเปลี่ยนได้ง่าย เพื่อแก้ไข Pain Point ที่แท้จริงที่ผู้อยู่อาศัยเคยเจอ
นอกจาก Passive Design แล้ว ทีมออกแบบยังใช้อาวุธทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาช่วยในการตัดสินใจ อาทิ การมีคณะกรรมการมาช่วยจัดเรตติ้งวัสดุ เพื่อให้มั่นใจว่าสิ่งที่เลือกมานั้น "เขียว" จริง แต่ต้องควบคุมต้นทุนได้, การคำนวณความร้อนทางวิศวกรรม เช่น การใช้ข้อมูลคำนวณค่าการถ่ายเทความร้อนรวมของผนังอาคาร อย่างเครื่องมืออย่าง OTTV (Overall Thermal Transfer Value) มาเป็นโจทย์ในการดีไซน์ Fin, Shade ต่าง ๆ ให้เหมาะสมกับทิศทางแดด เพื่อสกรีนความร้อนที่จะเข้าสู่ตัวอาคารที่ลงตัวกับ Façade อาคาร หรือการใช้ Active Air Quality ใช้ในการกรองอากาศและปรับอุณหภูมิ มาช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัยในยุคที่กังวลเรื่องฝุ่นและมลภาวะ
แม้แต่ Landscape ด้วยการเลือกพันธุ์ไม้ที่ช่วยฟอกอากาศ และใช้เป็นบัฟเฟอร์กรองฝุ่นให้กับลูกบ้านที่อยู่ติดถนนใหญ่
“ในอนาคต ส่วนงานออกแบบ เรามองไปถึงการทำ Modular System ที่ใช้หลักการคล้ายการต่อเลโก้ คือ การดีไซน์ฟังก์ชันโดยอิงจากขนาดของวัสดุ (เช่น ใช้ระยะขนาด 60 ซม. เป็นตัวคิด) เพื่อลดการตัดเศษวัสดุที่ไม่จำเป็น รวมถึงการใช้ไซส์ซิ่ง (sizing) เดียวกัน สำหรับประตูหน้าต่างในหลายแบบบ้าน เพื่อให้เกิด Economy of Scale ในการสั่งซื้อวัสดุรีไซเคิล ซึ่งจะช่วยต่อรองราคาให้บริหารต้นทุนได้ดีขึ้น และตอบโจทย์ "เขียวที่ขายได้" ด้วย”
ฟันเฟืองที่ 2: ฝ่ายจัดซื้อ - ผู้ควบคุมต้นทุนและความยั่งยืน

ฝ่ายจัดซื้อคือผู้รับไม้ต่อจากฝ่ายออกแบบ และเป็นอีกส่วนสำคัญที่ทำให้ความยั่งยืนเกิดขึ้นได้จริง คุณภูธร ชพนาญกุล คือหนึ่งในทีมจัดซื้อของ SC Asset ที่ต้องมารับมือกับโจทย์ท้าทายในการบริหารต้นทุน เพื่อให้ "บ้านดีต่อโลก" เป็นบ้านที่ลูกค้าเข้าถึงและจับต้องได้จริง
เข็มทิศ: "เขียวต้องขายได้" กับมาตรฐานการจัดซื้อที่ต้องเข้มข้นขึ้น
“เพราะถ้ายึดความกรีนอย่างเดียว แต่ขายไม่ได้ หรือต้นทุนสูงจนเกินกว่าที่ตลาดจะรับไหว คุณค่าของมันก็จะไม่ถูกส่งมอบให้ลูกค้า" คุณภูธรย้ำชัดว่า เข็มทิศของทีมจัดซื้อคือ “เขียวต้องขายได้” เพราะถ้าความกรีนทำให้ต้นทุนสูงจนเกินไป คุณค่าก็จะไปไม่ถึงลูกค้า ดังนั้นแนวทางในการทำงานจึงไม่ใช่แค่การหาวัสดุที่กรีนที่สุด แต่เป็นการประเมินและปรับปรุงกระบวนการทั้งหมด
1.การประเมินตนเอง (Self-Assessment): ตรวจสอบและใช้ประโยชน์จากวัสดุที่มีความกรีน โดยธรรมชาติอยู่แล้ว ซึ่งเป็นจุดแข็งที่ต่อยอดได้ทันที
2.การพัฒนาและการแข่งขัน (Development & Competition): สำหรับวัสดุที่ยังไม่ตอบโจทย์ ทีมจัดซื้อจะทำงานร่วมกับคู่ค้าปัจจุบันเพื่อพัฒนาร่วมกัน ขณะเดียวกันก็แสวงหาคู่ค้ารายใหม่ที่มีนวัตกรรมสีเขียวเข้ามาเพื่อสร้างกลไกการแข่งขันด้านราคา
การบริหารต้นทุนที่ไม่เพิ่มภาระให้ลูกค้า
SC Asset เชื่อว่าความยั่งยืนต้องไม่เป็นแค่คำมั่นสัญญา จึงได้มีการออก Green Procurement Policy (นโยบายการจัดซื้อสีเขียว) ซึ่งเป็นหนึ่งในกำหนดตัวชี้วัดด้าน ESG เข้ามาใช้ในการประเมินคู่ค้า และกำหนด Green Procurement Criteria (ข้อกำหนดในการจัดซื้อสีเขียว) สำหรับวัสดุหลายร้อยรายการที่ใช้ในการสร้างบ้าน โดยแต่ละรายการจะต้องมีเกณฑ์ที่ชัดเจนเพื่อตอบโจทย์ความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น การใช้วัสดุที่มีส่วนประกอบจากการรีไซเคิล, ฉลากประหยัดพลังงานเบอร์ 5, ISO 14000, โรงงานสีเขียว, ฉลากการลดคาร์บอนและการใช้บรรจุภัณฑ์ที่ยั่งยืน เพื่อลดผลกระทบตลอดห่วงโซ่อุปทาน

หนึ่งในคำถามที่น่าสนใจที่สุด คือ การจัดการกับราคาที่เพิ่มขึ้นของวัสดุกรีน อาจตามมาด้วยราคาที่เพิ่มขึ้น ทางออกของ SC Asset คือการ สื่อสารและทำงานร่วมกับคู่ค้าอย่างตรงไปตรงมา โดยย้ำว่า "เราเปิดรับความกรีนทุกเฉด แต่จะต้องไม่เพิ่มต้นทุนเรากับสิ่งนี้" ด้วยการสร้างฐานคู่ค้าที่หลากหลายและการสร้างกลไกการแข่งขันที่เข้มแข็ง ทำให้ทีมจัดซื้อสามารถควบคุมต้นทุนไว้ได้
นอกจากนี้ยังมีการศึกษาวัสดุทางเลือกเพื่อเป็นแผนสำรอง (Prototype Study) หากวัสดุหลักไม่สามารถตอบโจทย์ทั้งด้านความกรีนและราคาได้อีกต่อไป ตัวอย่างที่น่าสนใจคือการศึกษาวัสดุ GPFR (Glass Fiber Reinforced Polymer) ซึ่งเป็นพอลิเมอร์ที่มีความแข็งแรงเทียบเท่าเหล็ก แต่มีศักยภาพในการลดคาร์บอนได้มากกว่า หากวันหนึ่งเหล็กเส้นรีไซเคิลไม่สามารถตอบโจทย์ความยั่งยืนที่กำหนดได้อีกต่อไป วัสดุนี้ก็จะถูกนำมาใช้ทดแทนอย่างรวดเร็ว
พลังแห่งการ 'ร่วมพัฒนา' สู่การลด Waste ร่วมกัน
จุดแข็งที่ทำให้วัสดุกรีนถูกควบคุมราคาในสไตล์ของ SC Asset คือ การพัฒนานวัตกรรมร่วมกันระหว่าง SC Asset และคู่ค้าในห่วงโซ่อุปทานด้วย โดยทีมจัดซื้อของ SC Asset มีการจัดกิจกรรม Supplier Engagement และ Workshop เพื่อให้ความรู้ด้าน ESG และทำความเข้าใจด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาลร่วมกัน เพื่อให้คู่ค้าทั้งหมดพร้อมที่จะเติบโตไปพร้อมกับบริษัท
ยกตัวอย่างความสำเร็จจาก Resource Management ที่เกิดขึ้นเป็นรูปธรรม อาทิ การพัฒนาเทคนิค Cut and Bend (เหล็กดัดสำเร็จ) ร่วมมือกับผู้ผลิตเพื่อดัดเหล็กตามแบบโครงสร้างจากโรงงาน ไม่ต้องมาตัดต่อหน้างาน ช่วยลด Waste และลดมลภาวะทางเสียงที่รบกวนชุมชนรอบโครงการช่วงก่อสร้าง
หรือการพัฒนา Cut to Length (ท่อตัดสำเร็จ) ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกับบริษัทผู้บริหารงานระบบเพื่อตัดท่อให้พอดีกับแต่ละชั้นในโครงการคอนโดมิเนียม ช่วยลดเศษวัสดุเหลือทิ้งในไซต์งานได้อย่างมีนัยสำคัญ
3 ความสำเร็จที่เปรียบเสมือนรางวัลของคนทำงาน
เมื่อถูกถามถึงความสำเร็จที่ทำให้รู้สึกภาคภูมิใจที่สุดในการทำงานที่มีส่วนช่วยสร้างความยั่งยื่นในองค์กร ในฐานะคนทำงานจัดซื้อ ภูธรระบุถึง 3 มิชชั่นที่ถือเป็น "รางวัล" ในใจ ได้แก่

มิชชั่นที่ 1 : การลด GHG ที่วัดผลได้จริง โดยความสำเร็จของการ Green Procurement ทำให้สินค้ากรีนที่ใช้สามารถ แทร็กกลับไปได้ว่าช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึงประมาณ 15% ณ ปัจจุบัน
มิชชั่นที่ 2 : การยกระดับคู่ค้า (Supplier Development) การที่ SC Asset ช่วยให้คู่ค้าเป็น ESG Compliance ถือเป็นการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนของห่วงโซ่อุปทาน
มิชชั่นที่ 3 : การจัดการทรัพยากร (Resource Management) จากโครงการ Cut and Bend และ Cut to Length เป็นนวัตกรรมด้านกระบวนการที่สร้างผลกระทบเชิงบวกที่ยั่งยืนต่อไซต์งาน ชุมชน และสิ่งแวดล้อม
ฟันเฟืองที่ 3: People Experience - ผู้หล่อหลอมดีเอ็นเอสีเขียวและสุขภาวะ

ในยุคนี้องค์กรชั้นนำวัดความสำเร็จจากความรับผิดชอบต่อโลกและพนักงาน คุณวิษรุต เริงใจ พนักงานตำแหน่ง People Experience คือผู้ดูแลวัฒนธรรมองค์กร และประสบการณ์ของพนักงานตั้งแต่ "Day 1 จนถึงวันสุดท้าย" ซึ่งเป็นมิติใหม่ของความยั่งยืนที่เกี่ยวข้องกับสุขภาวะ ของพนักงาน ทั้งด้านกาย ใจ สภาพทางการเงิน และความปลอดภัยในการทำงาน
การหล่อหลอม 'Green DNA': จากนโยบายสู่พฤติกรรม
เมื่อถูกถามถึงการสร้างวัฒนธรรมองค์กรสีเขียว คุณวิษรุตกล่าวว่าทุกอย่างเริ่มต้นจากจุดยืนที่ชัดเจนของผู้บริหาร “นโยบาย SCero Mission ที่ประกาศอย่างชัดเจนจากซีอีโอ คือ ก้าวแรกในการสื่อสารให้พนักงานได้รู้ว่าบริษัทของเราจะทำเรื่องนี้อย่างจริงจัง
หน้าที่ของทีม People Experience คือการ แปลงนโยบายนั้นให้กลายเป็นความผูกพันและการลงมือปฏิบัติ คุณวิษรุตเองก็ยอมรับว่าในฐานะที่เป็นคนหนึ่งที่มีความสนใจในเรื่อง Climate Change และสิ่งแวดล้อมอยู่แล้ว รู้สึกประทับใจและอินกับการได้เป็นส่วนหนึ่งในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กร
การสร้างความตระหนักรู้ (Awareness) คือจุดเริ่มต้นของพฤติกรรม ทีม People Experience เน้นย้ำว่า Green DNA ไม่ใช่เรื่องใหม่ในเชิงแนวคิด แต่เป็นเรื่องใหม่ในเชิง พฤติกรรมในองค์กร การสร้างความตระหนักจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ได้แก่ การสร้างความเข้าใจว่า Green DNA, Sustainability, และ ESG คืออะไร และเกี่ยวข้องกับพนักงานอย่างไร, ให้ความรู้ ด้วยจัดอบรมและเชิญ Guest Speaker มาให้ความรู้เฉพาะทาง และส่งเสริมกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง เช่น การประหยัดไฟฟ้าภายในออฟฟิศ การแยกขยะอย่างจริงจัง หรือการส่งเสริมให้พนักงาน พกกระบอกน้ำและถุงผ้าส่วนตัว เพื่อลดการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง

ความท้าทาย: แสดงผลลัพธ์ของ 'อนาคต' เพื่อเป็นแรงผลักใน 'วันนี้'
วิษรุตยอมรับว่า ความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดคือการสร้างแรงจูงใจให้คนลงมือทำอย่างต่อเนื่อง เพราะพฤติกรรมสีเขียวหลายอย่างคือการสร้าง "Future by Today" ซึ่งผลลัพธ์อาจยังไม่ปรากฏทันที
“เราต้องมีการอัปเดตความก้าวหน้า (Progression) ให้พนักงานทราบอย่างสม่ำเสมอ ถ้าเราไม่มีจุดนี้ พนักงานก็จะรู้สึกว่า ‘ทำไปแล้วได้อะไร?’ ไม่เห็นผลลัพธ์อะไรกลับมาเลย” วิษรุตย้ำว่าการอัปเดตตัวเลขความก้าวหน้า จึงเป็นกำลังใจสำคัญ ที่ทำให้พนักงานรู้สึกว่าสิ่งที่เขาทำนั้นส่งผลต่อเป้าหมายความยั่งยืนของบริษัทอย่างแท้จริง และทำให้ Green DNA กลายเป็นเรื่องที่จับต้องได้และน่าตื่นเต้น
สุขภาวะพนักงาน: รากฐานสำคัญสู่ความยั่งยืนที่ลึกซึ้ง
ในมุมมองของ People Experience การดูแลสุขภาวะของพนักงานมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับความยั่งยืนขององค์กรและ Green DNA เพราะเชื่อว่า พนักงานที่มีความสุขและมีสุขภาพดี จะมีพลังงานและแรงจูงใจในการทำงานที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และสามารถส่งต่อพลังบวกเหล่านั้นออกไปสู่สังคมได้
คุณวิษรุตอธิบายว่า การดูแล Physiological Needs เหล่านี้ เป็นเหมือนฐานพีระมิดที่แข็งแกร่งตามหลักของมาสโลว์ เมื่อพนักงานมีความสุขและพร้อมทั้งกายใจแล้ว พวกเขาก็จะสามารถเข้าสู่ขั้นตอนถัดไป นั่นคือการ ทำงานได้ดีขึ้น และใช้ชีวิตที่ทำงานอย่างมีคุณภาพ เพื่อตอบสนองนโยบาย Green DNA และยังนำความรู้ด้านความยั่งยืนไปใช้ในชีวิตประจำวัน และ ส่งต่อพลังงานบวก เหล่านี้ให้กับบุคคลในครอบครัวและสังคม เป็นดั่ง Snowball Effect ที่ขยายผลความคิดเชิงบวกออกไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

ปรากฏการณ์เกิดขึ้นกับตัวของเขาเอง โดยวิษรุตเผยว่า ส่วนตัวแล้วเขาเป็น "Nature Traveller" กิจกรรมที่เขาชื่นชอบจึงเป็นกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมที่บริษัทจัดขึ้น เช่น การพาไปปลูกป่า หรือการอนุรักษ์เต่าทะเล
เมื่อนำความเข้าใจและความอินส่วนตัวมาผสานกับการทำงาน เขาจึงเป็นคนหนึ่งที่ลงมือปฏิบัติและเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับคนรอบข้างอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นการแยกขยะและประหยัดไฟที่บ้าน หรือเมื่อไปท่องเที่ยวก็จะพยายามเลือกใช้วัสดุที่เป็นมิตรกับธรรมชาติ และที่สำคัญที่สุดคือเก็บขยะออกมาจากป่า ไม่ปล่อยให้มันตกค้างอยู่ในระบบนิเวศ
วิษรุต จึงเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของพนักงานที่ได้ฝัง Green DNA ไว้ในตัวเอง และใช้บทบาทหน้าที่ในฐานะ People Experience เพื่อส่งต่อพลังบวกและความตระหนักรู้ด้านความยั่งยืนไปสู่เพื่อนร่วมงานทุกคน การดูแลพนักงานให้มีความสุขทุกมิติ คือการสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งที่สุดให้กับ SCero Mission เพื่อให้ภารกิจที่ยิ่งใหญ่ในการสร้างอนาคตสีเขียวนี้สามารถขับเคลื่อนต่อไปได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน
จาก Passive Design ในบ้าน จนถึงการจัดซื้อที่ยึดหลัก 'เขียวต้องขายได้' และการดูแลสุขภาวะพนักงานให้มี 'Green Mindset' ทุกองค์ประกอบของ SC Asset คือความตั้งใจ คุณค่าที่แท้จริงคือความภูมิใจของพนักงานทุกคนที่ได้เป็น ฟันเฟืองเล็กๆ ซึ่งทำงานประสานกันอย่างลงตัวเหล่านี้ ก็เพื่อให้ภารกิจ SCero Mission เป็นจริง และตอกย้ำว่าอสังหาริมทรัพย์ก็สามารถเป็นส่วนหนึ่งของการช่วยโลกได้เช่นกัน
#SCAsset #SCeroMission #GreenDNA #TerraBKK #Sustainability #PassiveDesign