ในช่วงเวลาที่ทั่วโลกตื่นตัวกับประเด็นสิ่งแวดล้อม จากวิกฤต "โลกเดือด" ซึ่งกระทบทั้งวิถีชีวิต และต้นทุนการดำเนินธุรกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทว่าการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ไม่ใช่เพียงแค่ใคร หรือองค์กรใดองค์กรหนึ่ง แต่ต้องร่วมกันยกระดับไปสู่การปฏิบัติให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม จากพลังของทุกภาคส่วน คนละไม้ละมือ และมีการวัดผลที่จับต้องได้จริง

นี่คือความเชื่อของ บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) ผู้พัฒนาและลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ระดับสากล ที่เดินหน้าสานต่อพันธกิจ ภายใต้แคมเปญ “Go Green Together, Change Tomorrow” ที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2562 และกระตุ้นให้เกิดการลงมือทำผ่าน โครงการ Green Tenant of The Year 2026 Award ซึ่งจัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 เพื่อส่งเสริมให้ผู้เช่าอาคารสำนักงานทั้ง 4 แห่ง  เอส โอเอซิส, สิงห์ คอมเพล็กซ์, ซันทาวเวอร์ส และเอส เมโทร ของสิงห์ เอสเตท มีส่วนร่วมในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และต่อยอดกิจกรรมสีเขียวภายในองค์กรให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม

"เป้าหมายของสิงห์ เอสเตท คือ หวังสร้างการร่วมมือร่วมใจกับผู้เช่าและพันธมิตรทุกภาคส่วน เพื่อเปลี่ยนการลงมือทำสิ่งเล็กๆ ในแต่ละวัน ให้กลายเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่สู่สังคมคาร์บอนต่ำ แคมเปญนี้ ไม่ใช่แค่สร้างแรงบันดาลใจ แต่เปรียบเสมือนการส่งต่อแนวทางให้ผู้เช่า นำไปลงมือปฏิบัติ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้จริง" อรณีย์ พูลขวัญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายพัฒนาธุรกิจค้าปลีกและการพาณิชย์ บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงเป้าหมายของแคมเปญนี้

นั่นจึงเป็นเหตุผลให้ สิงห์ เอสเตท สร้างสรรค์กิจกรรมที่หลากหลาย เพื่อเตรียมความพร้อมให้ผู้เช่าอาคารที่เข้าร่วมโครงการ โดยล่าสุดเป็นหัวเรือใหญ่ จัดเวิร์คช็อป Green Tenant of The Year 2026 Award  Workshop จับมือภาครัฐและ ภาคเอกชน อย่าง TerraBKK, YOUเทิร์น และ TGO มาปลดล็อคองค์ความรู้ ตั้งแต่บทบาทองค์กร สู่การลงมือทำและวัดผล โดยมี โอฬาร วัยอุดมวุฒิ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจค้าปลีกและการพาณิชย์ บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) ให้เกียรติกล่าวเปิดงาน ซึ่งปีนี้ได้รับความสนใจจากบริษัทผู้เช่าหลากหลายกลุ่มธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจการขนส่งสินค้าทางเรือ ธุรกิจผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ธุรกิจพลังงาน ธุรกิจพัฒนาซอฟต์แวร์ ตลอดจนผู้ประกอบการร้านค้าปลีกและอาหาร สะท้อนให้เห็นว่าแนวคิด Green Workplace สามารถเริ่มต้นได้จากองค์กรหลากหลายขนาดและอุตสาหกรรม 

สิ่งเหล่านี้ตอกย้ำให้เห็นว่า สิงห์ เอสเตท พร้อมเป็นตัวกลางเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างองค์กร ไม่ว่าจะเป็นองค์กรขนาดใดก็สามารถจับมือเป็นส่วนหนึ่งสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดผลลัพธ์ได้เช่นกัน


วงจรการลงมือทำ ที่ต้องทำต่อเนื่อง

"ภายใต้กติกาสังคมใหม่ได้เปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคคาร์บอนต่ำ การดำเนินธุรกิจจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์ เพื่อรองรับมาตรการทางภาษีคาร์บอนและพันธสัญญา Net Zero Emissions ปี 2050 ที่ขยับเร็วขึ้นกว่าเดิมถึง 15 ปี การสร้างการเปลี่ยนแปลงนี้จำต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกคนในองค์กรขับเคลื่อนวงจร Green Action อย่างเป็นระบบ” คุณสุมิตรา วงศ์ภักดี กรรมการผู้จัดการ บริษัท เทอร์ร่า มีเดีย แอนด์ คอนซัลติ้ง จำกัด (TerraBKK) ที่ร่วมบรรยายในหัวข้อ “Green Action, Real Change: ทุกการลงมือทำ คือ พลังแห่งการเปลี่ยนแปลง” ชี้ให้เห็นว่าการมุ่งไปสู่ผลลัพธ์สีเขียว ไม่สามารถเดินไปเพียงลำพัง แต่ต้องอาศัย Green Collaboration

จากนโยบายและกติกาสังคมใหม่ได้เปลี่ยนผ่านไปแล้ว ความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อมไม่ได้เป็นแค่กิจกรรมทางเลือก แต่เป็นเงื่อนไข และโอกาสสำหรับวันพรุ่งนี้ เพื่อตอบสนองพันธสัญญาในเวทีระดับโลก โดยประเทศไทยได้ประกาศเป้าหมายเร่งขับเคลื่อนประเทศสู่ Net Zero Emissions จากเดิมภายในปี ค.ศ. 2065 เป็นภายในปี ค.ศ. 2050 รวมไปถึงกลไกทางภาษีใหม่ๆ เช่น ภาษีคาร์บอน และมาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน จะกลายเป็นต้นทุนที่ผู้ประกอบการต้องแบกรับเพิ่มขึ้น

ทั้งนี้การรวมตัวกันขององค์กรที่ตั้งเป้าหมาย Net Zero Emissions ควรต้องมีแนวทางที่ชัดเจน จึงจะเกิดผลลัพธ์ที่จับต้องได้ โดย คุณสุมิตรา แนะหัวใจสำคัญ คือ การเข้าใจวงจร Green Action หรือกระบวนการที่วัดผลได้ที่มีการวางแผน วัดผล และปรับปรุงอย่างเป็นวงจรต่อเนื่อง ซึ่งล้วนแล้วแต่ต้องอาศัยการร่วมแรงร่วมใจกันทำทีละนิดต่อเนื่องสม่ำเสมอ คือ

ขั้นตอนที่ 1 ทุกองค์กรสามารถเริ่มต้นทำได้ทันที คือ การวัดผล รวบรวมข้อมูลดิบทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการใช้ทรัพยากรภายในสำนักงาน มาคำนวณเป็นคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร จะทำให้มองเห็นภาพรวมว่า จุดใดที่เป็นแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่สูงภายในออฟฟิศ

ขั้นตอนที่ 2 การปรับลด คือ การนำข้อมูลที่ได้มาตั้งเป้าหมายมาตรการพลังงาน เช่น การเปลี่ยนมาใช้หลอดประหยัดไฟ การติดตั้งระบบเซนเซอร์อัจฉริยะเปิด-ปิดไฟ ตลอดจนการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเล็กๆ น้อยๆ ของพนักงาน เช่น การคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง การจัดการเศษอาหารอย่างถูกวิธี มาตรการง่ายๆ เหล่านี้พิสูจน์แล้วว่าช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานขององค์กรลงได้ทันที 15-25% ต่อปี

ขั้นตอนที่ 3  สำหรับก๊าซเรือนกระจกที่ไม่สามารถลดลงได้ ด้วยข้อจำกัดใดๆ องค์กรสามารถชดเชยได้ด้วยเลือกซื้อคาร์บอนเครดิตที่มีมาตรฐานรับรอง หรือเข้าไปมีส่วนร่วมสนับสนุนกิจกรรมฟื้นฟูและปลูกป่าไม้ร่วมกับชุมชน

ขั้นตอนที่ 4 การปรับปรุงซ้ำ เรียนรู้ผลลัพธ์ในรอบปี และเริ่มต้นวางแผนใหม่ เพื่อทำซ้ำๆ ให้มีประสิทธิภาพที่ดียิ่งขึ้นในรอบปีถัดไป



พลังแห่งความร่วมมือ สร้างการเปลี่ยนแปลงให้โลก

หนึ่งในข้อเท็จจริง คือ ปัญหานี้เป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องการโครงข่าย และการประสานพลังจากทุกภาคส่วนร่วมกัน โดยจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุด ต้องเริ่มจากพนักงานทุกคนภายในออฟฟิศ สร้างวัฒนธรรมองค์กรรักษ์โลก และปลูกฝังจิตสำนึกปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน ครอบคลุมไปถึงคู่ค้าและซัพพลายเออร์ ในห่วงโซ่อุปทานทั้งหมด เนื่องจากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ส่วนใหญ่ของภาคธุรกิจมักซ่อนตัวอยู่ในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง และการขนส่งสินค้าในระบบนิเวศ

จากกติกาสังคมใหม่และการค้าโลกในปัจจุบัน เริ่มกำหนดให้ซัพพลายเออร์ต้องรายงานข้อมูลคาร์บอน หากองค์กรใดไม่มีการเตรียมความพร้อม หรือละเลยการทำกิจกรรมสีเขียว ก็อาจสูญเสียโอกาสเข้าร่วมห่วงโซ่ธุรกิจ

การปรับเปลี่ยนองค์กรให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากช่วยลดความเสี่ยงทางกฎหมายแล้ว ยังช่วยเปิดประตูสู่โอกาสใหม่ๆ ทางธุรกิจ ยกระดับภาพลักษณ์ให้เป็นที่ยอมรับในกลุ่มผู้บริโภคยุคใหม่ที่ใส่ใจแนวคิดรักษ์โลกมากขึ้นเรื่อยๆ และเปิดโอกาสให้องค์กรเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่มีเงื่อนไขอัตราดอกเบี้ยผ่อนปรน เช่น สินเชื่อสีเขียว หรือตราสารหนี้เพื่อความยั่งยืนได้ง่ายยิ่งขึ้น

ขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนสู่ความยั่งยืน

จากการสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับบทบาทองค์กรและผู้ใช้อาคาร ในการขับเคลื่อนด้านสิ่งแวดล้อมแล้ว มาสู่การลงมือทำจริง ผ่านแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ประเด็นนี้ได้ผู้เชี่ยวชาญอย่าง คุณภาคภูมิ พิทักษ์ธนางกูร Division Manager : Integrated Marketing Communication and Circular Management บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) จาก YOUเทิร์น มาถ่ายทอดความรู้ในหัวข้อ “End-to-End Plastic Waste Management : ขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนสู่ความยั่งยืน” ที่ฉายภาพให้เห็นภาพแนวทางการจัดการขยะพลาสติกตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง ผ่านมาแพลตฟอร์ม YOUเทิร์น ที่ได้เข้ามามีบทบาทบริหารจัดการพลาสติก ร่วมกับอาคารสำนักงานของ สิงห์ เอสเตท

“การทำตลาดยุคใหม่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การสินค้าหรือบริการอีกต่อไป แต่คุณค่าขององค์กรด้านความยั่งยืนได้กลายมาเป็นตัวชี้วัดธุรกิจ” มุมมองจาก คุณภาคภูมิ


เครดิตภาพ: YOUเทิร์น

ทั้งนี้แนวทาง End-to-End Plastic Waste Management เหมาะเป็นทางเลือกหนึ่งของกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อม โดย End ตัวแรก หมายถึง End จากต้นทาง คือ ตัวเราที่ทุกองค์กรและหน่วยงานต้องมีความรับผิดชอบร่วมกัน ส่วน End ปลายทาง หมายถึง การนำไปทำสินค้าต่อ โดยมี 3 คีย์เวิร์ดสำคัญ ได้แก่

1.Downcycling (การรีไซเคิลที่คุณภาพต่ำลง เช่น การนำไปทำถุงขยะสีดำ)

2.Recycling (การหมุนเวียนกลับมาเป็นวัสดุเดิม)

3.Upcycling (การนำขยะมาพัฒนาเพิ่มคุณภาพและมูลค่าให้สูงขึ้น เช่น การทำเฟอร์นิเจอร์) 

คุณภาคภูมิ อธิบายถึง การลงมือทำที่เกิดจากความร่วมมือเล็กๆ ของทุกคน จะสร้างการเปลี่ยนได้อย่างไร? โดยยกตัวอย่างเรื่องใกล้ตัว อย่างขวดน้ำดื่มขนาดเล็กหนึ่งขวด แท้จริงแล้วประกอบด้วยพลาสติกถึง 3 ประเภทหลัก ได้แก่ ตัวขวดเป็นพลาสติก PET เบอร์หนึ่ง ฝาขวดที่เป็นพลาสติก HDPE เบอร์สอง และส่วนฉลากหุ้ม การที่ผู้บริโภคหรือพนักงานในออฟฟิศช่วยกันแยกส่วนประกอบเหล่านี้ตั้งแต่ต้นทาง จะเป็นการช่วยลดต้นทุนกระบวนการรีไซเคิลได้มหาศาล ทำให้ได้วัตถุดิบเข้าสู่กระบวนการที่ถูกลง และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้เหมือนกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว อย่างญี่ปุ่นหรือยุโรปที่มีการจัดการและการให้ความรู้ที่ดีแก่ประชากร


เครดิตภาพ: YOUเทิร์น


เครดิตภาพ: YOUเทิร์น


เครดิตภาพ: YOUเทิร์น

ดังนั้น ปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่ใช่เรื่องของจิตสำนึก แต่คือการปฏิบัติให้เป็นรูปธรรม ด้วยมาตรการทางกฎหมายที่เข้มงวด โดยเฉพาะกลไกที่เรียกว่า EPR (Extended Producer Responsibility) หรือการขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต ซึ่งมีผลบังคับใช้แล้วในฝั่งยุโรป และประเทศไทยกำลังจะมีผลบังคับใช้

สาระสำคัญของกฎหมายนี้ เป็นการกำหนดให้เจ้าของแบรนด์ผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ ทั้งแก้วกระดาษ อลูมิเนียม และพลาสติก มีหน้าที่รับผิดชอบเก็บคืนบรรจุภัณฑ์ที่ใช้แล้วเข้าสู่ระบบ หากผลิตสินค้าออกสู่ตลาดแล้วไม่สามารถตามเก็บกลับคืนมาได้ตามสัดส่วนที่กำหนด ปริมาณขยะที่สูญหายเหล่านั้นจะถูกคิดเป็นค่าปรับ กลายมาเป็นต้นทุนทางการเงินที่ธุรกิจต้องแบกรับเพิ่มขึ้นทันที

ฉะนั้นการปรับโมเดลธุรกิจ การออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่ใช้วัสดุน้อยลง หรือการวางระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนเพื่อเก็บขยะกลับคืน จึงเป็นเรื่องที่ควรเริ่มทำทันที

จากก้าวเล็กๆ ในออฟฟิศ สู่นวัตกรรมอัปไซเคิล

"ปัญหาสิ่งแวดล้อมในประเทศไทยยังรุนแรงมาก หากทุกคนมีโอกาสไปเยือนบ่อขยะ จะพบว่าส่วนใหญ่ยังพึ่งพาวิธีการฝังกลบ เพราะต้นทุนต่ำ แต่วิธีนี้ก่อให้เกิดมลพิษมหาศาล รวมถึงปัญหาขยะในทะเลไทยเคยติดอันดับต้นๆ ของโลก การใช้แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน จึงเข้ามาช่วยตรงนี้ ทั้งจากการหา Material ใหม่ๆ มาลดต้นทุน และการเปลี่ยนพฤติกรรมจากก้าวเล็กๆ ในออฟฟิศ จะเป็นจิ๊กซอว์สำคัญที่ช่วยสร้างความภาคภูมิใจให้พนักงาน และช่วยองค์กรไปสู่เป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม" ภาคภูมิ กล่าว

ด้วยเหตุนี้ GC จึงได้พัฒนาแพลตฟอร์มการจัดการขยะอัจฉริยะในชื่อ "YOUเทิร์น" มาทำหน้าที่เป็นจุดรับขยะพลาสติกสะอาด (Drop Point) โดยเน้นพลาสติก 2 ประเภทหลัก คือ พลาสติกแข็ง (เช่น ขวดน้ำดื่ม PET) และพลาสติกยืด (เช่น ถุงพลาสติก หรือขวดนม HDPE) เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการบริหารจัดการขยะอย่างเป็นระบบ โดยจะถูกส่งต่อไปยังโรงงาน ENVICCO ซึ่งเป็นโรงงานรีไซเคิลแห่งแรกในไทยที่ได้รับรองมาตรฐานความปลอดภัยจาก อย. ไทย รวมถึงองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA) และยุโรป ในการผลิตเม็ดพลาสติกรีไซเคิลเกรดอาหาร ทำให้ขยะพลาสติกสามารถเวียนกลับมาเป็นบรรจุภัณฑ์ใหม่ได้อย่างปลอดภัย


เครดิตภาพ: YOUเทิร์น

นอกจากนี้ขยะพลาสติกที่ตกเกรด ยังสามารถนำเข้าสู่กระบวนการอัปไซเคิล (Upcycling) โดยแปรสภาพเป็นเส้นใยสิ่งทอคุณภาพสูง ผลิตเป็นเสื้อผ้า กระเป๋า แฟชั่น ตลอดจนของที่ระลึกต่างๆ

ปัจจุบันโครงการ YOUเทิร์น มีพาร์ทเนอร์เข้าร่วมมากกว่า 200 รายจากหลากหลายอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นอสังหาริมทรัพย์ โรงพยาบาล สถานศึกษา โรงงาน หรือหน่วยงานราชการ สามารถบริหารจัดการขยะได้มากกว่า 60,000 ตัน และลดการปล่อยคาร์บอนได้กว่า 140,000 ตัน คาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า มีการต่อยอดโมเดลความร่วมมือต่างๆ มากมาย เช่น โครงการแยกขวดช่วยหมอในช่วงโควิด การผลิตเสื้อสะท้อนแสงอัปไซเคิลจากขวดพลาสติก 100% ส่งมอบให้พนักงานกวาดขยะของ กทม. การจัดกิจกรรมแข่งขันแยกขยะในมหาวิทยาลัยและนิคมอุตสาหกรรม

ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่า การเริ่มต้นจากสิ่งเล็กๆ อย่างการแยกขยะที่พนักงานร่วมกันทำได้ในแต่ละวัน สามารถเป็นก้าวสำคัญขับเคลื่อนองค์กรและประเทศไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำได้จริง โดยดูรายละเอียดเพิ่มเติมของ YOUเทิร์น ได้ที่ https://sustainability.pttgcgroup.com/en/projects/8/youturn-turning-plastic-waste-into-valuable-products

ติดอาวุธความรู้ กับบันไดขั้นแรกที่วัดผลได้

สำหรับองค์กรธุรกิจ หรือผู้เช่าอาคารสำนักงาน ที่ต้องการเริ่มต้นทำกิจกรรมลดก๊าซเรือนกระจก มักกังวลความซับซ้อนของข้อมูล และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานนั้น องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ TGO (อบก) จึงมีบทบาทในการพัฒนาเครื่องมือวัดผล และกลไกสนับสนุนที่ตอบโจทย์ความต้องการนี้ ภายใต้โครงการ LESS (Low Emission Support Scheme หรือ โครงการสนับสนุนกิจกรรมลดก๊าซเรือนกระจก)

โครงการนี้ มุ่งส่งเสริมให้เกิดกิจกรรมลดก๊าซเรือนกระจกในระดับย่อย เช่น อาคารสำนักงาน โรงเรียน วัด หรือชุมชน โดยเป็นการยกย่องผู้ทำความดีด้านสิ่งแวดล้อมผ่านการมอบใบประกาศเกียรติคุณ เพื่อให้ผู้ดำเนินกิจกรรมได้รับการยอมรับจากสังคมและหน่วยงานภาครัฐอย่างเป็นทางการ

"เป้าหมายหลักของโครงการ LESS คือ การส่งเสริมให้ทุกภาคส่วน ได้มีเครื่องมือที่ง่ายและไม่มีค่าใช้จ่ายในการวัดผล และตระหนักถึงการมีส่วนร่วมลดก๊าซเรือนกระจก จากการเริ่มต้นเรื่องเล็ก ๆ อย่างเก็บข้อมูลและชั่งน้ำหนักขยะรีไซเคิลในออฟฟิศอย่างเป็นระบบในวันนี้ คือ การวางรากฐานสำคัญสู่รายงานที่จับต้องได้จริงในอนาคต" คุณจิตติมา บุญเกิด นักวิชาการชำนาญการพิเศษ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ TGO กล่าว

ทั้งนี้รูปแบบของ LESS ของ TGO ได้จัดทำแบบฟอร์มคำนวณปริมาณการลดก๊าซเรือนกระจกอย่างง่าย เพื่อให้บันทึกข้อมูลและคำนวณผลลัพธ์ออกมาเป็นตัวเลขกิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าได้อย่างสะดวกรวดเร็ว โดยกระบวนการทั้งหมดไม่มีค่าใช้จ่ายในการจ้างผู้ประเมินภายนอกมาตรวจสอบข้อมูล เนื่องจากเจ้าหน้าที่ TGO เป็นผู้วิเคราะห์และตรวจสอบโดยตรง ซึ่งทุกองค์กรสามารถนำใบประกาศนี้ประกอบรายงานผลทางธุรกิจได้อย่างน่าเชื่อถือ


เครดิตภาพ: TGO


เครดิตภาพ: TGO

"โครงการ LESS เป็นโครงการภาคสมัครใจ ที่เน้นการประเมินเพื่อรับรองปริมาณการลดก๊าซเรือนกระจกในระดับย่อย ซึ่งผลการประเมินที่ได้ไม่สามารถใช้ซื้อขายคาร์บอนเครดิตได้ แต่เป็นการช่วยให้องค์กรฝึกความพร้อม ได้เรียนรู้ระบบ วิธีการจัดเก็บ และการคำนวณข้อมูลคาร์บอนอย่างถูกวิธี ถือเป็นบันไดขั้นแรกช่วยเตรียมความพร้อมให้องค์กรก้าวสู่การทำโครงการลดก๊าซเรือนกระจกในระดับมาตรฐานสากลที่มีความซับซ้อนมากขึ้นในอนาคตได้อย่างมั่นใจ" จิตติมา จาก TGO เสริม

ขอบข่ายของกิจกรรมที่สามารถยื่นขอการรับรองในโครงการ LESS นั้น มีความหลากหลายและครอบคลุมกิจกรรมในชีวิตประจำวันของออฟฟิศ แบ่งเป็น 4 กลุ่มกิจกรรมหลัก ได้แก่

1.กลุ่มโครงการด้านพลังงาน เช่น การเปลี่ยนมาใช้หลอดไฟประหยัดพลังงาน การติดตั้งระบบปรับอากาศประสิทธิภาพสูง หรือการลดปริมาณการใช้ไฟฟ้าในสำนักงาน

2.กลุ่มโครงการด้านการจัดการของเสีย ซึ่งถือเป็นกลุ่มกิจกรรมที่ทำได้ง่ายที่สุดและได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่อาคารสำนักงาน

3.กลุ่มโครงการด้านการขนส่ง เช่น การเปลี่ยนมาใช้ยานพาหนะไฟฟ้า

4.กลุ่มโครงการด้านการเกษตรและป่าไม้ เช่น การปลูกต้นไม้เพื่อกักเก็บคาร์บอน

เครดิตภาพ: TGO

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.tgo.or.th/ และโครงการ LESS หรือ เอกสารการคำนวณการลดก๊าซเรือนกระจกได้ที่ https://ghgreduction.tgo.or.th/th/

ทุกขั้นตอนที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ เป็นการยืนยันให้เห็นว่า ทุกการกระทำจากสิ่งเล็กๆ คือก้าวสำคัญที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ให้กับโลกได้ในระยะยาว