ทำไม ‘การเข้าถึงโลกดิจิทัล’ คือ ก้าวแรกพลิก Pink Economy?
บนโลกยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี มิติความหลากหลายทางเพศเดินทางมาไกลเกินกว่าเพียงแค่เรื่องของการยอมรับในสังคม
เพราะวันนี้ "ความหลากหลาย" กลายเป็นหนึ่งฟันเฟืองของ “โอกาสทางเศรษฐกิจ” ที่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต รวมถึงสร้างเม็ดเงินสร้างเศรษฐกิจชาติ
หากเรามองย้อนกลับไปในอดีต เม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจมักตอบสนองต่อผู้คนตามกรอบเดิมๆ ของสังคม แต่ในยุคที่ผู้บริโภคมีความซับซ้อนเฉพาะตัวมากขึ้น การเปิดรับความหลากหลายเปิดประตูไปสู่ตลาดใหม่ๆ ที่เรียกว่า "Pink Economy" หรือเศรษฐกิจสีรุ้ง ซึ่งมีมูลค่ามหาศาลและเติบโตอย่างต่อเนื่องทุกปี
เนื่องจากกลุ่มผู้บริโภคที่มีความหลากหลายทางเพศมักเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง มีรสนิยม และพร้อมที่จะสนับสนุนแบรนด์หรือนวัตกรรมที่เข้าใจตัวตนของพวกเขาอย่างแท้จริง
การสร้างพื้นที่ แพลตฟอร์ม หรือนวัตกรรมที่โอบรับคนทุกกลุ่ม จึงไม่ใช่เพียงแค่การทำเพื่อภาพลักษณ์ที่ดีขององค์กรอีกต่อไป แต่เป็นกลยุทธ์ทางธุรกิจและนโยบายระดับชาติที่จะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับระบบเศรษฐกิจได้อย่างมหาศาล
อย่างไรก็ตาม การที่เราจะเดินทางไปถึงเศรษฐกิจแห่งความหลากหลาย ประตูบานแรกที่ทุกภาคส่วนจำเป็นต้องปลดล็อกร่วมกัน คือ การสร้าง “Access” หรือการเข้าถึงอย่างเท่าเทียม เพราะหากนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุดในโลกถูกสร้างขึ้นมา แต่มีคนเพียงบางกลุ่มเท่านั้นที่สามารถเข้าใช้งานได้ หรือมีคนกลุ่มใหญ่ที่ถูกตัดสิทธิ์ออกไปเพียงเพราะเพศสภาพ นวัตกรรมนั้นก็จะไม่สามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกในวงกว้างได้เลย
เปิดประตูสิทธิทางดิจิทัล: ปรับเข็มทิศนวัตกรรมไทย เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงโอกาสอย่างแท้จริง
ในงาน BANGKOK PRIDE FORUM 2026 บนเวทีเสวนา "PRIDE TECH: AI AND DIGITAL INCLUSIVE FUTURES FOR LGBTQIAN+" สะท้อนให้เห็นปรากฏการณ์สำคัญว่า ไทยกำลังเร่งเครื่องเต็มกำลัง เพื่อหมุนวงล้อแห่งนวัตกรรมไปพร้อมกับความเท่าเทียม โดยหมุดหมายสำคัญคือการวางรากฐานให้ไทยก้าวสู่การเป็น "ศูนย์กลางนวัตกรรมที่เปิดรับความหลากหลาย" (Inclusive Innovation Hub) ของภูมิภาคเอเชียอย่างแท้จริง
ในการเสวนาเป็นการรวมวิทยากรผู้ขับเคลื่อนนวัตกรรม ที่มาตั้งคำถามใหม่ ตั้งแต่ AI, Data ไปจนถึง UX/UI ว่าเราจะสร้างโลกดิจิทัลที่ “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” ได้อย่างไร เพราะความเท่าเทียมในโลกจริง ต้องเกิดขึ้นในโลกออนไลน์ด้วย ได้แก่
- ชนิดา คล้ายพันธ์ Director of Public Policy for Southeast Asia, TikTok
- กล้า ตั้งสุวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไวซ์ไซท์ (ประเทศไทย) จำกัด
- อัยยา ตันติเสรีรัตน์ Co-Managing Director & Head of Partnership บริษัท เทลสกอร์ จำกัด
- Dean Chen Associate Program Specialist, Education Section UNESCO Regional Office in Bangkok
- ผศ.ดร.นวลพรรณ แก้วผนึกรังษี อาจารย์ประจำภาควิชาศิลปอุตสาหกรรม คณะสถาปัตยกรรม ศิลปะและการออกแบบ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
- ณัฐ พยงค์ศรี นักวิชาการคอมพิวเตอร์ชำนาญการพิเศษ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
- สุชนา สินธวถาวร ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพชีวิตและความมั่นคง สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa)

สาระสำคัญของการพูดคุยเพื่อสร้างการเป็นผู้นำ Inclusive Innovation ของไทย ที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันขับเคลื่อนตั้งแต่วันนี้ ได้แก่
- Access (การเข้าถึงอย่างเท่าเทียม): ผลักดันให้ทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย สามารถเข้าถึงแพลตฟอร์มและนวัตกรรมดิจิทัลได้อย่างไร้รอยต่อ โดยเข้าใจบริบทและเงื่อนไขการใช้งานของแต่ละแพลตฟอร์มอย่างแท้จริง
- Safety by Design (ความปลอดภัยที่ถูกออกแบบมาตั้งแต่ต้น): สร้างพื้นที่ออนไลน์ที่ปลอดภัย (Digital Safe Space) มีระบบคอยตรวจสอบ ควบคุมดูแล และป้องกันไม่ให้เกิดความเหลื่อมล้ำหรือการเลือกปฏิบัติ
- Inclusivity as Economic Opportunity: มองว่าความหลากหลายไม่ใช่แค่เรื่องสังคม แต่คือ "โอกาสทางเศรษฐกิจ" ที่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและปากท้องของทุกคน
ทะลุกรอบดาต้า&การตลาดออนไลน์: การเปิดพื้นที่เข้าถึงแพลตฟอร์มอาชีพของคนทำงานยุคใหม่
หากถามว่าประเทศไทยมีความพร้อมมากแค่ไหนในการเป็นผู้นำด้านความหลากหลาย คำตอบนั้นซ่อนอยู่ในพฤติกรรมบนโลกออนไลน์และข้อมูลดิจิทัลที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญด้านดาต้าและการวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภค ชัดเจนว่าสังคมไทยมีต้นทุนที่แข็งแกร่งมากในเรื่องนี้ โดยสามารถเห็นพลังของการขับเคลื่อนนโยบายและความเท่าเทียมผ่านเสียงสะท้อนบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่างๆ อย่างเป็นรูปธรรม
"ข้อมูลบนโลกดิจิทัลชี้ชัดว่า ประเทศไทยใช้โซเชียลมีเดียในการขับเคลื่อนนโยบายความหลากหลายติดอันดับท็อปของโลก" คุณกล้า ตั้งสุวรรณ แห่ง ไวส์ไซท์ ประเทศไทย กล่าว
สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่า พลังของชุมชนออนไลน์ในไทยไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของความบันเทิง หรือการสร้างกระแสชั่วคราว แต่เป็นพลังงานขับเคลื่อนที่มีการถกเถียง มีการนำเสนอไอเดีย และสร้างความตระหนักรู้ในเรื่องความเท่าเทียมอย่างต่อเนื่อง
ข้อมูลเหล่านี้เป็นเครื่องยืนยันว่า สังคมไทยพร้อมแล้วที่จะเปิดรับนวัตกรรมใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์ชีวิตของกลุ่มคนที่หลากหลาย และนี่คือขุมทรัพย์ทางข้อมูลที่ภาคธุรกิจสามารถนำไปต่อยอดเพื่อสร้างสรรค์บริการที่ตรงใจผู้บริโภคยุคใหม่ได้ดีกว่าประเทศอื่นๆ
เมื่อหันมามองในมุมของการนำข้อมูลเหล่านั้นมาประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมการตลาดและคอนเทนต์ครีเอเตอร์ แพลตฟอร์มระดับแนวหน้าได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า การเปิดรับความหลากหลายสามารถทำได้ทันทีและเห็นผลลัพธ์ทางธุรกิจที่ชัดเจน การทลายกำแพงเรื่องเพศในการทำงานร่วมกับอินฟลูเอนเซอร์และนักสร้างสรรค์คอนเทนต์ ไม่เพียงแต่ช่วยสร้างความเท่าเทียม แต่ยังช่วยเพิ่มความหลากหลายของมุมมองในงานโฆษณา ซึ่งส่งผลดีต่อแบรนด์สินค้าในแง่ของความจริงใจและความเข้าอกเข้าใจผู้บริโภค
"Tellscore ได้ก้าวข้ามกรอบเรื่องเพศเดิมๆ โดยเปิดให้ระบุตัวตนเป็น LGBTQ+ หรือ Non-binary มายาวนานกว่า 8 ปี เพื่อเชื่อมต่อแบรนด์กับครีเอเตอร์อย่างเท่าเทียม" คุณอัยยา ตันติเสรีรัตน์ แห่ง เทลสกอร์ เสริม
นี่คือตัวอย่างที่ชัดเจนของการสร้าง Access ในมิติของการประกอบอาชีพ ทำให้ครีเอเตอร์ทุกคนสามารถเข้าถึงโอกาสการจ้างงานจากแบรนด์ชั้นนำได้อย่างเท่าเทียม โดยวัดกันที่ผลงาน ความคิดสร้างสรรค์ และความสามารถในการสื่อสารกับผู้ฟัง แทนที่จะถูกจำกัดด้วยคำนำหน้านามหรือเพศสภาพแบบเดิมๆ

สะพานเชื่อมจากภาครัฐ สร้างระบบสุขภาพที่ทุกคนเข้าถึงได้
การสร้างนวัตกรรมที่เปิดรับทุกคนจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืน หากขาดการสนับสนุนในเชิงโครงสร้างและนโยบายจากภาครัฐ ในฐานะผู้ดูแลภาพรวมด้านดิจิทัลของประเทศ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการออกแบบกลไกที่จะช่วยลดช่องว่างและสร้างสะพานเชื่อมให้ประชาชนทุกกลุ่มสามารถเดินข้ามไปสู่โลกอนาคตได้อย่างปลอดภัย
"ภาครัฐเดินหน้าลดช่องว่างทางดิจิทัล เปลี่ยนระบบราชการสู่การเชื่อมโยงข้อมูลแบบเอกภาพเพื่อความสะดวกของทุกคน พร้อมขับเคลื่อนกฎหมายและเครือข่ายอินเทอร์เน็ตปลอดภัย (Thailand Safer Internet Coalition) คอยดูแลช่วยเหลือและคุ้มครองจากการไซเบอร์บูลลี่" คุณณัฐ พยงค์ศรี จาก กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าว
ในขณะเดียวกัน หน่วยงานหลักที่ทำหน้าที่ส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลอย่าง depa ได้ขยายผลแนวคิดนี้ไปสู่การปฏิบัติที่ชัดเจน ผ่านการสนับสนุนเงินทุนและการบ่มเพาะกลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีรุ่นใหม่ (Startup) ที่หันมาจับตลาดด้านความหลากหลาย ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนหลักการความเท่าเทียมให้กลายเป็นเม็ดเงินขับเคลื่อนประเทศอย่างแท้จริง
"depa พร้อมแจกทุนสนับสนุน Startup ที่พัฒนาแพลตฟอร์มด้านความหลากหลาย เพื่อสร้างทางเลือกใหม่ๆ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน" คุณสุชนา สินธวถาวร จาก สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล กล่าว
ตัวอย่างความสำเร็จที่จับต้องได้จากการสนับสนุนนี้ คือ แอปพลิเคชันอย่าง Pride Healthcare ซึ่งเป็นนวัตกรรมด้าน HealthTech ที่เข้ามาแก้ปัญหา Pain Point กลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ โดยเปิดโอกาสให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึง (Access) การบริการทางการแพทย์ที่มีความเข้าใจในสรีระและจิตใจของกลุ่ม LGBTQIAN+ มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางคอยให้คำปรึกษาผ่านระบบออนไลน์อย่างเป็นส่วนตัว ปลอดภัย และเท่าเทียม นวัตกรรมแบบนี้ไม่เพียงช่วยให้ผู้คนมีสุขภาพที่ดีขึ้น แต่ยังเป็นการสร้างตลาดงานใหม่ๆ สำหรับบุคลากรทางการแพทย์ และสร้างโมเดลธุรกิจที่มีศักยภาพในการเติบโตสูงอีกด้วย

ถอนรากอคติจากต้นน้ำ สร้าง Mindset เพื่อการเข้าถึงนวัตกรรมที่เป็นธรรม
หากเราต้องการปรับเปลี่ยนอนาคตดิจิทัลให้ยั่งยืน การแก้ไขที่ปลายน้ำอาจไม่เพียงพอ สิ่งสำคัญคือการย้อนกลับไปปรับเปลี่ยนกระบวนการคิดและมุมมองตั้งแต่ต้นน้ำ ซึ่งก็คือในสถาบันการศึกษาที่ทำหน้าที่หล่อหลอมเหล่านักพัฒนาเทคโนโลยีและนักออกแบบรุ่นต่อไปให้มี DNA ของความเข้าใจเรื่องความเท่าเทียมและการเข้าถึง
ในเวทีเสวนา ภาคการศึกษาได้เปิดมุมมองที่น่าสนใจเกี่ยวกับวิธีการสอนคนรุ่นใหม่ให้ละทิ้งกรอบความคิดแบบเดิมที่มองโลกเป็นเพียงสีขาวและดำ หรือมีแค่เพศชายและหญิง (Binary) แต่สอนให้พวกเขามองเห็นความเป็นมนุษย์ที่มีความหลากหลายและมิติที่ละเอียดอ่อนมากกว่านั้น
"เริ่มต้นเปลี่ยน Mindset ตั้งแต่ในรั้วมหาวิทยาลัย สอนให้นักศึกษาออกแบบ Digital Product (UX/UI) โดยสร้าง Persona ที่ละเอียดอ่อน ละทิ้งกรอบเดิมที่มีแค่ชาย-หญิง เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่เข้าใจและโอบรับทุกคน (Equity by Design) อย่างแท้จริง" ผศ.ดร. นวลพรรณ แก้วผนึกรังษี จากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง กล่าว
การออกแบบผลิตภัณฑ์ดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็นแอปพลิเคชัน เว็บไซต์ หรือระบบปฏิบัติการต่างๆ หากผู้พัฒนาเริ่มต้นคิดโดยวางตัวเลือกไว้แค่ชายหรือหญิง นวัตกรรมนั้นก็จะเริ่มสร้างกำแพงกีดกันคนกลุ่มอื่นทันที แต่หากเปลี่ยนวิธีคิดมาเป็น Equity by Design หรือการตั้งใจออกแบบเพื่อความเท่าเทียมและการเข้าถึงตั้งแต่แรก ตัวผลิตภัณฑ์ที่ออกมาก็จะมีความยืดหยุ่น เข้าถึงง่าย และสร้างประสบการณ์การใช้งานที่ดีให้กับทุกคน
ในมุมธุรกิจแล้ว สิ่งนี้จะช่วยเพิ่มฐานผู้ใช้งาน ยืดระยะเวลาการใช้งานบนแพลตฟอร์ม และสร้างความจงรักภักดีต่อแบรนด์ได้อย่างมีนัยสำคัญ
มาตรฐานสากลบนพื้นที่ปลอดภัยในโลกดิจิทัล
เมื่อโลกก้าวเข้าสู่ยุคของปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ความกังวลที่ตามมาคือการที่ระบบ AI อาจจะจดจำและเรียนรู้ "อคติ" ที่มีอยู่ในสังคมมนุษย์ แล้วนำไปผลิตซ้ำจนเกิดการเลือกปฏิบัติในวงกว้าง เช่น ระบบคัดเลือกเรซูเม่สมัครงานที่อาจคัดกรองคนจากเพศสภาพ หรือระบบจดจำใบหน้าที่ทำงานผิดพลาดกับกลุ่มคนที่มีความหลากหลาย เรื่องนี้จึงกลายเป็นโจทย์ใหญ่ระดับสากลที่องค์กรระดับโลกกำลังเร่งหาทางแก้ไข
องค์กรใหญ่อย่าง UNESCO ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้ประเทศไทยและภูมิภาคนี้ ตระหนักถึงความสำคัญของจริยธรรมในการพัฒนา AI โดยเน้นย้ำว่าเทคโนโลยีควรทำหน้าที่รับใช้มนุษย์ทุกคนอย่างเท่าเทียม ไม่ใช่สร้างช่องว่างและกำแพงขัดขวางการเข้าถึงทางสังคมให้เพิ่มมากขึ้น
"นวัตกรรมไม่ได้เป็นแค่เรื่องเทคโนโลยี แต่คือเรื่องของคน UNESCO กำลังร่วมมือพัฒนาเครื่องมือประเมินผลกระทบทางจริยธรรมของ AI ในไทย เพื่อตรวจจับและป้องกันไม่ให้โมเดล AI ผลิตซ้ำอคติทางเพศ" Dean Chen จาก UNESCO กล่าว
การพัฒนาเครื่องมือประเมินผลกระทบทางจริยธรรมนี้ จะกลายเป็นบรรทัดฐานสำคัญสำหรับเหล่านักพัฒนาเทคโนโลยีในอนาคต ทำให้ระบบปัญญาประดิษฐ์ที่ถูกสร้างขึ้นในประเทศไทยมีความโปร่งใส เที่ยงธรรม และปลอดภัยสำหรับผู้ใช้งานทุกคน ถือเป็นการยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมเทคโนโลยีของไทยให้ทุกคนสามารถเข้าถึงได้อย่างปลอดภัย และยังช่วยดึงดูดการลงทุนจากบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกที่ให้ความสำคัญกับเรื่องของธรรมาภิบาลและการพัฒนาที่ยั่งยืน (ESG) อีกด้วย
แนวคิดสอดคล้องกับแพลตฟอร์ม TikTok ที่ให้ความสำคัญกับการรักษาพื้นที่นี้ให้คงความเป็นชุมชนที่ทุกคนสามารถเข้ามาแบ่งปันเรื่องราว เข้าถึงผู้ชม และสร้างรายได้ได้อย่างมั่นใจ
"TikTok ให้ความสำคัญกับการสร้างพื้นที่ปลอดภัยที่เปิดโอกาสให้ทุกคนได้แสดงตัวตนและสนุกกับฟีเจอร์ต่างๆ ได้อย่างเต็มที่ โดยมุ่งมั่นสนับสนุนความหลากหลายอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 5" คุณชนิดา คล้ายพันธ์ จาก TikTok Thailand กล่าว
การที่แพลตฟอร์มขนาดใหญ่ให้ความสำคัญกับนโยบาย Safety by Design และทำงานร่วมกับชุมชนอย่างใกล้ชิด ช่วยสร้างระบบนิเวศดิจิทัลที่เอื้อต่อการเติบโตของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) กลุ่ม LGBTQIAN+ สามารถใช้พื้นที่นี้ในการสร้างแบรนด์ของตัวเอง ขายสินค้า เผยแพร่ผลงาน หรือสร้างแคมเปญขับเคลื่อนสังคมได้อย่างไร้ข้อจำกัด
สิ่งเหล่านี้ได้แปรเปลี่ยนกลับมาเป็นเม็ดเงินและโอกาสทางอาชีพที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้อย่างแท้จริงในระบบเศรษฐกิจยุคปัจจุบัน
ก้าวต่อไปของไทย สู่พลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจในโลกจริง
บทสรุปจาก PRIDE TECH บนเวที BANGKOK PRIDE FORUM 2026 ในครั้งนี้ ได้ส่งสัญญาณไปยังสังคมและภาคธุรกิจว่า เรื่องของความหลากหลายและความเท่าเทียมไม่ใช่สิ่งที่ควรอยู่แค่บนแบนเนอร์โฆษณาในเดือนมิถุนายน หรือเป็นเพียงแค่แฮชแท็กบนโลกโซเชียลมีเดียอีกต่อไป
เพราะเทรนด์โลกได้หมุนมาถึงจุดที่การเข้าถึงอย่างเท่าเทียมคือเสถียรภาพ และความหลากหลายคือความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ
และบนโลกโซเชียล แสดงให้เห็นแล้วว่า ไทยเป็นผู้นำและมีพลังขับเคลื่อนเรื่องความหลากหลายที่แข็งแกร่งมากเพียงใด ถึงเวลาแล้วที่ทุกภาคส่วน ควรจับมือร่วมกันอย่างจริงจัง เพื่อนำพลังงานเหล่านั้นก้าวออกจากหน้าจอดิจิทัล มาสร้างสังคมไทยให้เป็นเมืองที่โอบรับทุกคนได้อย่างปลอดภัย และมีความสุขได้ในโลกจริง