The Architecture of Longevity Living ที่ ESSENTIA พระราม 2
บริบทของการเลือกซื้อที่อยู่อาศัยในปัจจุบันได้ก้าวข้ามผ่านคำว่า “บ้านเป็นเพียงสิ่งปลูกสร้าง” และ “ทำเล” ไปไกลมากแล้ว
ความเครียดสะสมและความกังวลใจจากการใช้ชีวิตในสังคมเมือง ส่งผลให้พฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ไม่ได้มองหาอสังหาริมทรัพย์เพื่ออยู่อาศัยทั่วไป แต่แสวงหาพื้นที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตในระยะยาว ที่จะมาช่วยให้มีช่วงอายุยืนไปพร้อมกับการมีสุขภาพดี (Health Span)
ความท้าทายนี้ทำให้ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์กลับมาตั้งคำถามกับตัวเองใหม่ว่า บทบาทหน้าที่ของบ้านยุคนี้ควรจะเป็นอย่างไร? และจะสามารถส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในทุกๆ วันได้อย่างไร?
นี่คือจุดเริ่มต้นการเดินทางครั้งสำคัญของ บริษัท ดี-แลนด์ กรุ๊ป จำกัด ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่มีความเชี่ยวชาญในวงการนี้มานานกว่า 24 ปี (เริ่มก่อตั้งในปี พ.ศ. 2545)
กว่า 24 ปี จากประสบการณ์พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่หลากหลาย ทั้ง คอมมูนิตี้, มิกซ์ยูส และโครงการที่อยู่อาศัยทุกประเภท ทำให้ดี-แลนด์ กรุ๊ป เข้าใจอินไซต์ที่เปลี่ยนไปของผู้อยู่อาศัย นำมาตกผลึกเป็นกลยุทธ์สำคัญ เพื่อส่งมอบ “คุณค่า” และ “ความสุขที่ยั่งยืน” ผ่านการพัฒนาที่อยู่อาศัยในรูปแบบ Holistic Wellbeing ในโครงการเรือธง ESSENTIA RAMA 2 (เอสเซนเทีย พระราม 2) บ้านเดี่ยวระดับพรีเมียม บนทำเลพระราม 2 ที่ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นแค่ส่งมอบพื้นที่ แต่เพื่อเป็น "แก่นแท้ความสุข" ผ่านความใส่ใจในรายละเอียดที่ผู้พัฒนาขบคิดมาอย่างดี

ถอดสมการพระราม 2 ทำเลศักยภาพ สู่พื้นที่ฮีลใจ
หลายคนอาจสงสัยว่า ทำเลต้องพระราม 2?
จุดเริ่มต้นการปักหมุดโครงการ ESSENTIA RAMA 2 บนทำเลนี้ เกิดจากวิสัยทัศน์ของ สุเทพ ปัญญาสาคร กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ดี-แลนด์ กรุ๊ป จำกัด ซึ่งเป็นคนพื้นที่มหาชัย จังหวัดสมุทรสาคร ผนวกกับที่ผ่านมา ดี-แลนด์ กรุ๊ป พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์หลากหลายรูปแบบบนทำเลนี้มาอย่างต่อเนื่องหลายโครงการ
ประสบการณ์และการอยู่ในพื้นที่จริง ทำให้ ดี-แลนด์ กรุ๊ป มองเห็นวิวัฒนาการการเปลี่ยนแปลงของทำเลพระราม 2 ในฐานะ Residential Zone ของย่านนี้
ความได้เปรียบจากการเป็น "คนพื้นที่" ที่เข้าใจทำเล มาผสมผสานกับความเข้าใจใน Consumer Insight และพฤติกรรมของผู้อยู่อาศัยยุคใหม่ ซึ่งค้นพบว่าผู้อยู่อาศัยบ้านเดี่ยวในโซนนี้ มักเป็นกลุ่มครอบครัวขนาดใหญ่ ที่อยู่รวมกันหลากหลายเจเนอเรชัน รวมถึงเป็นเจ้าของกิจการ ซึ่งไม่ได้มองหาบ้านเพื่อพักผ่อนเท่านั้น แต่พวกเขาพร้อมที่จะลงทุนเพื่อดูแลสมาชิกในครอบครัวให้มีสุขภาวะที่ดีทั้งร่างกายและจิตใจ

เมื่อนำวิสัยทัศน์ที่เข้าใจคนอยู่อาศัยจริง มาวางบนพิกัดของกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันตกตามแนวถนนพระราม 2 จะพบว่าเป็นทำเลนี้กำลังก้าวสู่การเป็นทำเลศักยภาพใหม่ (Growth Corridor) ที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง สะท้อนให้เห็นผ่านการเติบโตตลอด 10 ปีที่ผ่านมา
จากเดิมการอยู่อาศัยเคยกระจุกตัวอยู่ภายในวงแหวนกาญจนาภิเษก-พระราม 2 แต่ปัจจุบันขยายตัวออกสู่นอกวงแหวนอย่างเด่นชัด ส่งผลให้ราคาซื้อขายที่ดินในตลาดปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง เฉลี่ยถึงประมาณ 140,000 บาทต่อตร.วา (จากเดิมช่วง ปี 2566-2569 54,000-100,000 บาท/ตร.วา)

ประกอบกับโครงข่ายคมนาคมสายใหม่ที่เชื่อมต่อหลายโซนสำคัญ ทำให้ผู้อยู่อาศัยสามารถเดินทางเข้าสู่ย่านธุรกิจใจกลางเมืองและแหล่งงานได้สะดวกราบรื่นขึ้นในระยะเวลาเพียง 20-45 นาที เท่านั้น ไม่ว่าจะเป็น โซนมหาชัย, โซนพระราม 3, โซนสำโรงใต้ ผ่านทางพิเศษเฉลิมมหานครหรือทางพิเศษศรีรัช หรือโซนบางแค ที่เชื่อมรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน พร้อมกันนี้ตัวทำเลยังมีการเกิดขึ้นของสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน มารองรับการใช้ชีวิตของครอบครัวยุคใหม่ ทั้งศูนย์การค้าชั้นนำ โรงพยาบาลเอกชน และโรงเรียนนานาชาติหลายแห่ง
จึงไม่น่าแปลกใจที่โซนพระราม 2 ฝั่งตะวันตก จะกลายเป็นพื้นที่รองรับการอยู่อาศัยที่ใหญ่ที่สุดของจังหวัดสมุทรสาคร ถือเป็น Residential Zone ที่มีดีมานด์บ้านระดับราคาพรีเมียม 10 ล้านบาทขึ้นไปกระจายตัวอยู่เป็นจำนวนมาก
พระราม 2 ในวันนี้ จึงไม่ใช่แค่ทำเลสำหรับหลีกหนีความวุ่นวาย แต่เป็นทำเลศักยภาพที่พร้อมรองรับสังคมพรีเมียม และเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่เหมาะสมในการสร้างบ้านที่ทำหน้าที่เยียวยาชีวิตและจิตใจของผู้อยู่อาศัยได้อย่างลงตัว เพราะได้สัมผัสกับความสงบ แต่ก็ยังเดินทางสะดวก และมีมูลค่าในอนาคต

การบรรจบกันของ สถาปัตยกรรม & วิทยาศาสตร์ความสุข
เมื่อหันมาดูกลับมาพิจารณาที่ตัว ESSENTIA RAMA 2 ต้องยอมรับว่าเป็นโครงการที่มีแนวคิดการออกแบบมาสเตอร์แพลนและสถาปัตยกรรมที่แปลกใหม่ แหวกแนวกว่าโครงการอื่นๆ โดยมาจากไอเดียของผู้บริหาร ที่ให้ความสำคัญกับหลักวิทยาศาสตร์ และการทำความเข้าใจเรื่องฮอร์โมนความสุขของมนุษย์ 4 ชนิด (4 Happy Hormones) มาเป็นตัวกำหนดผังโครงการและงานภูมิสถาปัตยกรรม (Landscape Design for Wellbeing)

โดย ดี-แลนด์ กรุ๊ป ได้เลือกทำงานร่วมกับ ศาสตราจารย์ ดร. ต้นข้าว ปาณินท์ จาก Research Studio Panin สถาปนิกผู้เชี่ยวชาญที่มีแนวคิดขับเคลื่อนงานดีไซน์ ที่หวังส่งมอบความสุขและสุขภาวะที่ดีเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว
นั่นจึงกลายมาเป็นฟังก์ชันต่างๆ ที่มาช่วยส่งเสริมฮอร์โมนความสุขมนุษย์ 4 ชนิด ได้แก่
- Endorphin (เอนโดรฟิน สารแห่งความกระฉับกระเฉง) ออกแบบ Rhythm Lane ลู่วิ่งจ็อกกิ้งยาว 1.5 กิโลเมตร ปูผิวแอสฟัลต์ (Asphalt) ช่วยลดแรงกระแทก ถนอมข้อเข่าทุกเจเนอเรชัน พร้อมฟิตเนสส่วนกลาง และ Whisper Walk เส้นทางเดินพักผ่อนเชื่อมต่อหลังบ้าน เพื่อกระตุ้นให้ออกมาใช้ชีวิตกลางแจ้ง
- Serotonin (เซโรโทนิน ฮอร์โมนแห่งความสงบ) ยึดผู้อยู่อาศัยเป็นศูนย์กลาง ด้วยการย้ายคลับเฮาส์ (Aqua Lounge) ไปไว้ริมทะเลสาบขนาดใหญ่ แทนการวางไว้หน้าโครงการ เพื่อเลี่ยงมลพิษทางเสียงและอากาศ เพิ่มโอกาสให้ผู้อยู่อาศัยได้สัมผัสกับความสงบ ฟังเสียงน้ำ รับลมธรรมชาติ หรือนั่งสมาธิ
- Oxytocin (ออกซิโทซิน ฮอร์โมนแห่งความผูกพัน) ดีไซน์พื้นที่ส่วนกลางเอื้อต่อกิจกรรมร่วมกันของครอบครัวหลากวัย ทั้งบ่อปลาธรรมชาติร่มรื่น สนามเด็กเล่น (Kids Park) และพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ (Green Lounge) ที่ทำหน้าที่เป็นจุดรวมตัวของคอมมูนิตี้
- Dopamine (โดพามีน สารแห่งความสุขและแรงบันดาลใจ) สะท้อนผ่านแนวคิด Thainess Redefined ในการออกแบบตัวบ้านให้เปิดรับทัศนียภาพ แสงธรรมชาติ และทิศทางลมตามภูมิอากาศเขตร้อนชื้นอย่างเหมาะสม เติมความกระปรี้กระเปร่าและผ่อนคลายในทุกๆ วัน

สูตรลับผังโครงการ 52% สร้าง Wellbeing Community
ในแง่ธุรกิจการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ สูตรสำเร็จทั่วไป คือ การบริหารจัดการพื้นที่สร้างแปลงขายให้ได้จำนวนยูนิตและพื้นที่ขายมากที่สุด เพื่อสร้างกำไรสูงสุด ส่วนใหญ่จะอยู่ภายใต้กรอบข้อกำหนดกฎหมายจัดสรรที่ระบุให้มีพื้นที่ส่วนกลางขั้นต่ำเพียงร้อยละ 30 - 35
แต่ไม่ใช้กับ ESSENTIA RAMA 2 ที่ฉีกกฎเดิมๆ และยึดมั่นในวัตถุประสงค์ขององค์กร โดยยอมลดสัดส่วนพื้นที่ขายลงเหลือเพียง 48% แล้วสละพื้นที่กว่า 52% พัฒนาเป็นพื้นที่สีเขียวและสิ่งอำนวยความสะดวกส่วนกลาง เพื่อหวังสร้าง Longevity Wellbeing Community
จากการวางผังมาสเตอร์แพลน ออกแบบในลักษณะกลุ่มบ้าน (Cluster) จำนวนเพียง 107 ยูนิต เพื่อลดความแออัดและเพิ่มระยะห่างระหว่างแปลงบ้าน
หัวใจสำคัญของการสร้างสังคมสุขภาวะระยะยาว ผ่านงานสถาปัตยกรรม คือ การออกแบบที่กระตุ้นให้ผู้คนออกมาใช้เวลาร่วมกัน แต่ยังคงความเป็นส่วนตัว
ดังนั้นบ้านทุกหลังจึงไม่มีกำแพงหลังบ้านชน หรือใช้ร่วมกับเพื่อนบ้านหลังอื่น เพื่อคงความเงียบสงบ และถูกแทนที่ด้วยสวนหลังบ้านส่วนตัว (Backyard) ที่มีความกว้างถึง 4 เมตร
นอกจากทำหน้าที่เป็น Buffer Zone ช่วยเว้นระยะสายตา เพิ่มความเงียบสงบเป็นสัดส่วนแล้ว สวนหลังบ้านนี้ยังเชื่อมกับ “Whisper Walk” เส้นทางสีเขียวที่เชื่อมต่อออกจากหลังบ้านของทุกครอบครัว เป็นการกระตุ้นคนในบ้านก้าวมาสู่พื้นที่สีเขียวส่วนกลาง ที่มีต้นไม้ใหญ่กว่า 500 ต้น และมุ่งสู่คลับเฮ้าส์ริมทะเลสาบได้ทันที โดยเส้นทางทั้งหมดนี้แยกออกจากทางเดินรถยนต์หลักอย่างเด็ดขาด
การออกแบบผังและภูมิทัศน์ในลักษณะนี้ เอื้อให้เกิดสังคมสุขภาวะ (Longevity Wellbeing Community) เพราะส่งเสริมให้ผู้คนห่างจากหน้าจอ สลัดความล้า แล้วก้าวออกมาใช้พื้นที่ส่วนกลางใช้เวลาทำกิจกรรมร่วมกันอย่างปลอดภัย สอดคล้องหลักการทางวิทยาศาสตร์ที่ว่า การกระตุ้นให้มนุษย์ออกมาปฏิสัมพันธ์และเคลื่อนไหวร่างกายในพื้นที่ใกล้ชิดธรรมชาตินั้น ส่งผลโดยตรงต่อการลดฮอร์โมนความเครียด (คอร์ติซอล) กระตุ้นการหลั่งสารเซโรโทนินและออกซิโทซิน ซึ่งช่วยสร้างความรู้สึกสงบ ปลอดภัย และผูกพัน
การขยับตัวออกกำลังกายเบาๆ ท่ามกลางธรรมชาติ นับเป็นหนึ่งในกุญแจของการมีช่วงอายุที่มีสุขภาพดี (Health Span)
เมื่อสถาปัตยกรรมเปลี่ยนพฤติกรรมให้คนทุกวัย ตั้งแต่เด็กเล็ก วัยทำงาน ไปจนถึงผู้สูงอายุ ออกมาเดินเล่น พบปะพูดคุย และใช้เวลาร่วมกันในบรรยากาศรีสอร์ทส่วนตัวเช่นนี้ ความโดดเดี่ยวในสังคมจะถูกแทนที่ด้วยพลังงานบวกและมิตรภาพอันอบอุ่น ปลดล็อกความกังวลและเปลี่ยนภาพจำของบ้านจัดสรรแบบเดิมๆ ให้กลายเป็นพื้นที่ที่ผสานความเป็นคอมมูนิตี้ ช่วยเยียวยาทั้งกายและใจ


คุณค่าการลงทุนที่วัดด้วยสุขภาวะของคนที่คุณรัก
สำหรับโครงการ ESSENTIA RAMA 2 มองว่า การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ระดับราคา 14 - 30 ล้านบาท คุณค่าที่แท้จริงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่มูลค่าของที่ดิน หรือวัสดุ แต่วัดกันที่ความคุ้มค่าของสุขภาพและสุขภาวะระยะยาวของสมาชิกทุกคนในครอบครัว
นั่นทำให้ตัวโครงการผสานรายละเอียดของนวัตกรรมและงานวิศวกรรม เพื่อตอบโจทย์คุณภาพชีวิตอย่างแท้จริง
ตั้งแต่การติดตั้งระบบหมุนเวียนอากาศอัจฉริยะ ERV (Energy Recovery Ventilator) ในบ้านทุกหลัง ซึ่งทำหน้าที่เติมออกซิเจนบริสุทธิ์เข้าสู่ตัวบ้าน คัดกรองและลดปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็กอย่าง PM 2.5 รวมถึงควบคุมความชื้นและกลิ่นอับภายในบ้านโดยไม่ต้องเปิดหน้าต่าง ส่งผลต่อการดูแลสุขภาพในระยะยาว

นอกจากระบบอากาศแล้ว งานออกแบบสถาปัตยกรรมและรายละเอียดปลีกย่อยรอบตัวบ้านยังผ่านกระบวนการคิดมาอย่างถี่ถ้วน เพื่อลดภาระการบำรุงรักษาการต่อเติมเพิ่มในอนาคต และเอื้อต่อการใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน อาทิ
- ตัวบ้านติดตั้งกระจกประตูและหน้าต่างหนาพิเศษ เพื่อความเงียบสงบในส่วนพื้นที่อาศัย และห้องนอนเพื่อการพักผ่อนอย่างเต็มอิ่ม
- การวางระบบเสาเข็มบริเวณทางเดินรอบบ้านและพื้นที่ซักล้าง เท่ากับตัวบ้าน ตัดการทรุดตัวของดินแบบถาวร
- การออกแบบหลังคาทรงจั่วที่มีชายคาและระเบียงยื่นยาวกว่าปกติ ป้องกันแดดปะทะกระจกและป้องกันฝนสาดเข้าสู่ตัวบ้านอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ลดการใช้พลังงานภายในบ้านไปในตัว
- การออกแบบห้องนอนชั้นล่างสำหรับผู้สูงอายุตามหลัก Universal Design
- การดีไซน์เส้นทางเดิน จากโรงจอดรถเชื่อมสู่ห้องครัวและโซนบริการ (Maid & Laundry Zone) โดยไม่ต้องเดินผ่านห้องรับแขกหน้าบ้าน เพื่อความเป็นส่วนตัว
- การออกแบบจุดล้างมือภายนอกอาคาร ทั้งบริเวณหน้าบ้านและหลังบ้าน สามารถประยุกต์ใช้เป็นพื้นที่ล้างตัวสำหรับสัตว์เลี้ยงก่อนเข้าบ้านได้เป็นอย่างดี
- การออกแบบพื้นที่ยืน และระแนงบังคอมเพรสเซอร์เครื่องปรับอากาศ (คอยล์ร้อน) เพื่อให้ช่างสามารถยืนเซอร์วิสระบบได้อย่างง่ายดาย ปลอดภัย โดยไม่ต้องใช้บันไดลิงปีนป่าย
รายละเอียดเหล่านี้ แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่คิดมาอย่างถี่ถ้วนแล้ว เพื่อให้เกิดการอยู่อาศัยที่ไร้กังวล เพื่อให้บ้านเป็นพื้นที่ฮีลใจได้อย่างแท้จริง
สำหรับผู้ที่กำลังมองหาการอยู่อาศัย ที่พร้อมส่งมอบสุขภาพดีให้แก่คนที่คุณรัก สามารถเยี่ยมชมโครงการ และรับสิทธิพิเศษรวมมูลค่ากว่า 3 ล้านบาท* โดยสามารถลงทะเบียนผ่าน @ESSENTIARAMA2