เกณฑ์ LEED กับความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Net Gain : BNG)
โดย
นายประพันธ์ศักดิ์ รักษ์ไชยวรรณ
กรรมการผู้จัดการ
บริษัท แอล ดับเบิลยู เอส วิสดอม แอนด์ โซลูชั่นส์ จำกัด
เข้าสู่ไตรมาสสองของปี 2568 เป็นไงกันบ้างครับ ตั้งแต่ปลายปีที่แล้วถึงต้นปีนี้ ถือว่า หน้าหนาวยาวนานกว่าหลายๆ ปีที่ผ่านมา ประหยัดแอร์ ประหยัดค่าไฟกันไปได้เยอะเลยนะครับ แต่อากาศหนาวที่นานขึ้น ก็ยังมาพร้อมกับฝุ่น PM 2.5 ยังไงก็ต้องดูแลสุขภาพกันนะครับ
ส่วนเรื่องราวที่จะมาเขียนให้อ่านกันสำหรับเดือนนี้เป็นเรื่องของการพัฒนาโครงการภายใต้แนวคิดเรื่อง LEED กับ ความหลากหลายทางชีวภาพ หรือ Biodiversity Net Gain (BNG) ซึ่งเป็นหนึ่งในแนวทางในการสร้างและรักษาสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมและเป็นส่วนหนึ่งของการลดโลกร้อน
อะไรคือ Biodiversity Net Gain (BNG)
Biodiversity Net Gain (BNG) หรือ การเพิ่มผลสุทธิของความหลากหลายทางชีวภาพ เป็นแนวคิดที่มุ่งเน้นให้การพัฒนาโครงการต่างๆ ไม่ก่อให้เกิดการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพสุทธิ แต่กลับเพิ่มปริมาณความหลากหลายทางชีวภาพให้มากกว่าเดิม กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ การทำให้ระบบนิเวศน์มีความหลากหลายทางชีวภาพมากขึ้นหลังจากการดำเนินโครงการ เมื่อเทียบกับก่อนที่จะมีโครงการนั้นเกิดขึ้น
ท่านผู้อ่านอาจจะเคยได้ยินเรื่องของ Carbon Emission เกี่ยวกับการที่พยายามจะลดผลกระทบวิกฤตการณ์โลกร้อนให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้กลายเป็นศูนย์ หรือที่เราเรียกกันอย่างติดปากกันว่า Net Zero ตามคำแนะนำของ The Intergovernmental Panel on Climate Change (IPCC) โดยการสร้างกฏเกณฑ์และข้อบังคับในการลดปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก(Greenhouse Gases) อันเป็นตัวการทำให้เกิดโลกร้อนและที่สำคัญอย่างยิ่งคือทำให้สิ่งมีชีวิตสามารถดำรงชีพได้ยากลำบากมากขึ้น แต่เพียงแค่จำกัดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอาจยังไม่เพียงพอกับการชดเชยการที่มนุษย์ได้หยิบยืมและเบียดเบียนนำทรัพยากรธรรมชาติมาใช้เพื่อสร้างผลผลิตทางความก้าวหน้าของมนุษย์เอง ทำให้มีผลกระทบเกิดเป็นวิกฤตด้านการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพอย่างรุนแรงขึ้น ผืนดินมีความเสื่อมโทรม และจากรายงาน The Living Planet ของ World Wildlife Fund หรือ WWF เปิดเผยว่าประชากรสัตว์ป่าทั่วโลกลดลงถึง 73% ใน 50 ปีนับตั้งแต่ปีค.ศ. 1970 ถึง 2020 และงานวิจัยของ PwC ยังพบอีกว่า 55% ของ GDP โลกหรือ 58 ล้านล้านดอลลาร์ กำลังเผชิญกับความเสี่ยงด้วยผลกระทบทางธรรมชาติหากไม่ดำเนินการปรับเปลี่ยนในทันที

ภาพแสดงการคาดการของผลกระทบของความหลากหลายทางชีวภาพ
ในปี ค.ศ. 2022 ได้มีการจัดประชุมการรับรองกรอบงานคุนหมิง-มอนทรีออล ที่ว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพของโลก (Kunming-Montreal Global Biodiversity Framework: KM–GBF) โดยแต่ละภาคีจะมีส่วนร่วมในการกำหนดเป้าหมายของกรอบงานตามสถานการณ์ ลำดับความสำคัญ และความสามารถของประเทศ เพื่อกระตุ้นการดำเนินการเปลี่ยนแปลงเร่งด่วนโดยรัฐบาลและหน่วยงานระดับท้องถิ่น โดยมีเป้าหมายเชิงปฏิบัติการ 23 ข้อ เพื่อ การลดภัยคุกคามต่อความหลากหลายทางชีวภาพ, ตอบสนองความต้องการของผู้คนผ่านการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนและการแบ่งปันผลประโยชน์, จัดหาเครื่องมือและการแก้ไขปัญหาสำหรับการนำไปปฏิบัติและบูรณาการ แต่จะมี 4 ข้อที่เกี่ยวข้องกับภาคธุรกิจคือ
- ติดตามการดำเนินงานของภาคธุรกิจและสถาบันการเงิน
- เพิ่มทางเลือกในการบริโภคที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
- ขจัดแรงจูงใจและเงินอุดหนุนที่ส่งผลเสียต่อความหลากหลายทางชีวภาพ
- เพิ่มแหล่งเงินเพื่อสนับสนุนการดำเนินงาน
เพื่อหยุดยั้งและย้อนกลับการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ ให้เข้าสู่ธรรมชาติเชิงบวก(Nature Positive) ในปี ค.ศ. 2030 และบรรลุการอยู่ร่วมกันกับธรรมชาติได้อย่างสอดคล้องในปี ค.ศ. 2050 โดยมีข้อผูกพันระหว่างประเทศเป็นตัวกำหนดให้แต่ละประเทศจำเป็นที่จะต้องปรับตัว รวมถึงมีกลไกที่ช่วยสนับสนุนอย่าง Biodiversity Credit ที่จัดตั้งโดย Biodiversity Credit Alliance (BCA) องค์กรที่ช่วยระดมทุนและให้ความช่วยเหลือสำหรับประเทศที่มีเป้าหมายในการฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ ทำให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ ลดต้นทุนในการดำเนินการของภาคธุรกิจได้ โดยจะมีลักษณะคล้ายกับ Carbon Credit เป็นหน่วยแสดงถึงผลลัพธ์เชิงบวกต่อความหลากหลายทางชีวภาพ อย่างที่กล่าวไปวิกฤติการณ์สูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพเป็นความเสี่ยงที่จำเป็นต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน ทำให้ปัจจุบันในหลายประเทศมีความตื่นตัวและกำหนดเป้าหมายทางความยั่งยืนอย่างทันทีเช่น
- ประเทศอังกฤษ มีการมุ่งเน้นไปที่การทำ Biodiversity Net Gain โดยกำหนดให้การพัฒนาทั้งหมดจะต้องเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพมูลค่าของพื้นที่อย่างน้อย 10%
- ประเทศออสเตรเลีย มีการจัดทำ Nature Repair Law สร้างกรอบการทำงานสำหรับตลาดความหลากหลายทางชีวภาพโดยสมัครใจระดับชาติแห่งแรกของโลก
- สหภาพยุโรป (EU) ได้ออกกฏหมาย Nature Restoration Law โดยมีเป้าหมายที่การฟื้นฟูระบบนิเวศทางบกและทะเลและบรรลุ Nature Positive ในปี ค.ศ. 2030
- ประเทศญี่ปุ่น ออกกลยุทธ์สำหรับ Nature Positive Economy Strategy และอีกหลายประเทศที่กำลังใส่ใจผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนอย่างจริงจัง
ในส่วนของประเทศไทยยังอยู่ในขั้นตอนของการร่างพระราชบัญญัติความหลากหลายทางชีวภาพ ที่เกิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2565 โดยมีความเห็นถึงความเร่งด่วนของการพัฒนาประเทศในด้านการพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (BCG Model) ให้เกิดผลเป็นรูปธรมโดยเร็วและยั่งยืน ถึงแม้ประเทศไทยยังคงมีคู่มือที่เกี่ยวข้องกับการจัดการความหลากหลายทางชีวภาพโดยรวม อย่างเช่น แผนแม่บทบูรณาการจัดการความหลากหลายทางชีวภาพ พ.ศ. 2558-2564, แผนปฏิบัติการจัดการความหลากหลายทางชีวภาพ พ.ศ. 2560-2564 แต่ยังไม่มีข้อกำหนดและเป้าหมายเกี่ยวกับการฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพที่ชัดเจน

อนุมานได้ว่า นโยบายการฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพจะเกิดขึ้นแน่นอนในอนาคตอันใกล้ และมีผลทำให้ภาคธุรกิจที่ต้องปรับตัวเพื่ออยู่ร่วมกับสิ่งแวดล้อม หลายบริษัทได้จัดเป็นความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นอนาคต เพื่อเตรียมพร้อมรับมือให้พร้อมกับอนาคตที่ยังมาไม่ถึง ในปัจจุบันมีเครื่องมือที่ใช้ประเมินความยั่งยืนอย่างเกณฑ์อาคารยั่งยืนต่าง ๆ ที่มีหัวข้อในการประเมินความหลากหลายทางชีวภาพไม่ว่าจะเป็น TREES, WELL, Fitwel, DGNB หรืออย่างที่เป็นที่นิยมมากที่สุดอย่าง LEED
LEED ทางเลือกอสังหาฯ
กับการพัฒนาให้มีความหลากหลายทางชีวภาพ
LEED เป็นระบบการให้คะแนนอาคารสีเขียวที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล โดยวัดประสิทธิภาพของอาคารในด้านต่างๆ เช่น การใช้พลังงาน การจัดการน้ำ และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยกว่า 78% ของข้อการในประเมินและข้อกำหนดเบื้องต้นทั้งหมดเกณฑ์ LEED มีส่วนในการช่วยการลดการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพในด้านต่าง ๆ จากภาพด้านล่างแสดงให้เห็นว่าในข้อประเมินของ LEED ในหัวข้อต่าง ๆ มีความเกี่ยวข้องกับความยั่งยืนอย่างทั้งในทางตรงและทางอ้อมเช่น
- การเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินและน้ำ (Change in land and sea use)
- การแสวงประโยชน์โดยตรงจากทรัพยากรธรรมชาติ (direct exploitation of natural resources)
- การป้องกันสปีชีส์ต่างถิ่นรุกราน (Invasive Species)
- การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change)
- การลดมลพิษ (Pollution)

ภาพแสดงผลกระทบเชิงบวกทางตรงและทางอ้อมของหัวข้อประเมินของ LEED ในด้านความหลากหลายทางชีวภาพ

กราฟแสดงผลกระทบเชิงบวกทางตรงและทางอ้อมของหัวข้อประเมินของ LEED กับเป้าหมายกรอบความหลากหลายทางชีวภาพโลก
ปัจจุบัน LEED ได้พัฒนาไปอีกขั้นกับเวอร์ชั่นล่าสุด LEED v5 ที่มุ่งเน้นไปที่การสร้างสรรค์อาคารที่ยั่งยืนและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยให้ความสำคัญกับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การส่งเสริมสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของผู้ใช้งาน และการเตรียมความพร้อมรับมือกับความท้าทายในอนาคต เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
โดย LEED v5 มีการพัฒนาหัวข้อบังคับ (Prerequisite) และข้อทำคะแนน (Credit) ให้ความสำคัญกับหลายมิติที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืนของอาคารมากขึ้น ได้แก่
- การลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน
LEED v5 เน้นย้ำถึงความสำคัญของการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากทุกขั้นตอนของวงจรชีวิตอาคาร ไม่ว่าจะเป็นการผลิตวัสดุก่อสร้าง การก่อสร้าง การใช้งาน และการรื้อถอน โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างอาคารที่เป็นกลางทางคาร์บอน มีการกำหนดให้โครงการต้องประเมินปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนตลอดอายุการใช้งานของอาคาร และวางแผนเพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนให้น้อยที่สุด
- การส่งเสริมสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของผู้ใช้อาคาร
LEED v5 เน้นการสร้างสภาพแวดล้อมภายในอาคารที่ส่งเสริมสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของผู้ใช้งาน ทั้งในด้านร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ โดยคำนึงถึงคุณภาพอากาศภายในอาคาร แสงธรรมชาติ และการออกแบบที่เอื้อต่อสุขภาพ ควรส่งเสริมการออกแบบอาคารที่เอื้อต่อสุขภาพ เช่น การใช้แสงธรรมชาติ การระบายอากาศที่ดี และการเลือกใช้วัสดุที่ปลอดภัย
- เตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
LEED v5 เน้นให้โครงการต้องพิจารณาถึงผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น อุณหภูมิที่สูงขึ้น ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น และเหตุการณ์ภัยธรรมชาติต่างๆ และมีมาตรการป้องกันและลดผลกระทบเหล่านั้น และยังกำหนดให้โครงการต้องมีมาตรการเพื่อรับมือกับภัยธรรมชาติ เช่น น้ำท่วม หรือคลื่นความร้อน
- ส่งเสริมความเท่าเทียมทางสังคม
LEED v5 เน้นความสำคัญของการสร้างอาคารที่เข้าถึงได้สำหรับทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มผู้ด้อยโอกาส และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนในการพัฒนาโครงการ
ตอนนี้ LEED v5 อยู่ในขั้นตอนของการร่างคู่มือในขั้นตอนสุดท้ายหลังปิดรับความคิดเห็นจากสาธารณะครั้งที่ 2 ไปเมื่อช่วงสิ้นปี 2024 ทาง USGBC คาดการณ์ว่าจะสามารถเปิดตัว LEED v5 มาภายในปี 2025
การปรับมาตรฐาน LEED v5 เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ Biodiversity Net Gain (BNG) หรือการเพิ่มผลสุทธิของความหลากหลายทางชีวภาพ สามารถดำเนินการได้อย่างเป็นรูปธรรมและชัดเจนมากขึ้น การทำ BNG จึงไม่ใช่ภาระ แต่คือโอกาสการปรับตัว เป็นโอกาสสำหรับภาคธุรกิจในการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ พัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับองค์กร นอกจากนี้ ยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคและนักลงทุนที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนในอนาคต ภาคธุรกิจที่สามารถปรับตัวและเติบโตไปพร้อมกับธรรมชาติ จะเป็นผู้ชนะในการแข่งขันทางธุรกิจ การลงทุนในความยั่งยืนไม่เพียงแต่เป็นการทำดี แต่ยังเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจในระยะยาว และLEED ถือเป็นทางเลือกที่ดีที่จะใช้เป็นเกณฑ์ในการประเมินอาคารที่จะช่วยให้โครงการธุรกิจเป็นไปอย่างยั่งยืนและเป็นมิตรกับความหลากหลายทางชีวภาพ
