แนวทางของ บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ S ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ระดับสากล เมื่อปีที่ผ่านมาเปรียบเสมือนการบ่มเพาะจนถึงปี 2026 คือเวลาของการ "Scaling" หรือการขยายผลจากรากฐานที่วางไว้ให้เติบโตอย่างก้าวกระโดดภายใต้วินัยทางการเงินที่เข้มงวด

"เราไม่ได้มองแค่การเติบโตของรายได้ แต่เรามองไปที่ 'ฐานกำไรเชิงคุณภาพ' สิงห์ เอสเตท ในวันนี้มีรากฐานรายได้ประจำที่แข็งแกร่ง ซึ่งเปรียบเสมือนกันชนให้บริษัทพร้อมรับสภาวการณ์ต่างๆ และการสร้างพอร์ตโฟลิโอที่เป็นรายได้ไม่ประจำจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพักอาศัยทั้งหมด 9 โครงการ และนิคมอุตสาหกรรม เอส อ่างทอง เป็นส่วนสำคัญในการสร้างการเติบโตของกำไรในสภาวการณ์ที่เหมาะสม " ชัยรัตน์ ศิวะพรพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สิงห์ เอสเตท กล่าว

บทเรียนแห่งความสำเร็จปี 2025

ย้อนกลับไปพิจารณาผลงานในปี 2025 สิงห์ เอสเตท สามารถพิสูจน์ให้เห็นถึงความสำเร็จของการปรับพอร์ตโฟลิโอสินทรัพย์ (Asset Enhancement) โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจโรงแรมที่บริหารงานโดย บริษัท เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท จำกัด (มหาชน) หรือ SHR ซึ่งเป็นฟันเฟืองสำคัญในเครือ

ในปี 2568 ที่ผ่านมา SHR สามารถสร้างสถิติกำไรสุทธิปรับปรุงได้สูงถึง 615 ล้านบาท ซึ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทมา ความสำเร็จนี้เกิดจากการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ในการรีโนเวตและยกระดับโรงแรมหลักทั้งในไทยและต่างประเทศ โดยเฉพาะในสาธารณรัฐฟิจิและมัลดีฟส์ ผลลัพธ์สะท้อนออกมาผ่านตัวเลขรายได้เฉลี่ยต่อห้องพัก (RevPAR) ที่เติบโตอย่างโดดเด่น

ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือโรงแรมในจังหวัดภูเก็ต สามารถทำค่าห้องพักเฉลี่ย (ADR) สูงถึง 16,404 บาทในช่วงต้นปี 2025 และขยับขึ้นไปแตะระดับ 18,574 บาทในช่วงต้นปี 2026 นี้ ซึ่งเป็นการพิสูจน์ว่ากลยุทธ์การจับกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูง (High Spending) และการส่งมอบประสบการณ์เหนือระดับภายใต้แบรนด์ที่ชัดเจน สามารถสร้างอำนาจในการต่อรองราคา แม้ในสภาวะที่มีการแข่งขันสูง


นอกจากนี้การที่โรงแรมในไทยได้เข้าเป็นสมาชิก Global Hotel Alliance (GHA) ยังช่วยขยายฐานสมาชิกได้กว่า 17,000 ราย สร้างรายได้เพิ่มให้กับกลุ่มธุรกิจอย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพักอาศัยของสิงห์ เอสเตท ในปี 2025 ยังสร้างผลงานที่ดี โดยเน้นไปที่การปิดโครงการระดับ Flagship เช่น ดิ เอส สุขุมวิท 36 และการร่วมทุนกับพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เพื่อให้มั่นใจว่าทุกโครงการที่เปิดตัวจะมียอดขายและการโอนที่เป็นไปตามเป้าหมาย



ยุทธศาสตร์ปี 2026 : STRONG FOUNDATION, SCALING THE FUTURE

ก้าวเข้าสู่ปี 2026 สิงห์ เอสเตท ประกาศทิศทางธุรกิจที่ชัดเจนภายใต้แนวคิด “STRONG FOUNDATION, SCALING THE FUTURE” มุ่งเน้นการขับเคลื่อน 4 กลุ่มธุรกิจหลัก ให้เติบโตอย่างบูรณาการ ได้แก่
1.ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพักอาศัย (Residential)
2.ธุรกิจโรงแรม (Hospitality)
3.ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการค้า (Commercial)
4.ธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐาน (Industrial Estate) ให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

มุ่งขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืน เดินหน้าเสริมฐานกำไรจากธุรกิจรายได้ประจำ ขยายการเติบโตผ่านพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ และรักษาวินัยทางการเงิน เตรียมพัฒนาและรีแบรนด์สินทรัพย์เดิมเพื่อยกระดับมูลค่า ตั้งเป้ารักษาสัดส่วนรายได้ประจำ 70% ของพอร์ต หนุนรายได้รวมทั้งปีทะลุ 14,000 ล้านบาท สร้างฐานกำไรเชิงคุณภาพ

สำหรับปี 2026 สิงห์ เอสเตท วาง 3 กลยุทธ์หลักในการขับเคลื่อนธุรกิจ ได้แก่

1. STRENGTHEN THE PROFIT ENGINE: เสริมความแข็งแกร่งเครื่องจักรสร้างกำไร มุ่งเน้นไปที่ธุรกิจที่สร้างรายได้สม่ำเสมอ (70% ของพอร์ต) สร้างกระแสเงินสดสม่ำเสมอ ทั้งโรงแรมและอสังหาริมทรัพย์เพื่อการค้า โดยกลุ่มธุรกิจโรงแรม SHR ได้วางแผน “Scaling to New Heights, Unlocking Greater Value” ผ่าน

• การเตรียมขายโรงแรม 15 แห่งในสหราชอาณาจักรที่มีศักยภาพการทำกำไรจำกัด เพื่อนำเงินไปลดหนี้และหมุนเวียนมาลงทุนในไทยที่มีผลตอบแทนสูงกว่า

• การเพิ่มมูลค่าสินทรัพย์ (Asset Enhancement) มุ่งพัฒนาพอร์ตสู่การเป็นพอร์ตโรงแรมระดับพรีเมียมที่ขับเคลื่อนด้วยไลฟ์สไตล์ โดยร่วมมือกับ The Ascott Limited ผู้บริหารจัดการโรงแรมระดับนานาชาติ รีแบรนด์และยกระดับโรงแรม 4 แห่งในสหราชอาณาจักร มัลดีฟส์ สู่แบรนด์ใหม่ที่ตอบโจทย์ด้านไลฟ์สไตล์มากขึ้น พร้อมชูแบรนด์ SAii Hotels & Resorts แบรนด์โรงแรมระดับบนที่มีเอกลักษณ์ด้านไลฟ์สไตล์ (Upper-Upscale Lifestyle Brand)

• ธุรกิจนิคมอุตสาหกรรม ตัวแปรสำคัญของการขยายฐานกำไร รุกตลาด Hyperscale Data Centre นิคมอุตสาหกรรม เอส อ่างทอง โดยชูจุดเด่นด้านโครงสร้างพื้นฐานและพลังงานทางเลือก ตั้งเป้าขายที่ดิน 200-400 ซึ่งต้องการพื้นที่ขนาดใหญ่และระบบสาธารณูปโภคที่มีความเสถียรสูง ทั้งไฟฟ้า น้ำประปา และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ตั้งเป้าจำหน่ายพื้นที่ 200-400 ไร่ในปีนี้ ไม่เพียงแต่จะสร้างกำไรจากการขายที่ดิน แต่ยังต่อยอดไปสู่รายได้ประจำจากการขายกระแสไฟฟ้าและน้ำประปาให้กับศูนย์ข้อมูลเหล่านี้ได้

ในฝั่งอาคารสำนักงาน สิงห์ เอสเตท มุ่งเป้าไปที่การเป็น "Seamless Work-Life Destination" โดยเน้นการรักษาอัตราการเช่าของอาคารสำนักงานเกรด A อย่าง สิงห์ คอมเพล็กซ์ และเอส เมโทร ให้อยู่ที่ระดับ 90% ขณะที่อาคารใหม่อย่าง เอส โอเอซิส ตั้งเป้าขยับอัตราเช่าจาก 56% เป็น 70% ภายในสิ้นปี ด้วยการสร้างความต่างผ่านพื้นที่คอมมูนิตี้ ร้านค้า และสิ่งอำนวยความสะดวกในสัดส่วน 20% ของพื้นที่ทั้งหมด เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนทำงานยุคใหม่ เพื่อดึงดูดผู้เช่าระยะยาว

2. SCALING THROUGH PARTNERSHIPS: เติบโตอย่างมั่นคงผ่านเครือข่ายพันธมิตร สิงห์ เอสเตท เชื่อว่าการร่วมมือกับพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ (Strategic Partner) จะช่วยลดความเสี่ยงจากการลงทุนและเพิ่มความเร็วในการขยายตัว ไม่ว่าจะเป็นการร่วมทุนกับกลุ่มวัน เรียลเอสเตท ในโครงการ One River Rama 3 ที่ยอดขายได้เกือบ 100% รวมถึงการร่วมทุนกับ Hong Kong Land พัฒนาโครงการ The Esse Sukhumvit 36  หรือการทำ Branded Residence ร่วมกับโรงแรมในเครือ เพื่อยกระดับมูลค่าโครงการ รวมถึงมองหาโอกาสในธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง เช่น โกดังสินค้าและโรงงานให้เช่า ซึ่งจะช่วยเสริมพอร์ตโฟลิโอให้มีความหลากหลายมากขึ้น

3. STRONG FUNDING CAPABILITY รักษาความแข็งแกร่งทางการเงินและวินัยในการลงทุน สร้างความเชื่อมั่นต่อเหล่านักลงทุนและสถาบันการเงิน เพื่อเป็นรากฐานสนับสนุนสองกลยุทธ์แรก

• โครงสร้างเงินทุนที่สมดุล รักษาอัตราส่วนเงินกู้จากสถาบันการเงิน 70% และหุ้นกู้ 30% เพื่อบริหารต้นทุนทางการเงินให้มีประสิทธิภาพและยืดหยุ่น

• สภาพคล่องสูง ด้วยวงเงินสนับสนุนจากธนาคารกว่า 2 หมื่นล้านบาท และความสามารถในการออกหุ้นกู้ 3,000-4,000 ล้านบาทต่อปี ช่วยให้บริษัทพร้อมรับความผันผวนและคว้าโอกาสลงทุนใหม่ได้ทันที

• ESG in Practice บูรณาการความยั่งยืนเข้ากับธุรกิจจนได้เรตติ้งระดับ AAA ซึ่งช่วยลดต้นทุนทางการเงิน (ผ่าน Sustainability Linked Loan) และดึงดูดกลุ่มลูกค้ากำลังซื้อสูงที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม

พลิกวิกฤตความขัดแย้งเป็นโอกาสทอง

หนึ่งในคำถามสำคัญที่หลายๆ คนให้ความสนใจ คือ สถานการณ์สงครามความขัดแย้งตะวันออกกลางจะส่งผลกระทบต่อธุรกิจหรือไม่? อย่างไร?"

"สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่ปะทุขึ้นในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อการเดินทางและต้นทุนพลังงานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่หากมองในมุมของธุรกิจรีสอร์ทระดับบน ประเทศไทยและมัลดีฟส์กำลังกลายเป็น 'Safe Haven' หรือสวรรค์ที่ปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยวกลุ่ม High Spending ที่เลือกจะเบนเข็มจากการเดินทางไปยุโรปหรือตะวันออกกลางมายังภูมิภาคเอเชียแทน" นายไมเคิล มาร์แชล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท จำกัด (มหาชน) หรือ SHR เสริม

ความยืดหยุ่น (Flexibility) คือกุญแจสำคัญในการรับมือ สิงห์ เอสเตท และ SHR ได้ดำเนินการบริหารความเสี่ยงผ่านกลยุทธ์ "Balance Marketing" ด้วยการกระจายตลาดลูกค้า (Source Market) ให้ครอบคลุมทุกภูมิภาค ไม่พึ่งพาประเทศใดประเทศหนึ่งมากเกินไป

นอกจากนี้ด้านซัพพลายเชน บริษัทได้เตรียมแผนสำรอง สำหรับการจัดส่งสินค้าและทรัพยากรไปยังโรงแรมในมัลดีฟส์ โดยไม่พึ่งพิงเพียงจุดกระจายสินค้าในตะวันออกกลางเพียงแห่งเดียว ทำให้มั่นใจได้ว่าการดำเนินงานจะยังคงราบรื่นแม้สถานการณ์โลกจะมีความไม่แน่นอนสูง

ความยั่งยืนที่จับต้องได้ กับการพิชิตเป้าหมาย AAA

สิงห์ เอสเตท ไม่ได้เพียงแค่สร้างกำไร แต่ยังสร้างคุณค่าที่ยั่งยืนผ่านแนวทาง "ESG in Practice" ซึ่งส่งผลอย่างเป็นรูปธรรมต่อตัวเลขทางการเงิน ความพยายามอย่างต่อเนื่องทำให้บริษัทได้รับการประเมินหุ้นยั่งยืน SET ESG Ratings ในระดับ AAA ซึ่งเป็นระดับสูงสุดจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในช่วงสิ้นปี 2025

การได้รับรางวัลระดับ AAA ไม่ใช่เพียงแค่ใบประกาศเกียรติคุณ แต่หมายถึงความเชื่อมั่นจากสถาบันการเงินที่ส่งผลให้บริษัทสามารถลดดอกเบี้ยในวงเงินกู้ Sustainability Linked Loan ได้กว่า 3,000 ล้านบาท

นอกจากนี้ โครงการ CROSSROADS Maldives ยังก้าวไปสู่การเป็นพื้นที่อนุรักษ์ระดับสากล (OECMs) ซึ่งเป็นแม่เหล็กสำคัญในการดึงดูดนักท่องเที่ยวยุคใหม่ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม และยินดีจ่ายในราคาสูงเพื่อประสบการณ์ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์

ปี 2026 สิงห์ เอสเตท มุ่งสร้าง พอร์ตโฟลิโอเชิงคุณภาพ ผ่าน 4 ธุรกิจหลักอย่างสมดุล รายได้มั่นคง และการเติบโตระยะยาว ผ่านการบริหารสินทรัพย์ พันธมิตร และวินัยทางการเงิน โดยมีโจทย์สำคัญที่ทุกธุรกิจเข้าถึงความต้องการที่แท้จริง ของลูกค้า เดินตามแนวคิด สร้างคุณค่าให้ชีวิตคุณ หรือ Enriching Your Life