“ประหยัดงบ สยบฝุ่น PM2.5”
โดย นาย ประพันธ์ศักดิ์ รักษ์ไชยวรรณ
กรรมการผู้จัดการ
บริษัท แอล ดับเบิลยู เอส วิสดอม แอนด์ โซลูชั่นส์ จำกัด
ตั้งแต่เดือนธันวาคม-มีนาคม ของทุกปี ตอนนี้กลายเป็นช่วงเวลาของค่าฝุ่น PM 2.5 ที่ครอบคลุมประเทศไทยในหลายพื้นที่ ตามรายงานของกระทรวงสาธารณสุขระบุว่ามีประชาชนชาวไทยจำนวน 38 ล้านคนอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีค่าฝุ่น PM2.5 เกินมาตรฐาน โดยในจำนวนนี้ 15 ล้านคนเป็นกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง และผู้ป่วยติดเตียง ซึ่งส่งผลให้ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพสูงถึง 2,000-3,000 ล้านบาท และลดอายุขัยเฉลี่ยของคนไทยลง 1.78 ปี
ขณะที่ข้อมูลจากกรมควบคุมโรคระบุว่าในปีงบประมาณ 2567 มีผู้ป่วยจากโรคที่เกี่ยวข้องกับฝุ่น PM2.5 รวม 1,048,015 ราย ครอบคลุมโรคทางเดินหายใจ โรคผิวหนัง โรคตา และโรคหัวใจ ข้อมูลการเฝ้าระวังสถานการณ์ PM2.5 ระหว่าง 11 ตุลาคม 2567 – 9 มกราคม 2568 ปรากฎว่าเกินมาตรฐาน 53 จังหวัด ซึ่งพบเกินมาตรฐานในระดับมีผลกระทบต่อสุขภาพ 14 จังหวัด
ปริมาณฝุ่น PM2.5 ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ PM2.5 เกินค่ามาตรฐาน ส่วนใหญ่แล้วจะเริ่มคุ้นชินกับฤดูกาลฝุ่น และมีการเตรียมการป้องกันตัวเองไว้อยู่แล้วในระดับหนึ่ง ไม่ว่าจะด้วยด้วยการลดกิจกรรมกลางแจ้ง ใส่หน้ากาก N95 เมื่อออกนอกบ้าน และการหาซื้อเครื่องฟอกอากาศมาติดบ้านซึ่งมีให้เลือกหลากหลาย แต่ก็อาจจะเป็นภาระหนักเกินไปสำหรับผู้ที่ไม่มีทุนทรัพย์ บทความนี้ผมจึงรวบรวมวิธีการสยบฝุ่น PM2.5 แบบ DIY ที่พัฒนาจากหลักการพื้นฐานเดียวกัน โดยใช้อุปกรณ์ที่หาได้ทั่วไป สามารถทำเองได้ง่ายและมีราคาถูก
1) เครื่องฟอกอากาศ (Air Purifier)
เนื่องจากเครื่องฟอกอากาศตามท้องตลาดมีราคาค่อนข้างแพง โดยเฉพาะถ้าบ้านมีพื้นที่กว้าง หรือมีสมาชิคเยอะ มีห้องนอนหลายห้อง การจะติดตั้งเครื่องฟอกอากาศให้ครบทุกห้องจึงใช้งบประมาณที่ค่อนข้างสูง AiroTEC CMRU (ศูนย์ปฏิบัติการด้านเทคโนโลยีอวกาศและวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม) มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ได้มีการเผยแพ่ข้อมูลสื่อสาระสนเทศ โดย ผศ. ดร.ชยานนท์ สวัสดีนฤนาท สาขาวิชาพลังงานและวิศวกรรมสิ่งแวดล้อมจาก แนะนำขั้นตอนการประดิษฐ์ เครื่องฟอกอากาศแลบบ DIY ที่ใช้งบประมาณเพียง 1,200 – 1,500 บาท โดยขึ้นอยู่กับประเภทของอุปกรณ์ที่เลือกใช้

อุปกรณ์:
1. ไส้กรองเครื่องฟอกอากาศ ขนาด 6 นิ้ว
2. พัดลมดูดอากาศที่มีขนาดสัมพันธ์กับช่องแกนกลางของไส้กรอง
3. ปืนกาว/เทปกาว
4. แผ่นกรอง HEPA
Air Purifier
ขั้นตอนการประกอบ
ประกอบพัดลมดูดอากาศเข้ากับไส้กรองเครื่องฟอกอากาศ โดยการคว่ำหน้าพัดลมลงด้านล่าง
ยึดพัดลมดูดอากาศเข้ากับไส้กรองฯ ด้วยปืนกาวหรือเทปกาว เพื่อป้องกันอากาศรั่วเข้าไปตรงบริเวณรอยต่อ
ห่อรอบไส้กรองฯ แผ่นกรอง HEPA เพื่อเพิ่มประมสิทธิภาพในการกรองและยืดอายุการใช้งานของไส้กรองฯ เนื่องจาก แผ่นกรอง HEPA มีราคาถูก สามารถเปลี่ยนได้บ่อย
เสียบปลั๊กไฟและเปิดใช้งาน
ตำแหน่งการติดตั้งไม่ควรวางชิดผนัง ควรมีระยะห่างจากผนังโดยรอบไม่น้อยกว่า 10 ซม. เพื่อให้มีพื้นที่ในการดูดอากาศโดยรอบ และไม่ควรติดตั้งภายในห้องน้ำ หรือตำแหน่งที่มีความชื่นสูง เพราะอจทำให้เกิดเชื้อราบนแผ่นกรองและไส้กรองได้

2) สร้างสภาวะความดันบวก (Positive Pressure Environment)
เแม้การใช้เครื่องฟอกอากาศจะช่วยลด PM2.5 ในบ้านได้ระดับหนึ่ง แต่ยังไม่เพียงพอ เนื่องจากอนุภาคขนาดเล็ก ๆ สามารถแทรกซึมเข้ามาผ่านช่องต่างๆ ได้ โดยเฉพาะช่องเล็ก ๆ ของประตู-หน้าต่าง การสร้างสภาวะความดันบวก (Positive Pressure Environment) ภายในอาคารจึงเป็นวิธีการเสริมที่น่าสนใจ โดยการทำให้ความดันอากาศภายในสูงกว่าภายนอก เพื่อป้องกันไม่ให้ PM2.5 และอนุภาคอื่นๆ เข้ามาภายในอาคาร ระบบความดันบวกจะทำงานร่วมกับระบบเติมอากาศจากภายนอกที่ผ่านการกรองแล้ว ทำให้ได้อากาศบริสุทธิ์เข้ามาในอาคารอย่างต่อเนื่อง วิธีนี้ไม่เพียงแต่ช่วยลด PM2.5 เท่านั้น แต่ยังช่วยลดปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์และปรับปรุงคุณภาพอากาศภายในอาคารให้ดีขึ้นอีกด้วย ซึ่งสามารถทำเองแบบ DIY ได้ ติดตั้งและถอดเก็บง่าย ซึ่งเป็นข้อมูลจากสื่อสาระสนเทศของ AiroTEC CMRU อีกเช่นกัน โดยมีงบประมาณ 2,000 บาท
สภาวะความดันบวก (Positive Pressure Environment)
อุปกรณ์:
1. ไส้กรองเครื่องฟอกอากาศ ขนาด 6 นิ้ว
2. พัดลมดูดอากาศที่มีขนาดสัมพันธ์กับช่องแกนกลางของไส้กรอง แบบหน้ากากกลม
3. ปืนกาว/เทปกาว
4. แผ่นกรอง HEPA
5. ท่อ Flex ขนาด 6 นิ้ว
6. แผ่นสไลด์กันอากาศ (อุปกรณ์ที่ใช้กับแอร์เคลื่อนที่)
Positive Pressure
ขั้นตอนการประกอบ
ประกอบพัดลมดูดอากาศเข้ากับไส้กรองเครื่องฟอกอากาศ เหมือนขั้นตอนการทำเครื่องฟอกอากาศ
ครอบท่อ Flex ลงบนท่อด้านหลังของพัดลมดูดอากาศ
ติดตั้งแผ่นสไลด์กันอากาศที่ช่องหน้าต่าง เพื่อให้มีช่องนำอากาศเข้าในบ้านได้โดยไม่ต้องเจาะผนัง ควรเลือกเป็นตำแหน่องห้องที่ไม่ค่อยมีการเปิดเข้า-ออก บ่อยๆ
ประกอบท่อ Flex อีกด้านเข้ากับช่องของแผ่นสไลด์กันอากาศ ปิดรอยต่อด้วยปืนกาวหรือเทปกาว
เสียบปลั๊กไฟและเปิดใช้งาน
ตำแหน่งการติดตั้งเครื่องสร้างสภาวะความดันบวก ต้องอยู่ในที่ร่มไม่โดนแดดโดนฝน เพราะถาอยู่ในตำแหน่งที่มีความชื้นความชื้นอาจทำให้เกิดเชื้อรา และตำแหน่งที่มีความร้อนจะทำให้อากาศที่เข้าไปในบ้านมีความร้อนสูงไปด้วย ส่งผลให้เครื่องปรับอากาศทำงานหนัก

3) มุ้งสู้ฝุ่น
โครงการ ”มุ้งสู่ฝุ่น” เป็นนวัตกรรมที่ดัดแปลงมุ้งผ้าฝ้ายธรรมดาให้เป็นพื้นที่ปลอดฝุ่น PM2.5 โดยกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ต่อยอดจากเครื่องฟอกอากาศ DIY ใช้หลักการเติมอากาศสะอาดจากเครื่องฟอกอากาศเข้าไปภายในมุ้ง
การทดสอบพบว่ามุ้งสู้ฝุ่นสามารถลดปริมาณฝุ่น PM2.5 ได้มากกว่า 80% ภายใน 2-3 นาที เหมาะสำหรับประชาชนผู้มีรายได้น้อย ที่มีบ้านพักอาศัยที่มีลักษณะค่อนข้างเปิดโล่ง มีรูรั่ว หรือไม่สามารถปิดให้มิดชิดเพื่อทำห้องปลอดฝุ่นได้ โดยเฉพาะกลุ่มเปราบาง เช่น ผู้สูงอายุติดเตียง เด็กเล็ก ผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจ โรคผิวหนัง โรคเยื่อบุตา โรคหอบหืด และโรคมะเร็งปอด
วิธีการทำมุ้งสู้ฝุ่นสามารถทำได้เองโดยใช้เพียง 4 อุปกรณ์หลัก ได้แก่ มุ้งผ้าฝ้าย เครื่องฟอกอากาศ (หรือแบบ DIY) เครื่องวัดฝุ่น PM2.5 และกริ่งฉุกเฉิน โดยเลือกขนาดมุ้งให้เหมาะสมกับผู้ใช้งาน
ศูนย์อนามัยที่ 1 เชียงใหม่ได้จัดทำมุ้งสู้ฝุ่นจำนวน 300 ชุดเป็นต้นแบบเพื่อแจกจ่ายให้กับผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยง และได้ร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ในการขยายโครงการนี้ไปยังพื้นที่อื่นๆ ต่อไป
แม้ว่ามุ้งสู้ฝุ่นจะช่วยลดฝุ่น PM2.5 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ก็ควรระมัดระวังในการใช้งาน โดยเฉพาะผู้ป่วยติดบ้านติดเตียง ควรมีการสังเกตอาการอย่างใกล้ชิดและเตรียมอุปกรณ์ฉุกเฉินไว้ให้พร้อม การดูแลรักษาควรซักมุ้งด้วยมือและเปลี่ยนไส้กรองเครื่องฟอกอากาศเป็นประจำ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีฝุ่นสูง
4) ต้นไม้ลดฝุ่น
สำนักวิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้และพันธุ์พืช กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้มีการเผยแพร่ “ต้นไม้ลดฝุ่น PM 2.5” ใน พ.ศ. 2563 ซึ่งรวบรวมรายชื่อต้นไม้ชนิดที่มีประสิทธิภาพในการดักจับฝุ่นละอองทั่วไปโดยใช้คุณสมบัติทางสัณฐานวิทยา คือ เรือนยอดมีพุ่มใบและกิ่งก้านหนาแน่น เป็นการเพิ่มพื้นที่ผิวใบและกิ่ง ผิวใบไม่เรียบ มีสิ่งปกคลุมหรือขน การเจริญเติบโตที่รวดเร็ว (ดูดมลพิษแล้วคายน้ำหรือออกซิเจนได้มาก) ความทนทานต่อมลพิษและอากาศร้อนในเมืองได้ดี ซึ่งการปลูกต้นไม้ผสมผสานกันหลายชนิดจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดักจับฝุนได้ดียิ่งขึ้น
พื้นที่และรูปแบบการปลูก แบ่งได้เป็น 7 ประเภท ได้แก่
1) ไม้พุ่มทนร่ม - เหมาะปลูกที่ร่มได้รับแดดน้อยกว่า 3 ชั่วโมง เช่น ใต้ทางยกระดับ แนะนำ ข่อย แก้ว ไทรย้อยต่างๆ ชาข่อย จั๋ง หมากเหลือง กะพ้อ โมกบ้าน ฯลฯ
2) ไม้พุ่มทนแดด - ต้องการแสงแดดอย่างน้อย 3 ชั่วโมงต่อวัน เหมาะปลูกเป็นแนวรั้ว แนะนำ กรรณิการ์ ทองอุไร ยี่โถ เข็ม รัก ฯลฯ และไม้พุ่มพื้นเมืองต่างๆ หรือไผ่ เช่น ไผ่รวก ไผ่เลี้ยง
3) ไม้ต้นทนร่ม - ในพื้นที่ร่มและมีมลพิษต้องการดูแลมากกว่าปกติ ควรให้น้ำบ่อยๆ เหมาะปลูกทางเท้าร่มรำไร มีแสงแดด 2-3 ชั่วโมง เช่น ใต้รถไฟฟ้า แนะนำ โกงกางเขา พิกุล ลำดวน โสกน้ำ โสกเขา และโสกเหลืองฯลฯ
4) ไม้ต้นทนแดดในพื้นที่จำกัด – เหมาะสำหรับทางเท้าที่เป็นที่โล่ง กว้าง 2-5 เมตร แดดจัด ควรปลูกไม้ต้นขนาดเล็กหรือตัดแต่งง่าย รากไม่ชอนไช แนะนำ สนประดิพัทธ์ รวงผึ้ง ตะลิงปลิง ปีบแจง หม่อน มะขาม ฯลฯ
5) ไม้ต้นทนแดดในพื้นที่กว้าง – ต้นไม้ขนาดใหญ่ 20-30 เมตร เหมาะพื้นที่กว้าง ไร้สิ่งก่อสร้างหรือสายไฟ แนะนำ สนทะเล นนทรี มะขาม พิกุล หูกระจง กัลปพฤกษ์ ฯลฯ การปลูกบนทางเท้าควรที่จะปลูกสลับกับต้นไม้ที่ให้ร่มเงาได้ดีชนิดอื่น ๆ หรือปลูกสลับกับซุ้มไม้เลื้อย
6) ไม้เลื้อย – ปลูกทำซุ้ม มีวัสดุให้เลื้อยเกาะ ควรปลูกไม้เลื้อยทนแล้ง ทนโรค แมลง ได้รับแสงแดดอย่างน้อย 3 ชั่วโมงต่อวัน พื้นที่มากกว่า 6 ตร.ม. เช่น เล็บมือนาง เครือออน พวงคราม การเวท พวงแสด เป็นต้น
7) ไม้เลื้อยที่มีรากยึดผนัง - ไม้เลื้อยรากยึดเกาะผนังได้ดี ควรตัดแต่งกิ่งหากโตเร็ว ต้องการน้ำสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง ขึ้นกับฤดู แนะนำ เหลืองชัชวาลย์ ตีนตุ๊กแก พลูแฉก เงินไหลมา พลูด่าง
พืชพรรณที่ปลูกภายในอาคาร
งานวิจัยชี้ว่า จั๋ง ยางอินเดีย เฟิร์นบอสตัน และเฟิร์นดาบออสเตรเลีย ช่วยลดฝุ่นและดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ส่วนลิ้นมังกรปล่อยออกซิเจนตอนกลางคืน เหมาะปลูกในห้องนอน
แล้วพบกันใหม่เดือนหน้าครับ
อ้างอิง
https://www.hfocus.org/content/2025/01/32758
https://www.hfocus.org/content/2024/04/30243
http://www.stinglessworks.co.th/hivetech/positive.php
https://youtu.be/oyw-SsaoJdA?si=iE0Ihiq6Mbhx3MTf
https://youtu.be/iC6Chos9Jdo?si=tWUt2cp6QqqdgiXw
