วัสดุก่อสร้างรีไซเคิลเพื่อความยั่งยืน

 

โดย นาย ประพันธ์ศักดิ์ รักษ์ไชยวรรณ

กรรมการผู้จัดการ

บริษัท แอล ดับเบิลยู เอส วิสดอม แอนด์ โซลูชั่นส์ จำกัด 

 

ช่วงนี้เป็นอย่างไรกันบ้างครับทุกท่าน? 

 

หลังจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวขนาด 8.2 แมกนิจูด จากรอยเลื่อนสะกาย ในสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 ที่ผ่านมานั้น แรงสั่นสะเทือนได้ส่งผลกระทบถึงประเทศไทยในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานครและจังหวัดใกล้เคียง เหตุการณ์นี้ก่อให้เกิดความเสียหายต่ออาคารและโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงการเสียชีวิตและบาดเจ็บของประชาชนในช่วงที่ผ่านมา ผมหวังว่าทุกท่านจะหายตระหนกตกใจและกลับเข้าสู่การทำงานและดำเนินชีวิตในโหมดปกติกันแล้วนะครับ และผมเชื่อแน่ว่าเหตุการณ์ข้างต้นคงทำให้พวกเราหลายคนเริ่มกลับมาตั้งคำถามถึงสาเหตุของภัยธรรมชาติดังกล่าว และพูดถึงเรื่องการปรับตัวในการดำเนินธุรกิจของเราเพื่อลดผลกระทบกับสิ่งแวดล้อมที่อาจส่งผลเชิงลบต่อโลกของเรา รวมถึงความยั่งยืนของธุรกิจ สังคม และโลกด้วย 

 

เมื่อพูดถึงเรื่องการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อความยั่งยืนแล้ว ทุกท่านคงนึกถึงเรื่องการออกแบบและการก่อสร้างที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมถึงการบริหารจัดการขยะเพื่อรีไซเคิลและนำกลับมาใช้ใหม่ ซึ่งจากสถิติขยะรีไซเคิลของกรมควบคุมมลพิษและตัวแลขทางเศรษฐกิจของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพบว่า ขยะรีไซเคิลมีการเติบโตในเชิงปริมาณและมูลค่าเพิ่มขึ้นทุกปี จากประมาณ 8.8 ล้านตัน มูลค่าประมาณ 1.17 แสนล้านบาทในปี 2565 เป็น 9.31 ล้านตัน มูลค่าประมาณ 1.24 แสนล้านบาทในปี 2566  และคาดว่าปริมาณขยะรีไซเคิลจะเติบโตในระดับไม่น้อยกว่า 10 ล้านตัน มูลค่าประมาณ 1.5 แสนล้านบาทในปี 2568 นี้

 

แต่ทราบไหมครับว่า นอกจากวัสดุรีไซเคิลที่เราคุ้นเคยและพบเห็นกันเป็นประจำ เช่น ขวดน้ำพลาสติกรีไซเคิล (rPET Bottle) กระดาษรีไซเคิล ถุงพลากสติกรีไซเคิล เสื้อผ้าและรองเท้ารีไซเคิล รวมถึงเฟอร์นิเจอร์รีไซเคิล แล้วยังมีวัสดุรีไซเคิลที่ใช้ในการก่อสร้างด้วย เช่น เหล็กรีไซเคิล คอนกรีตรีไซเคิล ไม้รีไซเคิล อิฐรีไซเคิล ฉนวนรีไซเคิล พื้น/ผนังรีไซเคิล และกระเบื้องตกแต่ง/แก้วตกแต่งรีไซเคิลอีกด้วย  โดยเฉพาะเหล็กรีไซเคิลและคอนกรีตรีไซเคิลที่มีใช้กันแพร่หลายมากขึ้นในราคาที่จับต้องได้

 

โดยปัจจุบันการผลิตเหล็กและคอนกรีตทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย นอกจากเหล็กที่มาจากกระบวนกการถลุงเหล็กที่มีคุณภาพสูง และ ปูนซีเมนต์แล้ว ยังได้มีการนำวัสดุเข้ามาผสมที่หลากหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำวัสดุประเภทที่รีไซเคิล ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมาใช้ โดยผ่านกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐาน เพื่อตอบโจทย์ของการก่อสร้างที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม 

 

อย่างปัจจุบันในประเทศไทย มีการนำเทคโนโลยี รีไซเคิล เหล็กมาใช้ โดยกระบวนการใช้เตาหลอม  Induction Furnace (IF) เป็นการหลอมเหล็กโดยใช้การเหนี่ยวนำทางไฟฟ้าให้เกิดความร้อนจนโลหะหลอมละลาย มีอัตราการสูญเสียวัตถุดิบต่ำ เนื่องจากไม่สามารถกำจัดสิ่งเจือปนออกจากน้ำเหล็กได้ สามารถหลอมเหล็กได้เร็ว แต่มีข้อจำกัดเรื่องการเลือกวัตถุดิบที่ต้องมีความบริสุทธิ์สูง ซึ่งมีราคาแพงและหาได้ยาก และการใช้เตาหลอม Electric Arc Furnace (EF) เป็นเทคโนโลยีหลอมเหล็กสมัยใหม่โดยใช้เตาอาร์คไฟฟ้าในการหลอมเหล็ก เป็นที่ยอมรับในระดับโลก สามารถทำให้เหล็กกลับมาบริสุทธิ์โดยกำจัดสิ่งเจือปนออกได้ ซึ่งถือว่าเป็นเตาหลอมเพื่อสิ่งแวดล้อมเนื่องจากวัตถุดิบที่ใช้หลอมจะเป็นเหล็กรีไซเคิลเพียงอย่างเดียว มีมลพิษน้อย และใช้พลังงานในการหลอมน้อย

 

กระบวนการผลิตทั้งสองแบบ สามารถผลิตเหล็กออกมาได้ตามมาตรฐานเหล็กในประเทศไทย ที่ครอบคลุมโดยมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) ที่กำหนดโดยสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เช่น มอก. 20-2559 (เหล็กเส้นกลมเสริมคอนกรีต), มอก. 24-2559 (เหล็กข้ออ้อยเสริมคอนกรีต), และมาตรฐานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับเหล็กประเภทต่างๆ โดยมาตรฐานเหล่านี้จะกำหนดคุณภาพ, ความแข็งแรง, คุณสมบัติทางเคมี, ประสิทธิภาพของการนำไปใช้งาน, คุณภาพของวัตถุที่นำมาผลิต และวิธีการทดสอบ เป็นต้น โดยมาตรฐานในประเทศไทย จะเป็นเหล็กที่มีส่วนผสมของเหล็กรีไซเคิลประมาณร้อยละ 20 – 100 ตามแต่ประเภทของเหล็ก ซึ่งไม่มีผลกับคุณภาพหรือความแข็งแรงตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์แต่อย่างใด

 

ตารางเปรียบเทียบความแตกต่างของวิธีการหลอมเหล็ก

 

EF

(Electric Arc Furnace)

IF

(Induction Furnace)

ประเภทเตา

เตาอาร์คไฟฟ้า

เตาเหนี่ยวนำไฟฟ้า

กระบวนการหลอมละลาย

ใช้ไฟฟ้าผ่านแท่งถ่าน

อิเล็กโทรดให้เกิดการอาร์ค

ใช้กระแสไฟฟ้าเหนี่ยวนำให้เกิดความร้อน

เวลาในการหลอม

ปานกลาง/เร็ว

เร็ว

กระบวนการทำให้เหล็กกลับมาบริสุทธิ์

มี

ไม่มี

ผลเสียต่อสิ่งแวดล้อม

น้อย

ปานกลาง/น้อย

คุณภาพของเหล็กเส้น

ได้เหล็กคุณภาพดี ปราศจากสิ่งเจือปน

คุณภาพเหล็กขึ้นอยู่กับคุณภาพเศษเหล็กที่ใช้

ประเภทงานที่เหมาะสม

สามารถใช้ได้กับโครงการทุกประเภท

เหมาะกับงานโครงสร้างรองมากกว่าโครงสร้างหลัก

 

ในส่วนของคอนกรีตนั้น ในประเทศไทยมีส่วนผสมทั้ง ปูนซีเมนต์ น้ำ หิน ทราย และมีการนำเถ้าลอย (Fly Ash) ซึ่งเป็นวัสดุที่เกิดจากการเผาถ่านหิน มาใช้เป็นส่วนผสมในคอนกรีตโดยใช้แทนที่ปูนซีเมนต์บางส่วนในระดับ 15-30% โดยประมาณ เพื่อปรับปรุงคุณสมบัติและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่การผสมเถ้าลอยต้องมีสัดส่วนที่เหมาะสม รวมถึงคุณภาพของเถ้าลอยต้องได้มาตรฐานเพื่อให้ไม่ส่งผลต่อคุณภาพและความแข็งแรงของคอนกรีต ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ นอกจากนั้นก็ยังมีปูนซีเมนต์ไฮดรอลิก ตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม มอก. 2594 ที่นำมาใช้ทดแทนปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ ซึ่งให้ผิวคอนกรีตที่เรียบเนียน มีความทนทานต่อการขัดสี และหลุดร่อน กำลังอัดสูงสามารถใช้กับงานโครงสร้างต่างๆได้ และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

 

ตารางเปรียบเทียบคุณสมบัติระหว่างปูนซีเมนต์ไฮดรอลิก และ ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์

คอนกรีตสด

ปูนซีเมนต์ไฮดรอลิก

ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์

การอุ้มน้ำ

เทียบเท่ากัน

เทียบเท่ากัน

ความต้องการน้ำ

น้อยกว่า

มากกว่า

การยุบตัวเริ่มต้น

มากกว่า ประมาณร้อยละ 12 – 17

น้อยกว่า

การรักษาค่าความสามารถในการยุบตัว

เทียบเท่ากัน

เทียบเท่ากัน

ระยะเวลาการก่อตัว

ใกล้เคียงกัน

ใกล้เคียงกัน

การเยิ้มน้ำที่ผิวหน้า

น้อยกว่า

มากกว่า

 

คอนกรีตที่แข็งตัวแล้ว

ปูนซีเมนต์ไฮดรอลิก

ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์

กำลังอัด

เทียบเท่ากัน

เทียบเท่ากัน

คาร์บอเนชั่น

ลึกกว่าเล็กน้อย ประมาณ 1 มม.

ตื้นกว่า

ความต้านทานซัลเฟตและคลอไรด์

เทียบเท่ากัน

เทียบเท่ากัน

การหดตัว (แบบห้อง และแบบออโตจีเนียส)

ต่ำกว่า

สูงกว่า

การทำปฏิกิริยาระหว่างด่างและมวลรวม

เทียบเท่ากัน

เทียบเท่ากัน

การต้านทานการขัดสีสึกกร่อน

เทียบเท่า หรือสูงกว่าเล็กน้อย

เทียบเท่า หรือต่ำกว่าเล็กน้อย

 

จากมาตรฐานการผลิตทั้งเหล็กและคอนกรีตดังกล่าวเป็นวัสดุมาตรฐานในการใช้ก่อสร้างอาคารทุกประเภทในประเทศไทยในปัจจุบัน ซึ่ง “แผ่นดินไหว” ที่ผ่านมาเป็นบทพิสูจน์เชิงประจักษ์ให้เห็นแล้วว่า วัสดุต่างๆ ที่ใช้ในการก่อสร้างในประเทศไทยมีมาตรฐานในการใช้งาน ถึงแม้จะมีส่วนผสมของวัสดุรีไซเคิลก็ตาม 

เพราะฉะนั้นความแข็งแรงของโครงสร้าง จึงไม่ได้อยู่องค์ประกอบในส่วนผสมของเหล็กและคอนกรีตที่ใช้วัสดุรีไซเคิลเป็นส่วนหนึ่งในการผลิต หากแต่อยู่ที่การเลือกใช้วัสดุที่มีคุณสมบัติทางวิศวกรรมตรงตามมาตรฐานและสอดคล้องกับมาตรฐานการออกแบบ  ดังนั้นการเลือกใช้วัสดุรีไซเคิลสำหรับการก่อสร้างที่ได้มาตรฐานวิศวกรรมและสถาปัตยกรรม นอกจากอาคารที่ก่อสร้างจะมีความแข็งแรงแล้ว ยังมีส่วนช่วยเรื่องเศรษฐกิจหมุนเวียน รวมถึงยังเป็นมิตรและลดผลกระทบกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นการทำธุรกิจเพื่อความยั่งยืนของเราและของโลกอย่างแท้จริงครับ