✨วงเสวนา Real Green Real Estate : ส่องอนาคต ธุรกิจอสังหาฯ ไทยที่อยู่เย็นและเป็นสุข บนเวที SME & Climate Tech ในงาน EARTH JUMP 2026 โดย คุณอรรคเดช อุดมศิริธำรง รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. อรสิริน โฮลดิ้ง 

โดยจุดเริ่มต้นของ อรสิริน กับเรื่อง ESG คือ หลังจากบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ จำเป็นต้องเริ่มให้ความสำคัญกับเรื่อง ESG และต้องทำรายงานความยั่งยืนส่งตลาดหลักทรัพย์ฯ ทุกปี ซึ่งตอนแรกไม่รู้จะเริ่มตรงไหน จึงเริ่มจากการคำนวณ Carbon Footprint ขององค์กรก่อน เพื่อให้รู้ Baseline ของตัวเอง จากการคำนวณพบว่า การรณรงค์ให้พนักงานประหยัดน้ำ ไฟ น้ำมันในสำนักงาน มีผลไม่ถึง 0.1% แต่ตัวบ้าน หรือวัสดุ ที่ขายให้ลูกค้า เช่น ปูน, อิฐ, สี, หลังคา (คำนวนพลังงานที่ถูกใช้ในบ้านยาวนาน 30-40 ปี) คิดเป็นถึง 96% ของ Carbon Footprint ทั้งหมด หากไม่จัดการที่ตัว Product ก็จะไม่สามารถลดคาร์บอนลงได้

ทางอรสิรินจึงได้ไปปรึกษาธนาคารกสิกรไทย (KBank) ซึ่งได้ช่วยหาพาร์ทเนอร์และทีม IFC เข้ามาช่วยสร้างความรู้และความเข้าใจ

คุณอรรคเดช เล่าถึงโครงการ Pilot Project ว่า ตอนเริ่มทำ ทุกคนในบริษัทก็คัดค้าน เพราะกลัวต้นทุนสูง และกลัวลูกค้าไม่ยอมรับ หากต้องขึ้นราคา จึงตามมาด้วยบทพิสูจน์ที่ว่าความ Green ไม่ได้แพง และยากอย่างที่คิด จึงเริ่มที่โครงการนำร่อง โดยนำเอาคอนโดมิเนียมที่อยู่ระหว่างการพัฒนาเป็น Low-rise 4 ชั้น ในตัวเมืองเชียงใหม่ ขนาด 4,000 ตร.ม. (ไม่ต้องทำ EIA) ซึ่งเป็นกลุ่ม Economy Class ราคาประมาณ 60,000 บาท/ตร.ม. โดยมีโจทย์คือ สินค้าราคาถูกอยู่แล้ว แต่ต้อง Green ด้วย จึงใช้การออกแบบเข้าช่วย เช่น ใช้ตัวอาคารสีขาวเพื่อสะท้อนความร้อน ร่วมกับการปลูกต้นไม้สีเขียวเยอะๆ  พร้อมทั้งแก้ปัญหาห้องชั้นดาดฟ้าที่ขายยากเพราะร้อน โดยการใส่ Solar Slab หรือแผ่นทางเดินปูนที่มีช่องว่างอากาศ หรือ Air Gap ข้างใต้ช่วยกันความร้อน 

 เมื่อนำโครงการนี้ไปตรวจประเมิน ก็ผ่านมาตรฐาน EDGE ระดับ Beginner จึงพิสูจน์ได้ว่า กระบวนการออกแบบที่ดีอยู่แล้ว สามารถผ่านเกณฑ์ได้โดยแทบไม่มีต้นทุนอะไรเพิ่มขึ้นเลย ช่วยลบความเชื่อเรื่อง Green คือ ของแพงของคนในองค์กรได้สำเร็จ

สำหรับสิทธิประโยชน์ทางการเงิน (Green Finance) และโอกาสทางธุรกิจ ผ่านข้อเสนอจาก KBank (Green Loan) เพราะหลังจากโครงการแรกผ่าน อรสิรินได้วางแผนขยายสู่โครงการบ้านเดี่ยวระดับ High-end ราคา 20-35 ล้านบาท และได้ยื่นขอการรับรองเพื่อไปขอสินเชื่อ Green จากธนาคาร ซึ่งสิทธิประโยชน์ที่ได้รับ คือ 

▪️ได้อัตราดอกเบี้ยต่ำ ช่วง 3% ต้นๆ ซึ่งต่ำมากสำหรับธุรกิจอสังหาฯ ในปัจจุบัน

▪️ ได้ LTV (Loan-to-Value) ที่สูงขึ้น

▪️ ระยะเวลาการกู้ยาวนานขึ้น (Term Loan นานขึ้น) ช่วยลดภาระและเพิ่มความยืดหยุ่นทางการเงิน

รวมถึงประโยชน์ต่อผู้บริโภค (Post-finance) เพราะลูกค้าที่ซื้อบ้านประหยัดพลังงาน ก็จะได้รับอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านที่ถูกลงจากธนาคารเช่นกัน ทำให้ยอดผ่อนต่อเดือนลดลง หรือมีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น

โดย เป้าหมาย Net Zero 2050 ธนาคารกสิกรไทยมีทิศทางมุ่งสู่ Net Zero Pathway ในปี 2050 ซึ่งหมายความว่าในอนาคต หากองค์กรไม่ปรับตัวสู่วิถีกรีน ก็อาจจะไม่สามารถขอวงเงินอนาคตจากธนาคารได้อีกต่อไป การปรับตัวตอนนี้จึงเป็นการเตรียมพร้อมรับมือสิ่งที่จะเกิดขึ้น

ด้านการทำงานร่วมกับระบบมาตรฐาน EDGE (IFC) และการปรับปรุงภายในองค์กร พบว่า  สิ่งแรก คือ คนในองค์กร สิ่งที่ยากที่สุด คือ การทำให้คนในองค์กรเชื่อและเข้าใจร่วมกัน ทีมงานต้องเปลี่ยนวิธีคิดและร่วมมือกันในขั้นตอนการกรอกข้อมูลจำพวกวัสดุและ Carbon Footprint ต่างๆ

ต่อมา คือ การใช้งานโปรแกรม EDGE เครื่องมือจาก IFC ที่ตอนแรกมองว่ายากเพราะคู่มือ (Manual) และ Tools ทั้งหมดเป็นภาษาอังกฤษ แต่ทาง IFC เข้ามาช่วยสอนและผลักดันอย่างใกล้ชิด พอได้ลองทำจริง ๆ พบว่าไม่ได้ยากอย่างที่คิด โปรแกรมใช้งานง่าย แค่ใส่ข้อมูลที่เราทำอยู่จริง ระบบก็จะคำนวณให้เห็นเลยว่าค่าพลังงาน คาร์บอน (Embodied Carbon) ลดลงไปเท่าไหร่ ต้องปรับเปลี่ยนตรงไหน และคุ้มค่ากับการลงทุนไหม

สิ่งที่ได้กลับมามากกว่าตัวเลขเงิน (Brand Recognition)  เพราะการทำบ้าน Green สร้าง Competitive Advantage หรือ ข้อได้เปรียบทางการแข่งขันในตลาดอสังหาฯ ไทยที่มีการแข่งขันสูงมาก อรสิรินเป็นบริษัทท้องถิ่น อายุประมาณ 10 ปี หากแข่งแค่เรื่องราคาหรือขนาดกับบิ๊กแบรนด์ที่อยู่มา 40-60 ปีคงสู้ยาก เรื่องความ Green จึงกลายเป็นจุดขายสำคัญ  โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าในพื้นที่ภูเก็ตและสมุย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวยุโรป และออสเตรเลีย ลูกค้ากลุ่มนี้มีพื้นฐานความเข้าใจเรื่องสิ่งแวดล้อมอยู่แล้ว เมื่อเราอธิบายเรื่องบ้านประหยัดพลังงาน พวกเขาจะเห็นคุณค่าและเห็นความแตกต่างทันที

.