เศรษฐกิจเวียดนามไตรมาส 4/2025 ขยายตัว 8.5% แต่คาดจะชะลอที่ 6.5%–7.0% ในปี 2026 จากแรงกดดันภาษีสหรัฐฯ
เศรษฐกิจเวียดนามไตรมาสที่ 4/2025 เติบโตเร่งขึ้นที่ 8.5% YoY สูงกว่าค่าเฉลี่ยผลการสำรวจของ Bloomberg ที่ 7.7% โดยมีปัจจัยหนุนหลักจาก การลงทุนภาครัฐที่ยังเติบโตสูงมากที่ 24.4% YoY จากการเร่งการเบิกจ่ายการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ โดยเฉพาะสนามบินนานาชาติ Long Thanh ที่เปิดให้บริการเมื่อวันที่ 19 ธันวาคมที่ผ่านมา
การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่เติบโตเร่งขึ้นที่ 10.0% YoY โดยโครงการลงทุนใหม่มีนักลงทุนต่างชาติหลัก ได้แก่ จีน (48%) สิงคโปร์ (15%) เกาหลีใต้ (12%) และญี่ปุ่น (8%) สะท้อนว่าเวียดนามยังคงได้รับประโยชน์จากการย้ายฐานการผลิตภายใต้นโยบายทรัมป์ 2.0
การส่งออกสินค้าที่ขยายตัวต่อเนื่องที่ 18.9% YoY ใกล้เคียงกับ 18.2% YoY ในไตรมาสที่ 3 โดยการส่งออกไปยังตลาดสหรัฐฯ ยังเติบโตสูงที่ 28.8% YoY แม้จะชะลอลงจากไตรมาสที่ 2
การส่งออกเวียดนามไปสหรัฐฯ ในไตรมาสที่ 4 ยังเติบโตได้ดี จากการเร่งส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ยังไม่ถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้าจากสหรัฐฯ ทั้งนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศว่าจะเพิ่มภาษีนำเข้าเซมิคอนดักเตอร์สูงถึง 100% ในอนาคต ส่งผลให้การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ขยายตัวสูงถึง 37.3% YoY ในไตรมาสที่ 4
ในทางกลับกัน สินค้าที่พึ่งพาตลาดสหรัฐฯ และถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้าแล้ว เช่น เสื้อผ้าและรองเท้า การส่งออกชะลอตัวลงเหลือ 0.9% YoY
ตลอดทั้งปี 2025 เศรษฐกิจเวียดนามเติบโตที่ 8.0% สูงกว่า 7.0% ในปีก่อนหน้า โดยมีแรงหนุนจาก
-
การส่งออกสินค้าและบริการ (16.3%)
-
การลงทุนโดยรวม (8.7%)
-
การบริโภคภายในประเทศ (8.0%)
สำหรับปี 2026 คาดว่าเศรษฐกิจเวียดนามจะชะลอลงมาอยู่ที่ 6.5%–7.0% จากแรงกดดันภาษีสหรัฐฯ โดยการส่งออกมีแนวโน้มหดตัวจากการถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้าเต็มปี บนฐานที่สูงของปีก่อนซึ่งมีการเร่งส่งออก
การบริโภคภาคครัวเรือนคาดว่าจะเติบโตชะลอลงตามรายได้แรงงานภาคอุตสาหกรรมที่เน้นการส่งออก อย่างไรก็ตาม การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานยังมีแนวโน้มเร่งตัว จากนโยบาย Doi Moi 2.0 ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐ ทำให้สามารถจัดสรรงบประมาณเพื่อรองรับการเติบโตในระยะยาวได้มากขึ้น
ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม
เศรษฐกิจเวียดนามยังเผชิญความเสี่ยงสำคัญ ได้แก่
-
การถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ เพิ่มเติม โดยเฉพาะกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ และภาษี transshipment ที่อัตรา 40%
-
ปัญหาหนี้เสียในระบบธนาคารที่ยังอยู่ในระดับสูง โดยสัดส่วน NPL อยู่ที่ 4.91% ณ เดือนมีนาคม 2025 ซึ่งมีต้นตอหลักจากภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ยืดเยื้อมาตั้งแต่ปลายปี 2022 แม้ว่าปัจจุบันตลาดจะเริ่มฟื้นตัวอย่างช้า ๆ
-
แนวโน้มการอ่อนค่าของเงินดอง จากกระแสเงินทุนไหลออกจากตลาดหุ้นและตราสารหนี้ต่อเนื่องตลอดช่วง 3 ปีที่ผ่านมา
หมายเหตุด้านลิขสิทธิ์และการใช้งาน
รายงานฉบับนี้จัดทำโดย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด (KResearch) เพื่อเผยแพร่เป็นการทั่วไป การนำไปใช้ (ทั้งหมดหรือบางส่วน) ต้องแสดงที่มาของข้อมูล และไม่สามารถนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์ ดัดแปลง หรือเผยแพร่ต่อโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร