ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2025 เศรษฐกิจโลกยังคงเดินหน้าภายใต้แรงกดดันจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ สงครามการค้า และความผันผวนของราคาพลังงาน ขณะที่เศรษฐกิจไทยต้องเผชิญกับความเสี่ยงหลายด้าน ทั้งจากภายนอกประเทศและปัจจัยการเมืองภายในที่ยังไม่มีความชัดเจน

โลกที่ไม่แน่นอน: สงคราม ภาษี และราคาน้ำมัน

เหตุการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและอิหร่านส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกผันผวนอย่างรุนแรง แม้อิหร่านจะมีสัดส่วนเพียง 4.6% ของอุปทานน้ำมันโลก แต่ช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางส่งออกน้ำมันกว่า 20% ของโลก กลายเป็นจุดเปราะบางที่สร้างแรงกระเพื่อมในตลาดพลังงาน หากถูกปิดกั้น จะส่งผลอย่างมีนัยต่อราคาน้ำมันทั่วโลก และซ้ำเติมเงินเฟ้อในหลายประเทศ

ในด้านการค้า ความล่าช้าในการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ และประเทศคู่ค้าสำคัญ ทำให้เกิดการเก็บภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) ซึ่งกระทบต่อการส่งออกของประเทศในเอเชีย โดยเฉพาะจีน ไทย เกาหลีใต้ และเวียดนาม ที่ต่างเผชิญแรงกดดันต่อเนื่อง

สหรัฐฯ และยุโรป: ความเข้มแข็งที่เริ่มสั่นคลอน

แม้เศรษฐกิจสหรัฐฯ จะยังขยายตัวในช่วงครึ่งปีแรก แต่แนวโน้มครึ่งหลังมีความเสี่ยงจากการลดลงของอุปสงค์ภาคเอกชนและการสะสมสินค้าคงคลัง เฟดจึงส่งสัญญาณชัดว่าจะลดดอกเบี้ย 2 ครั้งภายในปีนี้เพื่อประคองเศรษฐกิจให้รอดพ้นจากภาวะถดถอย

ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจยูโรโซนยังอยู่ในภาวะเปราะบางจากต้นทุนพลังงานที่สูง และผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ที่บั่นทอนความเชื่อมั่นผู้บริโภคและภาคธุรกิจ

ไทยในสภาวะเสี่ยง: ส่งออกดีขึ้นแต่ท่องเที่ยวอ่อนแรง

เศรษฐกิจไทยแม้ยังเติบโตได้ในระดับหนึ่ง แต่ภาพรวมยังเปราะบาง ศูนย์วิจัยกสิกรไทยปรับประมาณการ GDP ปี 2025 ไว้ที่ 1.4% เท่าเดิม สะท้อนว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจยังไม่แข็งแรงเพียงพอ

ข่าวดีคือการส่งออกในช่วงครึ่งปีแรกเติบโตดีกว่าคาด ทำให้มีการปรับเป้าการส่งออกปี 2025 ขึ้นเป็น 1.5% อย่างไรก็ตาม ไทยยังคงพึ่งพาสินค้าหลักไม่กี่ประเภท และมีความเสี่ยงจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ที่อาจส่งผลในครึ่งปีหลัง

ในด้านการท่องเที่ยว ซึ่งเคยเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจ เริ่มอ่อนแรงลง โดยจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในช่วง 5 เดือนแรกของปีลดลง -12.5% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยเฉพาะจากจีนและมาเลเซีย

เงินเฟ้อต่ำแต่ยังไม่ใช่ “เงินฝืด”

อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยคาดว่าจะอยู่เพียง 0.3% ตลอดปี 2025 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบหลายปี จากราคาพลังงานและอาหารสดที่ลดลง ขณะเดียวกัน การนำเข้าสินค้าราคาถูกจากจีนยังคงกดดันราคาสินค้าในประเทศ โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งสะท้อนภาวะเศรษฐกิจที่ยังชะลอตัวและอุปสงค์ในประเทศที่ยังไม่ฟื้นเต็มที่

การเมืองในประเทศ: ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องจับตา

ปัญหาการเมืองภายในที่ยังไม่มีข้อยุติ เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สร้างแรงกดดันต่อความเชื่อมั่นและการเบิกจ่ายงบประมาณ โดยรัฐบาลผสมมีเสียงในสภาเกินกึ่งหนึ่งเพียงเล็กน้อย ทำให้การผลักดันกฎหมายสำคัญ รวมถึงงบประมาณปี 2026 ต้องอาศัยการเมืองที่มั่นคงกว่านี้ หากเกิดความไม่แน่นอนขึ้นอีก จะเป็นตัวฉุดการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะถัดไป


บทสรุป: ฟ้าหลังฝนยังไม่ปรากฏ

เศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2025 ต้องเผชิญความท้าทายทั้งจากปัจจัยภายนอกและภายในประเทศ การส่งออกที่เริ่มฟื้นตัวอาจชะลอลงอีกครั้งจากแรงกดดันภาษี ส่วนการท่องเที่ยวยังไม่กลับมาเต็มศักยภาพ และความไม่แน่นอนทางการเมืองยังคงเป็นเงื่อนไขสำคัญ

ในบริบทนี้ ภาครัฐและเอกชนต้องร่วมมือกันเสริมสร้างความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ กระจายความเสี่ยง และวางแผนเชิงรุกเพื่อเตรียมรับมือกับคลื่นลมที่อาจแรงขึ้นในอนาคต