รายงาน Global Cities Index 2025 โดยบริษัท Kearney ได้สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพด้านความสามารถในการแข่งขันและความยืดหยุ่นของเมืองต่าง ๆ ทั่วโลก ท่ามกลางความท้าทายจากเศรษฐกิจโลกที่ผันผวนและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ รายงานฉบับนี้จัดอันดับเมืองที่มีความเชื่อมโยงระดับนานาชาติและมีอิทธิพลมากที่สุดในโลกในปีนี้

สำหรับปี 2025 กรุงเทพฯ ขยับขึ้นมา 1 อันดับ จากอันดับที่ 34 ในปี 2024 มาอยู่ที่อันดับที่ 33 ในปีนี้ ปัจจัยสำคัญที่ช่วยผลักดันการเติบโตคือมิติด้าน กิจกรรมทางธุรกิจ ซึ่งกรุงเทพฯ มีอันดับดีขึ้นถึง 7 อันดับ โดยเฉพาะในด้านการจัดประชุมนานาชาติ (อ้างอิงจากตัวชี้วัดของ ICCA) และการพัฒนาตลาดทุน นอกจากนี้ การขยายตัวของการค้าภายในภูมิภาคยังมีส่วนสำคัญที่ช่วยสนับสนุนผลลัพธ์ดังกล่าว แม้อยู่ท่ามกลางความซับซ้อนของสถานการณ์โลกในปัจจุบัน

บทบาทสำคัญที่เพิ่มขึ้นของเอเชีย

เมืองต่าง ๆ ในทวีปเอเชียกำลังมีบทบาทโดดเด่นมากขึ้นใน Global Cities Index (GCI) จากการลงทุนอย่างต่อเนื่องในด้านโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาทรัพยากรบุคคล และความพร้อมด้านดิจิทัล ความพยายามเหล่านี้ส่งผลให้หลายเมืองมีพัฒนาการโดดเด่นในหลายมิติ โดยเฉพาะในด้านกิจกรรมทางธุรกิจ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ ไทเป และ กัวลาลัมเปอร์ ซึ่งสามารถขยับอันดับขึ้นได้ถึง 13 และ 9 อันดับตามลำดับ

ในส่วนของภูมิภาค เอเชียแปซิฟิก มีความโดดเด่นเหนือภูมิภาคอื่นในด้าน การแลกเปลี่ยนข้อมูล โดยทุกภูมิภาคมีคะแนนเพิ่มขึ้นในมิตินี้ ซึ่งสะท้อนถึงความสำคัญที่เพิ่มขึ้นของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและการบูรณาการระดับโลกที่มีผลต่อความสามารถในการแข่งขันของเมือง เมืองต่าง ๆ เช่น เสิ่นหยาง โอซาก้า ไทเป และมุมไบ ต่างมีพัฒนาการที่โดดเด่น โดยแต่ละเมืองได้ลงทุนอย่างต่อเนื่องในด้านการเชื่อมต่อและการพัฒนาภาคบริการ

โอกาสและจุดแข็งของกรุงเทพฯ

กรุงเทพฯ กำลังแสดงให้เห็นความก้าวหน้าอย่างโดดเด่นในหลายด้าน เพื่อมุ่งสู่การเป็นเมืองระดับโลกที่มีความพร้อมด้านดิจิทัลและสามารถปรับตัวได้อย่างยืดหยุ่น หนึ่งในประเด็นที่น่าสนใจคือการปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องในมิติของ การแลกเปลี่ยนข้อมูล (Information Exchange) โดยเฉพาะการขยับอันดับของ ศูนย์ข้อมูล (Data Centers) จากอันดับที่ 78 ในปี 2024 ขึ้นมาอยู่ที่อันดับ 55 ในปี 2025 แม้ว่าอันดับความเร็วอินเทอร์เน็ตจะลดลงเล็กน้อย แต่กรุงเทพฯ ยังคงอยู่ในระดับสูงที่อันดับ 22 ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทยไปสู่การขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและดิจิทัลได้

อีกหนึ่งโอกาสสำคัญในการเติบโตคือ การขยายการเข้าถึงและอัตราการสมัครใช้บริการบรอดแบนด์ ซึ่งขณะนี้กรุงเทพฯ อยู่ในอันดับที่ 118 การส่งเสริมความเท่าเทียมทางดิจิทัล (Digital Equity) จะช่วยให้ประชาชนและภาคธุรกิจสามารถใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานและการเชื่อมต่อคุณภาพสูงที่มีอยู่ได้อย่างเต็มที่

แม้ว่ากรุงเทพฯ จะอยู่ในอันดับที่ 97 ในด้านของ จำนวนประชากรที่เกิดในต่างประเทศ ซึ่งยังต่ำกว่าในเมืองอย่างจาการ์ตา (อันดับ 37) กัวลาลัมเปอร์ (อันดับ 40) และสิงคโปร์ (อันดับ 12) แต่ช่องว่างนี้กลับเป็น โอกาสในการพัฒนาในอนาคต เพราะการมีประชากรที่มีความหลากหลายและมีความเป็นนานาชาติจะช่วยเสริมสร้างการเครือข่ายความร่วมมือ ส่งเสริมนวัตกรรม และเพิ่มความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจของเมือง ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสามารถในการแข่งขันและการปรับตัวในยุคปัจจุบัน

มุมมองในอนาคต

จากรายงานปี 2025 พอจะสรุปได้ว่า ความสามารถในการแข่งขันระยะยาวของเมืองนั้นขึ้นอยู่กับสามปัจจัยสำคัญที่เชื่อมโยงกัน ได้แก่ การเพิ่มประสิทธิภาพด้านพลังงาน, การเติบโตควบคู่กับความน่าอยู่และความสามารถในการปรับตัวของเมือง, และ การพัฒนาทรัพยากรบุคคลให้พร้อมรับยุคปัญญาประดิษฐ์ (AI)

เมืองที่สามารถบูรณาการปัจจัยเหล่านี้เข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ ภายใต้วิสัยทัศน์ที่ชัดเจนและเป็นหนึ่งเดียว จะไม่เพียงแต่สามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงได้อย่างมีประสิทธิภาพเท่านั้น แต่ยังสามารถกำหนดยุคใหม่แห่งความเป็นผู้นำในระดับโลกได้อีกด้วย

ที่มา: https://www.kearney.com/service/national-transformations-institute/gcr