ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ตลาดอสังหาริมทรัพย์ภูเก็ตกำลังเปลี่ยนโฉมอย่างน่าจับตา จากเมืองท่องเที่ยวที่เติบโตด้วยรายได้ระยะสั้น สู่ “เมืองแห่งการอยู่อาศัย” ที่กำลังขยายตัวอย่างมั่นคง

 

จุดหมายของการย้ายมาอยู่

รายงานจากศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ชี้ชัดว่า ภูเก็ตไม่ได้เป็นเพียงจุดหมายของนักท่องเที่ยวอีกต่อไป แต่กำลังถูกยกระดับให้กลายเป็น Global Residential Hub หรือศูนย์กลางการอยู่อาศัยระดับโลก ที่ดึงดูดชาวต่างชาติศักยภาพสูงให้เข้ามาลงหลักปักฐานจริงจังมากขึ้น ในครึ่งหลังของปี 2566 มูลค่ารวมของโครงการที่อยู่อาศัยใหม่ในภูเก็ตเพิ่มขึ้นถึง 1,361% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สะท้อนความเชื่อมั่นของนักพัฒนาในศักยภาพระยะยาวของเกาะแห่งนี้ และที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้น คือมูลค่าการลงทุนในโครงการ “วิลล่าหรู” ได้แซงหน้าคอนโดมิเนียมเป็นครั้งแรกในรอบกว่าทศวรรษ นี่คือสัญญาณชัดว่า “ภูเก็ตกำลังกลายเป็นเมืองของการอยู่อาศัย ไม่ใช่เพียงเมืองพักผ่อนชั่วคราว”

 

จาก "ใกล้หาด" สู่ "ใกล้เมือง"

แนวโน้มใหม่ของตลาดอสังหาฯ ภูเก็ตกำลังเคลื่อนออกจากแนวชายหาดที่เคยเป็นจุดขายหลัก สู่พื้นที่เมืองและชานเมืองอย่าง เทพกระษัตรี–ศรีสุนทร และ เกาะแก้ว–รัษฎา ทำเลเหล่านี้กลายเป็นที่อยู่อาศัยยอดนิยมของชาวต่างชาติที่มองหาความสะดวกในการใช้ชีวิตประจำวัน ทั้งการเดินทาง โรงเรียนนานาชาติ โรงพยาบาล และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ นับเป็น Logic of Living ที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของภูเก็ตจากเมืองท่องเที่ยว สู่เมืองที่มีชุมชนอยู่อาศัยจริง พร้อมก่อร่าง “New CBD” ที่ศูนย์กลางคือระบบการศึกษาและสุขภาพคุณภาพสูง

 

พลังขับเคลื่อนใหม่ของตลาด: ชาวต่างชาติศักยภาพสูง

ตลาดอสังหาฯ ภูเก็ตในวันนี้ ขับเคลื่อนโดยกลุ่มชาวต่างชาติที่มีกำลังซื้อสูง (High Net Worth Individuals) ทั้ง Expats, Digital Nomads และ Retirees จากรัสเซีย ยุโรป และจีน พวกเขานิยมซื้อบ้านด้วยเงินสด มูลค่าเฉลี่ย 20–60 ล้านบาทต่อหลัง และให้ความสำคัญกับ “คุณภาพชีวิตระยะยาว” มากกว่าความหรูหราเพียงผิวเผิน

สิ่งที่เห็นชัดคือความนิยมใน “บ้านแนวราบ” โดยเฉพาะ วิลล่าหรู 3–6 ห้องนอน ที่ตอบโจทย์การอยู่อาศัยแบบครอบครัวข้ามรุ่น (Multigenerational Living) การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้ภาพจำของ “Luxury Property” ในภูเก็ตเปลี่ยนไป จากคอนโดวิวทะเลสู่บ้านที่ให้ความสำคัญกับ พื้นที่ใช้สอย ความเป็นส่วนตัว และสิทธิการถือครองที่มั่นคง

แม้ตลาดลักชัวรีจะร้อนแรง แต่ตลาดระดับกลางกลับเริ่มสะท้อนความเสี่ยง โดยเฉพาะกลุ่มราคาบ้าน 3–5 ล้านบาท ที่พึ่งพากำลังซื้อของคนไทยเป็นหลัก ภาวะหนี้ครัวเรือนสูงและดอกเบี้ยที่ยังอยู่ในช่วงขาขึ้น ทำให้กำลังซื้อในตลาดนี้ชะลอตัว ขณะเดียวกัน “หน่วยเหลือขาย” จำนวนมากยังคงกระจุกตัวในทำเลท่องเที่ยว เช่น บางเทา–สุรินทร์ ซึ่งสะท้อนถึงความเปราะบางของตลาดที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด

 

Long-Stay Economy: เศรษฐกิจใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วย “การพำนัก”

อีกแรงผลักดันสำคัญของภูเก็ตคือประชากรแฝงกว่า 1.6 ล้านคน ส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวระยะยาวที่ค่อยๆ เปลี่ยนสถานะจาก “ผู้เช่า” มาเป็น “ผู้ซื้อ” อสังหาริมทรัพย์ถาวร รัฐบาลเองก็หนุนกระแสนี้ผ่าน Long-Term Resident (LTR) Visa ที่ให้สิทธิพำนักยาว 10 ปี พร้อมสิทธิประโยชน์ทางภาษี และบริการ Fast Track ในสนามบิน นโยบายนี้ช่วยดึงดูดกลุ่มชาวต่างชาติวัยทำงาน 35–50 ปี ที่ต้องการชีวิตสมดุลระหว่างการทำงานและการพักผ่อน

ผลที่ตามมาคือ ตลาดเช่าระยะยาวเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยบางทำเล เช่น บางเทา และ ลากูน่า มีอัตราผลตอบแทนจากค่าเช่าสูงถึง 9–10% ต่อปี ทำให้การซื้ออสังหาริมทรัพย์ในภูเก็ตกลายเป็น “Hybrid Investment” ที่ตอบโจทย์ทั้งการอยู่อาศัยจริงและการลงทุนในเวลาเดียวกัน

 

Phuket Smart City: ปัจจัยเร่งการอยู่อาศัยระยะยาว

ความสำเร็จของภูเก็ตในฐานะเมืองอยู่อาศัย จะเกิดขึ้นได้จริงก็ต่อเมื่อโครงสร้างพื้นฐานพร้อมรองรับ แผนพัฒนา Phuket Smart City จึงเป็นกุญแจสำคัญ โดยมุ่งสู่เมืองแห่ง Smart Living, Smart Mobility และ Smart Governance เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างความปลอดภัยให้กับผู้อยู่อาศัยถาวร

นอกจากนี้ ภูเก็ตกำลังพัฒนาโครงข่าย Smart Bus, EV Shuttle, ระบบขนส่งทางน้ำอัจฉริยะ และศูนย์ควบคุมรถพยาบาลรวมศูนย์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพบริการสาธารณะ ขณะเดียวกัน เมืองยังนำข้อมูล (Data-Driven Planning) มาใช้ในการจัดการปัญหาการจราจร น้ำ และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน สิ่งเหล่านี้ไม่เพียงเพิ่มมูลค่าทรัพย์สินในระยะยาว แต่ยังสร้าง “ความเชื่อมั่น” ให้กับผู้ซื้อระดับโลกที่มองหาความมั่นคงในการใช้ชีวิต

 

ภูเก็ตในยุคของการอยู่อาศัย

ภูเก็ตกำลังก้าวสู่บทใหม่ของการพัฒนา เมืองที่เคยเติบโตด้วยนักท่องเที่ยวระยะสั้น กำลังกลายเป็นศูนย์กลางของผู้คนที่เลือกใช้ชีวิตระยะยาว ความต้องการ “บ้านจริง” เริ่มแซงหน้าการลงทุนเพื่อเช่ารายวัน การเติบโตของทำเลแนวราบสะท้อนชัดถึงการเปลี่ยนโครงสร้างเมืองครั้งใหญ่

ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า “ภูเก็ต” อาจไม่ได้เป็นเพียง “ไข่มุกแห่งอันดามัน” อีกต่อไป แต่จะกลายเป็น มหานครแห่งการอยู่อาศัยระดับโลก ที่ผสมผสานความหรูหรา ความสะดวก และความยั่งยืนได้อย่างลงตัว