ศูนย์วิจัยกสิกรไทย
  • การค้าผ่านแดนจากไทยไปจีนมีโมเมนตัมการขยายตัวที่น่าสนใจ สะท้อนศักยภาพในการเป็นแรงผลักสำคัญของการพัฒนา การค้าชายแดน / ผ่านแดนของไทยในภาพรวม
  • เส้นทาง R3A เชื่อมโยงไทยไปยังยูนนา ถือเป็นประตูสู่ภูมิภาคจีนตอนใน เปิดช่องทางให้ผู้ประกอบการไทยเจาะตลาดเสฉวนและฉงชิ่ง ซึ่งเป็นคลัสเตอร์การผลิตสินค้าภาคอุตสาหกรรมที่ทางการจีนให้ความสำคัญ สะท้อนโอกาสในการส่งออกสินค้าขั้นกลางที่มีมูลค่าสูงไปยังพื้นที่ดังกล่าว
  • ความท้าทายของผู้ส่งออกสินค้าผ่านแดนไปยังจีน คงอยู่ที่การขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ ซึ่งยังมีข้อจำกัดทางกฎหมายอยู่ รวมไปถึงกำแพงภาษีนำเข้าสำหรับสินค้าบางประเภทจากไทย ซึ่งคงต้องอาศัยภาครัฐในการเจรจาเพื่อช่วยลดอุปสรรคดังกล่าวในระยะต่อไป

การสนับสนุน การค้าชายแดนไทย นับเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของทางการในการส่งเสริมเศรษฐกิจไทย โดยมีการตั้งเป้าหมาย มูลค่าการค้าชายแดน ให้แตะระดับ 2 ล้านล้านบาทภายในปี 2560 ทั้งนี้ ในปี 2557 การค้าชายแดนของไทยอันประกอบไปด้วยการค้าชายแดนระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่ กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมาและมาเลเซีย รวมถึงการค้าผ่านแดนระหว่างไทยกับประเทศใกล้เคียง ประกอบด้วยจีน สิงคโปร์และเวียดนาม อยู่ที่ 1.14 ล้านล้านบาท โดยมูลค่าการส่งออกผ่านชายแดน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนกว่าร้อยละ 57 ของมูลค่าการค้าผ่านชายแดนทั้งหมด ถือเป็นแรงสำคัญในการขับเคลื่อนภาคการส่งออกโดยรวมของไทยที่ยังคงอ่อนแรงและไม่มีสัญญาณฟื้นตัวที่ชัดเจน

ในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2558 มูลค่าการส่งออก การค้าชายแดน / ผ่านแดนไปยังจีนตอนใต้มีโมเมนตัมการขยายตัวที่สูง

ที่มา : กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์

ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาในมิติเชิงพลวัตของการส่งออกสินค้าผ่านชายแดนของไทย พบว่า มูลค่าการส่งออกสินค้าผ่านแดนจากไทยไปจีนตอนใต้ ที่แม้จะครองสัดส่วนที่ไม่มากนักเมื่อเทียบกับมูลค่าสินค้าส่งออกผ่านชายแดนโดยรวม กลับมีการขยายตัวกว่าร้อยละ 38.7 (YoY) ในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2558 สูงที่สุดเมื่อเทียบกับการส่งออกสินค้าผ่านชายแดนไทยไปยังประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะการส่งออกผ่านชายแดนไปยัง CLMV ที่ขยายตัวเพียงร้อยละ 6.5 (YoY) ในช่วงเวลาเดียวกัน สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพในการขยายตัวของการส่งออกผ่านแดนจากไทยไปยังจีนตอนใต้ ซึ่งคงทวีความสำคัญมากขึ้นต่อพัฒนาการของ การค้าชายแดน / ผ่านแดนของไทยในภาพรวม

สินค้าขั้นกลาง และผักผลไม้ ถือเป็นสินค้าส่งออกสำคัญที่ขนส่งผ่านแนจากไทยไปจีน

ปัจจุบัน เส้นทางหลักในการขนส่งสินค้าทางบกผ่านชายแดนจากไทยไปจีนตอนใต้ ประกอบด้วยเส้นทางกรุงเทพ-กว่างซีผ่านด่านนครพนม (R12) และมุกดาหาร (R9) และเส้นทางกรุงเทพ – ยูนนานผ่านด่านเชียงราย (R3A) ซึ่งการพัฒนาเส้นทางการคมนาคมทางบกที่เชื่อมโยงระหว่างไทยและจีนอย่างต่อเนื่อง ช่วยเพิ่มโอกาสของผู้ประกอบการไทยในการเข้าถึงและตอบสนองต่อความต้องการสินค้าภายในยูนนานและกว่างซี ส่งผลให้การส่งออกผ่านแดนจากไทยไปยังจีนมีโมเมนตัมการขยายตัวในระดับสูง เทียบกับการส่งออกจากไทยไปจีนในภาพรวมที่หดตัวไปถึงร้อยละ 5.4 ในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2558

มูลค่าการส่งออกสินค้าจากไทยไปยังกว่างซีคิดเป็นสัดส่วนราวร้อยละ 70 ของการส่งออกผ่านแดนจากไทยไปจีนทั้งหมด

ที่มา : กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์

ทั้งนี้ บริเวณกว่างซีเป็นพื้นที่ที่มีการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมมาเป็นระยะเวลาพอสมควร จนกลายเป็นคลัสเตอร์อิเล็กทรอนิกส์ขนาดใหญ่ของจีน เชื่อมต่อโดยตรงกับเมืองกวางโจวและเสินเจิ้นในมณฑลกวางตุ้งอันเป็นเขตเศรษฐกิจแถบชายฝั่งที่มีการพัฒนาทั้งทางด้านการค้าและอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็ว ทำให้การส่งออกสินค้าผ่านแดนจากไทยไปยังจีนตอนใต้ ส่วนใหญ่มีจุดหมายหลักอยู่ที่กว่างซี สะท้อนจากสัดส่วนการส่งออกไปยังกว่างซีผ่านด่านนครพนมและมุกดาหารคิดเป็นสัดส่วนราวร้อยละ 70 ในขณะที่การส่งออกผ่านด่านเชียงรายคิดเป็นสัดส่วนเพียงร้อยละ 30 ของมูลค่าการส่งออกสินค้าผ่านแดนจากไทยไปจีนตอนใต้

อัตราการขยายตัวของการส่งออกสินค้าจากไทยไปจีนผ่านเส้นทาง R9/R12 ยังคงสูงกว่าการขยายตัวของการส่งออกสินค้าผ่านเส้น R3A

ที่มา : กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์

นอกจากนี้ หากพิจารณาโครงสร้างการส่งออกสินค้าผ่านแดนไปกว่างซีเปรียบเทียบกับยูนนาน จะพบว่า มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ กล่าวคือ สินค้าส่งออกไปกว่างซีส่วนใหญ่จะเป็นสินค้าขั้นกลางในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ จำพวกฮาร์ดดิสก์และวงจรพิมพ์ ซึ่งขยายตัวกว่าร้อยละ 150 (YoY) ในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2558 ส่งผลให้การส่งออกสินค้าผ่านแดนของไทยไปยังกว่างซีในภาพรวม ผ่านด่านนครพนม/มุกดาหารเติบโตถึงร้อยละ 61.1 (YoY) ในช่วงเวลาเดียวกัน ขณะที่ สินค้าที่ส่งออกจากไทยไปยูนนานผ่านด่านเชียงรายราวร้อยละ 90 เป็นสินค้าเกษตรกรรมขั้นต้นเพื่อการบริโภค อันได้แก่ ผักและผลไม้ ซึ่งในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2558 การส่งออกสินค้าผ่านแดนผ่านเส้นทาง R3A ไปยังยูนนานมีอัตราการขยายตัวร้อยละ 14.4 (YoY) ทั้งนี้ แม้ว่าการเปิดเส้นทาง R3A ช่วงแรกๆ ในปี 2551 รวมถึงการเปิดสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่ 4 (เชียงของ-ห้วยทราย) ในช่วงปลายปี 2556 จะทำให้มูลค่าการส่งออกผ่านด่านเชียงรายเติบโตอย่างก้าวกระโดดทว่า ในระยะข้างหน้า ศักยภาพการเติบโตของการส่งออกสินค้าผ่านแดนไปยังยูนนานซึ่งไม่ใช่ฐานการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม ยังคงมีข้อจำกัดที่โครงสร้างสินค้าออกซึ่งส่วนใหญ่เป็นสินค้าเกษตรกรรมขั้นต้น อันมีราคาไม่สูงนักและอุปสงค์ต่อสินค้าดังกล่าวก็คงไม่สามารถขยายตัวอย่างรวดเร็วอีกด้วย

สินค้าขั้นกลางเป็นสินค้าส่งออกหลักจากไทยไปยังกว่างซี ในขณะที่ผักและผลไม้เป็นสินค้าส่งออกหลักจากไทยไปยังยูนนาน

สัดส่วนการส่งออกสินค้าจากไทยไปยังเมืองหนานหนิง มณฑลกว่างซี

สัดส่วนการส่งออกสินค้าจากไทยไปเมืองคุนหมิง มณฑลยูนนาน

ที่มา : กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์

อย่างไรก็ดี การเกิดขึ้นของเส้นทาง R3A ถือเป็นการเปิดประตูสู่บริเวณจีนตอนใน ซึ่งมีความน่าสนใจในฐานะที่เป็นเขตพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งใหม่ที่ทางการจีนให้ความสำคัญ เพื่อประโยชน์ในการกระจายความเจริญสู่จีนตะวันตก ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า เส้นทางการคมนาคมขนส่งที่ต่อเนื่องยังเขตอุตสาหกรรมดังกล่าว จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการไทยในการเจาะตลาดจีนตอนใน ซึ่งถือเป็นตลาดที่มีศักยภาพในการเติบโต โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยเข้ากับห่วงโซ่การผลิตในพื้นที่ดังกล่าว

การขยายตลาดไปยังเสฉวน - ฉงชิ่ง .. หนึ่งในกลยุทธ์เพื่อเพิ่มศักยภาพการส่งออกสินค้าผ่านเส้นทาง R3A

ตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ของมณฑลยูนนาน อันเป็นมณฑลปลายทางของเส้นทาง R3A สะท้อนโอกาสของผู้ประกอบการในการส่งออกสินค้าที่มีน้ำหนักเบา ง่ายต่อการขนส่งทางบกไปยังพื้นที่ข้างเคียงมณฑลยูนนาน โดยเฉพาะพื้นที่จีนตอนในที่ไม่มีอาณาเขตติดต่อกับทะเล อันได้แก่เมืองเฉิงตู (Chengdu) ภายในมณฑลเสฉวน (Sichuan) และมหานครฉงชิ่ง (Chongqing) โดยพื้นที่ดังกล่าวมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่น่าสนใจ ด้วยอัตราการขยายตัวของ GDP เฉลี่ยตั้งแต่ปี 2554 – 2557 อยู่ที่ร้อยละ 9.9 และร้อยละ 12.3 ตามลำดับ อันเป็นการขยายตัวที่สูงกว่าเศรษฐกิจของจีนในภาพรวมที่มีอัตราการขยายตัวของ GDP เฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 9.2

เส้นทาง R3A มีศักยภาพในการส่งออกสินค้าไปยังเสฉวนและฉงชิ่ง อันเป็นมณฑลที่อยู่ใกล้เคียงกับยูนนาน

ทั้งนี้ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฉบับที่ 12 ของประเทศจีน (2554-2558) ที่กำหนดให้พื้นที่จีนตอนกลางและจีนตะวันตก โดยเฉพาะเมืองเฉิงตูและมหานครฉงชิ่งเป็นศูนย์กลางการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม ทำให้พื้นที่บริเวณจีนตอนในกลายเป็นฐานการผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ โดยในช่วงต้นปี 2558 สินค้าอิเล็กทรอนิกส์เป็นสินค้าส่งออกหลักของพื้นที่ดังกล่าว ด้วยสัดส่วนราวร้อยละ 90.3 ของมูลค่าสินค้าส่งออกของเฉิงตู และร้อยละ 85.7 ของสินค้าหลักของฉงชิ่ง นอกจากนี้ ฉงชิ่งยังถือเป็นฐานการผลิตที่สำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยยานยนต์ถือเป็นสินค้าส่งออกสำคัญด้วยอัตราส่วนราวร้อยละ 6.4 ของมูลค่าการส่งออกสินค้าของเมืองฉงชิ่งทั้งหมดในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2558

อุตสาหกรรมที่มีศักยภาพในพื้นทีเป้าหมายสะท้อนโอกาสของผู้ส่งออกไทยในการส่งออกสินค้าประเภทวัตถุดิบและสินค้าขั้นกลาง

อย่างไรก็ตาม การค้าระหว่างไทยกับบริเวณพื้นที่ศักยภาพดังกล่าวยังคงมีสัดส่วนที่ค่อนข้างน้อย โดย ในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2558 มูลค่าการส่งออกสินค้าจากไทยไปยังเฉิงตูและฉงชิ่งกลับคิดเป็นสัดส่วนเพียงร้อยละ 1.48 และ 0.75 ของการส่งออกจากสินค้าจากไทยไปจีนทั้งหมด ซึ่งสินค้าหลักที่ไทยส่งออกไปยังเมืองดังกล่าว ประกอบไปด้วยสินค้าขั้นกลาง อาทิเช่น ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ วงจรพิมพ์ ฯลฯ ทั้งนี้ พัฒนาการทางด้านอุตสาหกรรมดังกล่าว กอปรกับการเพิ่มความสามารถในการเข้าสู่ตลาดผ่านเส้นทาง R3A สะท้อนโอกาสของผู้ประกอบการไทยในการเป็นผู้บุกเบิกตลาดภายในเฉิงตูและฉงชิ่ง โดยเฉพาะการส่งออกสินค้าขั้นกลาง อาทิเช่น ชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ วงจรพิมพ์ ฯลฯ เพื่อสนับสนุนพัฒนาการของอุตสาหกรรมผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ทั้งในเฉิงตูและฉงชิ่ง รวมไปถึงการส่งออกชิ้นส่วนยานยนต์เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมผลิตรถยนต์ในฉงชิ่งโดยเฉพาะรถยนต์แบรนด์ญี่ปุ่น ที่ไทยถือเป็นส่วนหนึ่งในห่วงโซ่อุปทานสำคัญของแบรนด์จากประเทศดังกล่าวอยู่แล้ว รวมไปถึงการส่งชิ้นส่วนอะไหล่รถยนต์สำหรับตลาดประดับยนต์ นอกจากนี้ การขยายตัวทางเศรษฐกิจของพื้นที่เหล่านั้น จะช่วยเพิ่มกำลังซื้อของผู้บริโภค และความเป็นเมือง (Urbanization) สะท้อนโอกาสของผู้ประกอบการในการส่งออกสินค้าอุปโภคบริโภคและสินค้าไลฟ์สไตล์ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายใหม่ของทางการจีนที่ต้องการผลักดันดุลยภาพใหม่ (New normal) ที่เน้นการบริโภคภายในประเทศมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาในมิติของความได้เปรียบในแง่ของการขนส่งสินค้า พบว่า การขนส่งสินค้าจากไทยไปยังเฉิงตู/ฉงชิ่งผ่านเส้นทาง R3A ใช้ระยะเวลาขนส่งรวม 3-4 วัน ในขณะที่ประเทศคู่แข่ง ทั้งในอุตสาหกรรมยานยนต์และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ต้องขนส่งสินค้าผ่านทางเรือ และมีการขนถ่ายสินค้าดังกล่าวผ่านท่าเรือกวางตุ้ง อันเป็นท่าเรือสำคัญที่มีระยะทางใกล้กับเมืองเฉิงตู/ฉงชิ่งมากที่สุด

โดยเมื่อรวมระยะเวลาในการขนส่งสินค้าแล้ว พบว่า ไทยมีความได้เปรียบในการส่งออกสินค้าทั้งประเภทชิ้นส่วนยานยนต์และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ในแง่ของระยะเวลา เมื่อเทียบกับประเทศอื่นที่ส่งออกสินค้าดังกล่าวไปยังเขตอุตสาหกรรมบริเวณจีนตอนใน

การขนส่งสินค้าชิ้นส่วนรถยนต์และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์จากประเทศอื่นไปยังเฉิงตู/ฉงชิ่งล้วนต้องใช้ระยะเวลาในการขนส่งสินค้านานกว่าการขนส่งสินค้าจากไทยไปยังพื้นที่ดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ผู้ประกอบการอาจต้องพิจารณาก่อนตัดสินใจส่งออกสินค้าไปยังจีนตอนใน ได้แก่ ประเด็นในเรื่องของกำแพงภาษีของสินค้าบางชนิด อาทิเช่น ชิ้นส่วนยานยนต์บางประเภท ได้แก่ พวงมาลัย Shock Absorber และถังเชื้อเพลิง ที่ยังคงอยู่ในระดับที่สูง เนื่องจากสินค้าดังกล่าวถือเป็นสินค้าอ่อนไหว (Highly Sensitive Product) ภายใต้ข้อตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน – จีน อย่างไรก็ตาม ประเด็นดังกล่าวคงไม่ทำให้สินค้าไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขันกับประเทศอื่นมากนัก เนื่องจากประเทศอื่นก็ยังไม่มีข้อตกลงทางการค้าใดที่สามารถลดภาษีนำเข้าของสินค้าดังกล่าวได้ นอกจากนี้ อีกหนึ่งความท้าทายที่ผู้ส่งออกสินค้าผ่านแดนจากไทยไปยังจีนตอนใต้คงอยู่ที่ข้อจำกัดในเรื่องข้อตกลงในการขนส่งสินค้า กล่าวว่า ข้อจำกัดทางด้านกฎหมายของสปป.ลาว ที่ไม่อนุญาตให้รถสัญชาติไทยขนส่งสินค้าผ่านแดนไปยังจีนโดยตรง ทำให้การขนส่งสินค้าผ่านประเทศดังกล่าว ต้องมีการเปลี่ยนถ่ายสินค้าจากรถขนส่งสัญชาติไทยไปเป็นรถยนต์สัญชาติลาว อันอาจจะทำให้เวลาและต้นทุนที่ใช้ในการขนส่งสินค้าจากไทยไปจีนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เป็นต้น

โดยสรุป ศักยภาพในการขยายตัวของสินค้าส่งออกผ่านแดนจากไทยไปจีนยังคงมีอีกมาก ผ่านการใช้ประโยชน์จากความเชื่อมโยงระหว่างไทยและจีนผ่านเส้นทาง R3A ที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยสามารถส่ง สินค้าไปยังภูมิภาคจีนตอนใน อันเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพในการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่น่าสนใจ ทั้งนี้ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในอนาคต อาทิเช่น การก่อสร้างรถไฟรางคู่ไทย – จีน ฯลฯ ย่อมเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยยกระดับการเชื่อมโยงระหว่างภูมิภาค อันจะเสริมสร้างศักยภาพของการส่งออกสินค้าไทยไปยังจีนมากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายในระยะต่อไปของผู้ประกอบการที่มองหาโอกาสในการขนส่งสินค้าจากไทยไปจีน ได้แก่ ข้อจำกัดในเรื่องข้อตกลงในการขนส่งสินค้า ซึ่งมีผลต่อเวลาและต้นทุนที่ใช้ในการขนส่งสินค้าจากไทยไปจีนอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ การแก้ไขกฎระเบียบของภาครัฐในบริเวณอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงให้สอดคล้องตามข้อตกลงการขนส่งสินค้าผ่านแดน (The Cross-Border Transport Agreement: CBTA) อาทิเช่น การประกาศร่างพรบ.การอำนวยความสะดวกในการขนส่งสินค้าข้ามแดนเพื่อให้อำนาจเจ้าหน้าที่ไทยในการออกไปปฏิบัติหน้าที่นอกราชอาณาจักร ฯลฯ รวมถึงการเจรจาของทางการไทยและจีนที่รวมเอาสปป.ลาว/เวียดนามให้เข้ามามีส่วนร่วม อาจช่วยช่วยกำจัดอุปสรรคดังกล่าวได้ นอกจากนี้ ประเด็นทางด้านกำแพงภาษีที่อาจส่งผลต่อต้นทุนของคู่ค้าจีนที่ต้องการนำเข้าสินค้าจากไทย อาจเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ผู้ประกอบการควรพิจารณาก่อนส่งสินค้าดังกล่าวไปยังจีนเช่นกัน อย่างไรก็ตาม การเกิดขึ้นของความร่วมมือทางการค้าในระดับภูมิภาค อาทิเช่น ความตกลงทางพันธมิตรเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (Regional Comprehensive Economic Partnership : RCEP) ฯลฯ คงมีบทบาทในการช่วยลดกำแพงภาษีของสินค้าส่งออกจากไทยไปยังจีน ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการไทยในอนาคต

ขอบคุณข้อมูลจาก : ศูนย์วิจัยกสิกรไทย