3 องค์กรพันธมิตร จัดเสวนาใหญ่ “PROPERTY HACK 2026: Survival Ocean” เผยกลยุทธ์พลิกเกมอสังหาฯ ฝ่ามรสุม Red Ocean และพฤติกรรมผู้บริโภคยุค AI
สมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย ร่วมกับ สมาคมการค้าอสังหาริมทรัพย์นนทบุรี และ บริษัท เทอร์ร่า มีเดีย แอนด์ คอนซัลติ้ง จำกัด ร่วมกันจัดงานเสวนาครั้งใหญ่ประจำปี “PROPERTY HACK 2026: Survival Ocean” ทางรอดอสังหา พลิกเกมตลาดเดือด (Turn the Tide. Change the Game) รวมตัวผู้เชี่ยวชาญวงการอสังหาริมทรัพย์ แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ติดอาวุธทางปัญญา ยกระดับการบริหารธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทย โดยมีวัตถุประสงค์เปิดมุมมองใหม่ สร้างแรงบันดาลใจ ตลอดจนค้นหา “โอกาส” และ “ทางออก” ให้กับผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ไทยสร้างสรรค์โครงการที่มีคุณภาพ รับมือสถานการณ์ตลาดที่เปลี่ยนแปลงอย่างดุเดือด โดยจัดขึ้น ณ โรงแรม อวานี รัชดา

นายพรนริศ ชวนไชยสิทธิ์ นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย กล่าวถึงวัตถุประสงค์การจัดงานเสวนาครั้งนี้ว่า เป็นการรวมพลังเสริมสร้างสัมพันธภาพอันดีระหว่างสมาชิกผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ทั้งในกรุงเทพฯ และส่วนภูมิภาค อีกทั้งยังเป็นการเผยแพร่ข้อมูลความรู้ ความเข้าใจเชิงลึกที่เป็นประโยชน์ต่อพันธมิตรธุรกิจอสังหาฯ และธุรกิจอื่นที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้นำ Data และองค์ความรู้ต่างๆ ไปใช้พัฒนาเพิ่มประสิทธิภาพบริหารงานให้สอดรับกับสภาวะเศรษฐกิจยุคปัจจุบันได้อย่างสูงสุด
“ในสภาวะที่เศรษฐกิจไทยและภาคอสังหาริมทรัพย์กำลังเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน ทั้งจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปในยุค AI และการแข่งขันที่รุนแรงในตลาด Red Ocean การปรับตัวเพื่อความอยู่รอด จึงไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่คือ ‘ทางหลัก’ ที่ผู้ประกอบการอสังหาฯ ทุกคนต้องยึดถือในปัจจุบัน”

คุณสุมิตรา วงภักดี กรรมการผู้จัดการ บริษัท เทอร์ร่า มีเดีย แอนด์ คอนซัลติ้ง จำกัด เปิดผลวิจัย “เจาะลึกแนวคิดการใช้ชีวิตและสุขภาพของคนไทย” จาก Terra Research จากผลสำรวจแบบสอบถาม 400 คน ช่วง 1-15 พ.ค. 2569 คนไทยให้ความสำคัญกับสุขภาพ 43% ใช้จ่ายด้านสุขภาพเฉลี่ย 1,000-3,000 บาทต่อเดือน ไม่ว่าจะเป็น ค่าบริการฟิตเนส อาหารสุขภาพ วิตามิน ตรวจสุขภาพ หรือกิจกรรมดูแลสุขภาพ
การเปลี่ยนพฤติกรรมในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา คนไทยให้ความสำคัญกับเรื่องอาหารสุขภาพ ส่วนใหญ่ 64% หันมากินอาหารสุขภาพ รองลงมา 50% ให้ความสำคัญกับการนอนหลับให้ดีขึ้น และออกกำลังกายมากขึ้น โดย 50% คนไทยมีการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอมากขึ้น และ 41% เวทเทรนนิ่งมากขึ้น ส่วนพฤติกรรมที่ไม่ทำ การไม่สูบบุหรี่ คนไทยสูบบุหรี่น้องลง ดื่มแอลกอฮอล์ลดลง เปลี่ยนมาเป็นปาร์ตี้กาแฟแทน ถือเป็นเทรนด์ของคนรุ่นใหม่ การทานข้าวนอกบ้านน้อยลง “ตอนนี้คนไทยดูแลสุขภาพไม่ใช่แค่เรื่องหุ่นดี แต่เป็นสุขภาพระยะยาว เป็นเรื่องการดูแลความแข็งแรงระยะยาว เหตุผลการดูแลสุขภาพ มองในเรื่องการป้องกันระยะยาว ส่งเสริมสุขภาพจิต และลดความเครียด”

คำว่า LONGEVITY จะนึกถึง “การมีสุขภาพดีในระยะยาว” โดยผู้ตอบแบบสอบถามมองว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดในการนำไปสู่ LONGEVITY คือ “สุขภาพจิตและอารมณ์” มากถึง 58% และรองลงมาตามลำดับ ได้แก่ การออกกำลังกายสม่ำเสมอ 47%, การนอนหลับที่มีคุณภาพ 43%, โภชนาการที่ดี 42% และ สภาพแวดล้อมที่ดีต่อสุขภาพ 37% ในมิติที่อยู่อาศัย พบว่า 90% มีแนวโน้มสนใจซื้อมากขึ้นหากโครงการที่อยู่อาศัยมีแนวคิด Wellness Living สะท้อนให้เห็นว่านี่คือปัจจัยเพิ่มแรงดึงดูดในการซื้อ โดยเฉพาะคนที่เคยอยู่อาคารพาณิชย์มีความสนใจมากถึง 94% “คนไทยมองว่าบ้านในฝันไม่ใช่บ้านใหญ่ แต่คือบ้านที่ทำให้ "สุขภาพดีและปลอดภัย" โดยปัจจัยที่คนมองหาในบ้านยุคใหม่ 29% คือ ต้องการสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว และ 23% คือ ความปลอดภัย ความเป็นส่วนตัว และความอุ่นใจ”
ฟังก์ชันสำคัญที่ผู้ตอบแบบสอบถามต้องการในที่อยู่อาศัยเพื่อตอบสนอง Wellness Living คือ พื้นที่สีเขียว ครองอันดับ 1 ในทุกเซกเมนต์ และการมองหาคุณภาพ “อากาศดี” จนกล่าวได้ว่า FRESH AIR IS THE NEW WELLNESS กำลังกลายเป็นหัวใจใหม่ของการอยู่อาศัยเพื่อสุขภาพ โดยแต่ละเซกเมนต์มีความต้องการโดดเด่นแตกต่างกัน การสำรวจสุขภาวะทางใจของคนไทย คนยังรู้สึกดี สภาพใจยังดี กลุ่มไฮเวลบีอิ้ง ยังมองว่าการซื้ออสังหาฯ ยังดีอยู่ คนที่ยังสนใจซื้อ จะเป็นคนสนใจเรื่องสุขภาพและมีสุขภาพจิตที่ดี ยังพร้อมใช้จ่าย หากยอดขายดีเวลลอปเปอร์ยังช้า ต้องปรับตัวและให้ความสำคัญกับเวลบีอิ้ง นำมาพัฒนาในโปรดักส์ และเซอร์วิส กลุ่มนี้ยังมองว่าเป็นจังหวะที่ดีในการซื้ออสังหาฯ โดยทำเลทองหล่อ สุขุมวิท และบางนา เป็นทำเลที่คนมีความต้องการอยู่อาศัยมากที่สุด ซึ่งทำเลสุขุมวิทและทองหล่อ ถือเป็นตลาดเช่าดีมาก ได้ราคาปล่อยได้ดีกว่าอัตราผ่อนชำระ ส่วนทำเลพระราม 9 คอนนโดมิเนียมยังขายดี ส่วนทำเลจตุจักรมีผู้ตอบแบบสอบถามค่อนข้างมาก แต่ยังถือว่าอัตราการขายยังช้า อาจเป็นเพราะโครงการมีเรื่องเวลเนสน้อย
คุณสุมิตรา เล่าถึงผลวิจัย หัวข้อ “เจาะลึกแนวคิดการใช้ชีวิตและสุขภาพของคนไทย” จาก Terra Research ที่มาเปิดเผยบนเวทีสัมมนาครั้งนี้ว่า จากผลสำรวจแบบสอบถาม 400 คน ช่วง 1-15 พ.ค. 2569 ที่ผ่านมา พบว่า มุมมองในการให้ความสำคัญกับสุขภาพคนไทยมีมากถึง 93% และยิ่งอายุเพิ่มขึ้นจะให้ความสำคัญกับสุขภาพมากขึ้น โดยคนไทย 43% ใช้จ่ายด้านสุขภาพเฉลี่ย 1,000-3,000 บาท/เดือน ไม่ว่าจะเป็น ค่าบริการฟิตเนส, อาหารสุขภาพ, วิตามิน, ตรวจสุขภาพ หรือกิจกรรมดูแลสุขภาพ

“ช่วง 3 ปีที่ผ่านมา คนไทยมีพฤติกรรมดูแลตัวเองเปลี่ยนไปหลายๆ ด้าน ส่วนใหญ่ 64% หันมากินอาหารสุขภาพ รองลงมา 50% ให้ความสำคัญกับการนอนหลับให้ดีขึ้น และจากที่ได้เห็นเทรนด์การเต้นแอโรบิคที่สวนลุมฯ ก็เป็นปรากฏการณ์ หนึ่งที่ทำให้คนไทยหันมาออกกำลังกายกันมากขึ้น ตรงกับงานวิจัยที่ 50% คนไทยมีการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอมากขึ้น และ 41% เวทเทรนนิ่งมากขึ้น ในทางกลับกันลดพฤติกรรมเสี่ยงต่อสุขภาพ ได้แก่ 49% ลดการสังสรรค์นอกบ้าน 26% ลดการดื่มแอลกอฮอล์ และ 43% ไม่เคยสูบบุหรี่ อันเป็นพฤติกรรมเสี่ยงที่จะทำลายสุขภาพ”


จากการสำรวจพบว่า นิยามของคำว่า LONGEVITY ในมุมมองของคนไทยจะนึกถึง ”การมีสุขภาพดีในระยะยาว” โดยผู้ตอบแบบสอบถามมองว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดในการนำไปสู่ LONGEVITY คือ “สุขภาพจิตและอารมณ์” มากถึง 58% รองลงมาตามลำดับ ได้แก่ การออกกำลังกายสม่ำเสมอ 47%, การนอนหลับที่มีคุณภาพ 43%, โภชนาการที่ดี 42% และ สภาพแวดล้อมที่ดีต่อสุขภาพ 37%
เมื่อหันกลับมามองในมิติที่อยู่อาศัย พบว่า 90% มีแนวโน้มสนใจซื้อมากขึ้นหากโครงการที่อยู่อาศัยมีแนวคิด Wellness Living สะท้อนให้เห็นว่านี่คือปัจจัยเพิ่มแรงดึงดูดในการซื้อ โดยเฉพาะคนที่เคยอยู่อาคารพาณิชย์มีความสนใจมากถึง 94%

“คนไทยมองว่าบ้านในฝันไม่ใช่บ้านใหญ่ แต่คือบ้านที่ทำให้ "สุขภาพดีและปลอดภัย" โดยปัจจัยที่คนมองหาในบ้านยุคใหม่ 29% คือ ต้องการสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว และ 23% คือ ความปลอดภัย ความเป็นส่วนตัว และความอุ่นใจ”
ทั้งนี้ฟังก์ชันสำคัญที่ผู้ตอบแบบสอบถามต้องการในที่อยู่อาศัย เพื่อตอบสนอง Wellness Living คือ พื้นที่สีเขียว ครองอันดับ 1 ในทุกเซกเมนต์ และการมองหาคุณภาพ “อากาศดี” จนกล่าวได้ว่า FRESH AIR IS THE NEW WELLNESS กำลังกลายเป็นหัวใจใหม่ของการอยู่อาศัยเพื่อสุขภาพ โดยแต่ละเซกเมนต์มีความต้องการโดดเด่นแตกต่างกัน ได้แก่ บ้านเดี่ยว ต้องการอากาศบริสุทธิ์ ระบบกรองอากาศ, ทาวน์โฮม ต้องการพื้นที่พักผ่อน ฟื้นฟูสภาพจิตใจ และคอนโดมิเนียม ต้องการฟิตเนสครบครัน (Fitness Center) หรือ ศูนย์รวมบริการดูแลสุขภาพเชิงรุกแบบองค์รวม (Wellness Center)

นอกจากนี้เมื่อสำรวจความเชื่อมั่นผู้บริโภค พบว่าผู้บริโภคกำลังอ่อนไหวและกลับเข้าสู่โหมด "ระมัดระวัง" โดยมีความกังวลกับสภาพเศรษฐกิจประเทศมากกว่าเรื่องตัวเอง มองว่ากำลังซื้อยังฟื้นไม่เต็มที่โดยเฉพาะสินค้าราคาสูง อย่างอสังหาฯและรถยนต์ ถือเป็นการเริ่มเข้าสู่ขาลงอีกครั้ง จากจุดสูงสุดเมื่อปี 2022-2023 สวนทางกับสุขภาวะทางใจของคนไทยในปี 2026 ที่พบว่า Wellbeing Index (เกณฑ์ตัวชี้วัดจากองค์การอนามัยโลก WHO) สูงถึง 73.7 สะท้อนว่า "สุขภาวะทางใจ" ของคนไทยยัง “แข็งแรง”
สำหรับไฮไลต์ภายในงานสัมมนา เปิดงานเสวนาในหัวข้อ “AI-Era Consumers: ทำไม Wellness จึงไม่ใช่แค่เทรนด์” เป็นการร่วมแลกเปลี่ยนทัศนะโดย คุณพีรพงษ์ พีระโชติวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารโครงการ Jin Wellbeing County พร้อมด้วย คุณพราวพุธ ลิปตพัลลภ กรรมการบริหาร บมจ. พราว เรียล เอสเตท ร่วมกับ คุณศรีอำไพ รัตนมยูร ประธานผู้บริหารสายงานการตลาด บมจ. แสนสิริ และ คุณสุมิตรา วงภักดี กรรมการผู้จัดการ TerraBKK.com โดยมี คุณปรีชา กุลไพศาลธรรม นายกสมาคมการค้าอสังหาริมทรัพย์นนทบุรี เป็นผู้ดำเนินการเสวนา

คุณพราวพุธ ลิปตพัลลภ กรรมการบริหาร บริษัท พราว เรียล เอสเตท จำกัด (มหาชน) มีมุมมองการใช้ AI ไม่ใช้ corporate system แต่มาใช้ในมุม consult หลาย ๆ ด้าน ตอนนี้ AI ไปไกลมากแค่เขียนพรอมท์เข้าไปก็ได้ผลลัพท์ออกมา เช่น เขียนผัง หรือแปลนโครงการเข้าไป AI จะให้ FAR ว่ามีเท่าไร การขึ้น Feasibility เบื้องต้น ทำได้ดีขึ้น และยังช่วยในมุม QC Quality การวาง Facility ถามได้เลย คนอยู่อาศัยกี่เปอร์เซ็นต์ ที่เข้าถึงพื้นที่สีเขียวได้แค่ไหน

อีกเรื่องอันสำคัญมากๆ Visual ในด้าน Marketing ที่สามารถทดสอบโปรดักส์ ลูกค้าอยากแต่งห้องแบบไหน สามารถสร้างภาพได้ไม่กี่นาที คิดได้ว่าอยู่ที่นี่จะมีภาพการใช้ชีวิตอย่างไร ด้าน Technical การก่อสร้าง ซึ่งรวมไปถึง Supply Chain ทั้งหมด ต่อไปอาจไม่ใช้ BIM กันอยู่แล้ว เพราะ AI สามารถทำสิ่งเหล่านี้ได้ทั้งหมด ในอนาคตผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์จะต้องแข่งขันกันด้วยการสร้างประสบการณ์ ไม่ใช่เรื่องของ Build Quality, Functionality หรือ Layout อีกแล้ว สิ่งที่เราต้องให้ความสำคัญมากขึ้น คือ Customer Touchpoint, Service และประสบการณ์การใช้ชีวิตของลูกค้า
ดังนั้น Mindset ของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในอนาคต อาจไม่ใช่เรื่องของอิฐ ปูน และงานก่อสร้างเพียงอย่างเดียว แต่จะกลายเป็น Service Industry มากขึ้น คือไม่ใช่แค่ดูแลลูกค้าจนถึงวันโอนกรรมสิทธิ์ แต่เป็นการดูแลหลังการโอนในระยะยาว ว่าเราจะทำอย่างไรให้ลูกค้ามีประสบการณ์การใช้ชีวิตในโครงการของเราได้ดีที่สุดในระยะยาว เพราะ AI ไม่ได้เข้ามาแค่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานเท่านั้น แต่ยังช่วยทำให้เรามีเวลามากขึ้น เพื่อกลับไปโฟกัสกับเรื่อง Human Touchpoint หรือการดูแลผู้คนอย่างแท้จริง ส่วน Survival Strategy คือเรื่องของ “Back to Basic” ถ้าจะขึ้นโครงการใหม่ มันต้อง “ดีจริง” ไม่ใช่แค่ทำเลดีอย่างเดียว เพราะสถานการณ์ตอนนี้ ผู้บริโภคเลือกมากขึ้นมาก เรื่อง Pricing อาจไม่จำเป็นต้องถูกที่สุด แต่ต้อง “Value for Money” จริง ๆ สิ่งหนึ่งที่เราเห็นชัดคือ ยังมีคนต้องการซื้อบ้านและคอนโดอยู่ เพียงแต่ตอนนี้ตลาดกลายเป็น “Buyer Market” ลูกค้าทุกคนใช้เวลาเลือกนานขึ้นมาก เราเคยเจอลูกค้าบางคน Walk เข้ามาโครงการตลอด 2 ปี รวมประมาณ 6 ครั้ง กว่าจะตัดสินใจซื้อ
อีกเรื่องที่สำคัญมาก และคิดว่าทุกท่านน่าจะเห็นตรงกัน คือ “Sales” ในวันนี้ ไม่ใช่แค่ Sales อีกต่อไป Sales คือด่านหน้า คือ Ambassador ของแบรนด์ คือ Consultant คือเพื่อน และคือคนที่ต้องเข้าใจชีวิตของลูกค้า ดังนั้น มันไม่ใช่แค่การขายบ้านให้ได้ แต่คือการเข้าใจว่า ลูกค้าคนนั้นต้องการชีวิตแบบไหน Priority ของเขาคืออะไร ลูกค้าดูออกว่าอะไรคือ Marketing Script อะไรคือแค่ Marketing Gimmick และอะไรคือ Value ที่เขาจะใช้ได้จริง รวมถึงเรื่องของ Facility หรือ Brand Identity ด้วย วันนี้ คนไม่ได้มองบ้านเป็นแค่ที่กิน อยู่ หลับ นอนอีกแล้ว แต่บ้านกลายเป็น Reflection ของตัวตน และเป็น Extension ของ Identity ของเขา ลูกค้าจะมองว่า Brand ของเรา ตอบโจทย์ Personal Value ของเขาหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง Sustainability Well-being การดูแล Community หรือการเป็นแบรนด์ที่ใส่ใจผู้คนในสังคม
สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่แค่คำสวยหรูทางการตลาดอีกต่อไป แต่เป็นสิ่งที่ผู้บริโภคคาดหวังให้แบรนด์ “ทำจริง” แน่นอนว่า หลายอย่างต้องใช้เวลาในการสร้าง แต่สุดท้ายแล้ว Bottom Line สำคัญที่สุดคือ “ถ้า Product ยังไม่ดีจริง อาจรอก่อนดีกว่า” เพราะในตลาดวันนี้ ลูกค้าเลือกมากขึ้น และพร้อมจะรอสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับชีวิตของเขาจริง ๆ ค่ะ

คุณศรีอำไพ รัตนมยูร ประธานผู้บริหารสายงานการตลาด บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) มองว่า AI อยู่รอบตัวเราในชีวิตประจำวัน อยู่ในโทรศัพท์ อย่างการหาเส้นทางไหนเร็วที่สุดใน Google การเลื่อนดู Feed แล้วเห็นคอนเทนต์ที่เราสนใจ มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นเพราะ AI กำลังเรียนรู้ความสนใจของเรา และไม่ได้อยู่แค่ในเรื่องงาน แสนสิริมี Vision ว่า เราจะอยู่ร่วมกับ AI อย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพราะ AI อยู่กับเรามานานแล้ว และเชื่อว่าในอนาคตก็จะอยู่กับเราต่อไป ดังนั้น สิ่งสำคัญคือ “เราต้องใช้มันให้เป็น” เราใช้ AI ให้เกิด Ecosystem ที่สร้าง Benefit ให้กับทั้งองค์กร พนักงาน คนทำงาน และลูกค้าของเรา

วันนี้แสนสิริใช้ AI หลายรูปแบบ ตั้งแต่ในกระบวนการทำงานของทุกฟังก์ชันในองค์กร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการออกแบบ การเข้าใจพฤติกรรมลูกค้า รวมถึงการเชื่อมข้อมูลระหว่างทีมออกแบบและทีมก่อสร้าง เพื่อให้สามารถก่อสร้างได้ตามมาตรฐานเดียวกัน สิ่งหนึ่งที่ AI ช่วยได้มากคือ การลดเวลา ลดขั้นตอนการทำงาน และเพิ่ม Efficiency ให้กับคนในองค์กร ด้านการตลาด ทีม Marketing เริ่มใช้ AI ตั้งแต่วิธีคิด การวางแผนการตลาด การออกแบบ Graphic Design งาน PR รวมถึงการทำ Content ต่าง ๆ แสนสิริใช้ AI มาประมาณ 2 ปีได้แล้ว และมันเริ่มกลายเป็นส่วนหนึ่งของการทำงานไปโดยธรรมชาติเหมือนเป็นเพื่อนร่วมงาน เป็นเลขา เป็นคู่คิด ที่ช่วยให้การทำงานเร็วขึ้นมาก ในมุมของวงการอสังหาริมทรัพย์ AI เข้ามา “ส่งเสริม” มากกว่า “ทดแทน” เพราะสุดท้าย การสร้างที่อยู่อาศัย การสร้างความสุข การสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีให้กับผู้คน ยังเป็นเรื่องที่ต้องใช้ Human Understanding สูงมาก AI เป็นเหมือนเครื่องมือที่ช่วยให้เราเข้าใจลูกค้ามากขึ้น เพราะวันนี้ “คุณค่า” ของอสังหาริมทรัพย์ ไม่ได้อยู่แค่ตัวบ้านอีกต่อไป
ตัวบ้านใครก็ออกแบบได้ AI ก็ออกแบบได้ แต่สิ่งที่ AI ยังทำแทนไม่ได้ คือ “การออกแบบชีวิต” และ “ความรู้สึก” ของผู้คน ดังนั้น สิ่งสำคัญคือ เราจะนำข้อมูลและ Insight ที่ AI ช่วยวิเคราะห์ มา “ต่อยอด” เพื่อสร้างประสบการณ์การอยู่อาศัยที่ดีขึ้นให้กับลูกค้าได้อย่างไร และนั่นคือสิ่งที่ AI จะเข้ามาเปลี่ยนวงการอสังหาริมทรัพย์ในระยะยาว การสร้างแบรนด์ในระยะยาวเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะจะกลายเป็น “ความเชื่อมั่น” ที่ลูกค้ามีต่อแบรนด์ เพราะเมื่อเวลาผ่านไป ผู้บริโภคจะยิ่งคัดสรรมากขึ้น และเลือกแบรนด์ที่เขาเชื่อมั่นมากขึ้น โดยเฉพาะในสถานการณ์ปัจจุบัน ที่มีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคค่อนข้างมาก
สิ่งที่แสนสิริทำในวันนี้ คือการร่วมมือกับพาร์ตเนอร์หลายฝ่าย เพื่อช่วยสร้างความมั่นใจให้ลูกค้า ตั้งแต่เรื่องของธนาคาร โดยเฉพาะกลุ่ม Affordable Segment สิ่งสำคัญคือ เราจะออกแบบ Base Deal อย่างไร ให้ลูกค้ารู้สึกมั่นใจจริง ๆ เราไม่ใช่แค่ “ขายบ้าน” แต่คือการช่วยลดความกังวลของลูกค้า และทำให้เขารู้สึกว่า “การตัดสินใจซื้อวันนี้ เป็นการตัดสินใจที่ปลอดภัยสำหรับชีวิตเขาจริง ๆ” ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของแพ็กเกจทางการเงิน ความยืดหยุ่นในการผ่อน บริการหลังการขายหรือแม้แต่การดูแลลูกค้าในระยะยาว ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ช่วยสร้าง Trust ให้กับแบรนด์ได้ เพราะสุดท้ายแล้ว เวลาที่ผู้บริโภคไม่มั่นใจในเศรษฐกิจ สิ่งที่เขาจะเลือก คือ “แบรนด์ที่เขาไว้ใจ” และความไว้ใจนั้น ไม่ได้สร้างขึ้นในวันเดียว แต่มาจากการทำอย่างต่อเนื่องในทุก Touchpoint ที่ลูกค้าได้รับจากแบรนด์

คุณพีรพงษ์ พีระโชติวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารโครงการ Jin Wellbeing County กล่าวว่า แนวคิด Wellness พัฒนามา สู่ Well-being และต่อยอดไปสู่เรื่อง Longevity จากเดิม Wellness มันเป็นคำที่กว้างมาก บางคนมองเป็นเรื่องความสวยความงาม การดูแลสุขภาพ การกินวิตามิน การทำหัตถการ หรือแม้แต่การดูแลสุขภาพเฉพาะด้าน แต่ Well-being เข้ามา ภาพทุกอย่างเริ่มชัดขึ้น เริ่มเข้าใจว่า คือการใช้ชีวิตอย่างมีความสุข รู้สึกสบายกาย สบายใจ เบาตัว และสามารถอยู่กับสภาวะแบบนั้นได้อย่างต่อเนื่องในชีวิตประจำวัน Longevity มีองค์ประกอบสำคัญของชีวิตที่ดีอยู่ 7 ด้านหลัก ได้แก่ การนอนหลับที่มีคุณภาพ, การกินอาหารที่ดี, การออกกำลังกาย, การจัดการความเครียด, การมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนและสังคม, การรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า สุดท้ายคือเรื่องของ Purpose หรือเป้าหมายของชีวิตมีคุณภาพมากขึ้น

สำหรับ AI ในมุมของผู้พักอาศัย ในเรื่องของ Longevity คือ “การเรียนรู้และการทำให้รู้สึกว่าชีวิตมีคุณค่า” หรือการเห็นคุณค่าในตัวเอง ในเชิงของ Wellnet Residence คือ ที่พักอาศัยที่เต็มไปด้วยกิจกรรม และทำให้ทุกกิจกรรมมีความ Active อยู่เสมอ รวมถึงการออกแบบ Ecosystem โครงการจึงพัฒนา 3 ส่วนหลัก ได้แก่ Wellnet Residence, Healthcare Center และ Wellnet Center เพื่อรองรับการใช้ชีวิตของลูกบ้าน ส่วนองค์กรเราใช้ AI ในทุกแผนก เพราะปัจจุบันเราต้องการทั้งความรวดเร็วและประสิทธิภาพในการทำงาน บุคลากรทุกคนต้องพัฒนาตัวเองในการใช้ AI เพื่อให้สามารถตอบสนองงานได้เร็วขึ้น และมีคุณภาพมากขึ้น ในส่วนของผู้พักอาศัยเอง หนึ่งในหัวใจสำคัญของ Longevity คือ “การเรียนรู้” และ “การรู้สึกว่าชีวิตยังมีคุณค่า” เราจึงจัด Workshop สอนการใช้ ChatGPT ให้กับลูกบ้าน ซึ่งได้รับการตอบรับดีมาก หลายท่านมีความสุขขึ้นอย่างชัดเจน ส่วนกลยุทธ์การอยู่รอด ในปีนี้และ 1–2 ปีข้างหน้า กับสถานการณ์ที่เราไม่ได้มีทางเลือกมากนัก คิดว่าต้องทำ “จุดเด่น” ของเราให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น คือการสื่อสารจุดแข็งของเราให้ชัดที่สุด ทั้งในเรื่อง Wellness, Facilities และรายละเอียดต่าง ๆ ที่ทำให้เราแตกต่าง หากเราสร้าง Wellness Residence ให้เป็นพื้นที่ที่มีคุณภาพจริง ๆ มันจะกลายเป็น Destination ที่ผู้คนอยากใช้ชีวิตอยู่ในระยะยาวได้ ยิ่งในช่วงที่เศรษฐกิจหรือโลกมีความผันผวนมากเท่าไร เราก็ยิ่งต้องทำให้ลูกค้ารู้สึกว่า “พวกเขาสามารถฝากชีวิตไว้กับเราได้” ในระยะเวลา 20–30 ปี
ก่อนจะเป็นการบรรยายพิเศษในหัวข้อ “พลิกวิกฤตสู่โอกาสอสังหาริมทรัพย์ เกมใหม่เศรษฐกิจไทย” โดย ดร. พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) และปิดท้ายการเสวนาในหัวข้อ “Red Ocean Survival Guide: อยู่รอดอย่างไรในตลาดที่ทุกคนแย่งลูกค้า” เจาะลึกกลยุทธ์โดย คุณกีรติ ศตะสุข ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซี.พี. แลนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ CP LAND และ เรืออากาศเอก กรี เดชชัย กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจที่อยู่อาศัย บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ CPN โดยมี คุณธีรวัฒน์ พิพัฒน์ดิฐกุล กรรมการบริหารสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย เป็นผู้ดำเนินการเสวนา

ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย กรรมการผู้จัดการ บริษัท หลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) บรรยายพิเศษหัวข้อ “พลิกวิกฤตสู่โอกาสอสังหาริมทรัพย์ เกมใหม่เศรษฐกิจไทย” ในงาน PROPERTY HACK 2026 Survival Ocean ทางรอดอสังหา พลิกเกมตลาดเดือด โดยระบุว่า เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันกำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายครั้งใหญ่ที่เปรียบเสมือน "Slow Motion Tsunami" หรือวิกฤตเชิงโครงสร้างที่กำลังคืบคลานเข้ามาเปลี่ยนอนาคตของเราไปตลอดกาล ปัจจุบันเครื่องจักรเศรษฐกิจตัวเดิม อย่างภาคอุตสาหกรรมการผลิตและการส่งออกที่เคยเป็นพระเอก กำลังสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขันและอ่อนแรงลงอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่น่านน้ำทางเศรษฐกิจโลกกำลังขับเคลื่อนด้วยกระแส AI แต่ประเทศไทยกลับยังติดหล่มอยู่กับปัญหาภายใน จนได้รับฉายาว่าเป็น "คนป่วยคนใหม่ของเอเชีย" (Sixman of Asia) ที่ต้องดิ้นรนอย่างหนักเพื่อให้เศรษฐกิจเติบโตได้ถึง 3%

หนึ่งในสาเหตุรากเหง้าที่สำคัญที่สุดคือ "โครงสร้างประชากร" อัตราการเกิดน้อยกว่าอัตราการเสียชีวิต ต้นทุนการเลี้ยงลูกที่สูงขึ้นอย่างมหาศาล คนรุ่นใหม่มองว่าลูกกลายเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย ในอีก 30 ปีข้างหน้า ประชากรไทยในเกือบทุกกลุ่มอายุจะมีจำนวนลดลงทั้งหมด ยกเว้น กลุ่มผู้สูงวัยอายุ 60 ปีขึ้นไป ที่จะเติบโต ถือเป็นโจทย์หินที่คนทำธุรกิจ โดยเฉพาะภาคอสังหาริมทรัพย์และยานยนต์ต้องตั้งรับให้ทัน เพราะแรงงานและกลุ่มคนทำงานซึ่งเป็น "ลูกค้ากลุ่มหลัก" มีจำนวนลดลงอย่างต่อเนื่อง การคาดหวังให้ตลาดเติบโตในเชิงปริมาณ หรือการสร้างยอดขายถล่มทลายแบบในอดีตจึงแทบเป็นไปไม่ได้อีกต่อไป แถมกลุ่มผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นยังมีความน่ากังวล เรื่องของความสามารถในการจับจ่าย (Affordability) อีกด้วย
กลยุทธ์สำคัญเพื่อปักหมุดความอยู่รอดในเกมใหม่นี้คืออะไร?
เมื่อมองบทเรียนจากประเทศที่เผชิญปัญหานี้ล่วงหน้าเราไป 20 ปีอย่างญี่ปุ่น ภาคธุรกิจอสังหาฯ จำเป็นต้องปรับกระบวนทัศน์และมองหาโอกาสใหม่ ๆ ดังนี้
- เน้น Value เหนือ Volume: เมื่อหวังพึ่งยอดขายเชิงปริมาณทำได้ยากขึ้น ผู้ประกอบการต้องหันมาแข่งขันกันที่คุณภาพ การสร้างมูลค่าเพิ่ม และการตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่เฉพาะเจาะจงแทน
- มองหา Underserved Segment: แม้ตลาดจะหดตัว แต่มีบางน่านน้ำที่เติบโตสวนกระแส อย่างโรงเรียนนานาชาติที่เติบโตได้ดี รวมถึงการเจาะตลาดกลุ่มพรีเมียมที่มีกำลังซื้อ หรือธุรกิจที่เชื่อมโยงกับ Healthcare & Wellness
- เปลี่ยนจาก Build to Sale เป็น Build to Manage: การหาลูกค้าใหม่เพื่อขายขาดทำได้ยากและเหนื่อยขึ้น โมเดลธุรกิจที่ยั่งยืนกว่าคือ การเปลี่ยนมาบริหารจัดการสินทรัพย์เพื่อสร้างรายได้ต่อเนื่องระยะยาว (Recurring Income) หรือการทำ Renovation เพื่อคงมูลค่าของสินทรัพย์ไว้
- การขยายธุรกิจไปต่างประเทศ (Regional Expansion): หากตลาดในประเทศเริ่มถึงทางตัน การนำศักยภาพที่มีออกไปแสวงหาโอกาสในตลาดต่างประเทศที่มีการเติบโตสูงกว่า ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ
ถึงเวลาแล้วที่เราต้องยอมรับความจริงว่าสภาพแวดล้อมในการทำธุรกิจได้เปลี่ยนไปแล้วอย่างสิ้นเชิง สิ่งที่เคยใช้ได้ผลและทำให้เราประสบความสำเร็จในอดีต 20-30 ปีที่ผ่านมา อาจไม่ใช่คำตอบสำหรับอนาคตอีกต่อไป ท่ามกลางเศรษฐกิจที่โตช้าลง คนที่กล้าปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ มองเห็น Fact และก้าวเข้าสู่เกมใหม่ได้เร็วกว่าเท่านั้นที่จะเป็นผู้ชนะในน่านน้ำนี้

เรืออากาศเอกกรี เดชชัย กรรมการผู้จัดการใหญ่ธุรกิจที่อยู่อาศัย บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา เรสซิเด้นซ์ จำกัด กล่าวในช่วงเสวนา “Red Ocean Survival Guide: อยู่รอดอย่างไรในตลาดที่ทุกคนแย่งลูกค้า” ว่า
กลยุทธ์ความสำเร็จ ในการปิดการขายโครงการคอนโดมิเนียมจำนวน 583 ยูนิต มูลค่ากว่า 1,600 ล้านบาท ที่จังหวัดขอนแก่นภายในเวลา 3 วัน เกิดจากการปรับตัว (Adapt) ให้เหมาะกับตลาดในแต่ละพื้นที่ พร้อมกับศึกษาตลาด การทำ Focus Group และศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภค ซึ่งจุดแข็งของคอนโดในกรุงเทพฯ คือ “Convenience” โดยเฉพาะคอนโดที่อยู่ติดรถไฟฟ้า ส่วนต่างจังหวัดได้ตีความ Convenience ใหม่ หมายถึง “การอยู่ในศูนย์การค้า” ที่มีทุกอย่างครบ ทั้งร้านอาหาร พื้นที่ส่วนกลาง ห้องรับแขกขนาดใหญ่ และสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน แม้ห้องพักมีขนาดเพียง 30 ตร.ม. แต่ลูกบ้านสามารถใช้ชีวิตร่วมกับพื้นที่ส่วนกลางของศูนย์การค้าได้ทั้งหมด สามารถนัดเพื่อน กินข้าว หรือรับแขกได้สะดวก จึงนำแนวคิดนี้มาเป็นจุดขายของคอนโดในต่างจังหวัด

โครงการแรกที่จังหวัดขอนแก่นใช้เวลาขายประมาณ 4–5 เดือน แต่สำหรับโครงการที่สอง ได้ปรับแบรนด์ให้เป็น Premium มากขึ้น และตั้งราคาขายถึง 100,000 บาทต่อตร.ม. แต่ได้รับผลตอบรับกลับดีเกินคาด มีลูกค้าสนใจลงทะเบียนกว่า 2,000 ราย และในวันเปิดขายจริง สามารถรองรับได้เพียง 1,000 รายเท่านั้น กว่า 90% ของยูนิตถูกขายให้กับลูกค้าที่ลงทะเบียนไว้ล่วงหน้า จึงปิดการขายได้ตั้งแต่วันแรก ช่วงแรกพัฒนาโครงการบนที่ดินเดิมของศูนย์การค้า หลังจากโมเดลประสบความสำเร็จได้เริ่มขยายไปซื้อที่ดินเพิ่มเติมในจังหวัดต่าง ๆ บางแปลงซื้อเก็บไว้ล่วงหน้านานถึง 8–10 ปี และจากเดิมที่ทำเพียงคอนโด ขยายไปสู่บ้านเดี่ยว โรงแรม และ Mixed-use Development จนเกิดการ Synergy ระหว่างธุรกิจในเครือ โดยจุดสำคัญคือการมองภาพใหญ่ของ “เมือง” มากกว่าการขายอสังหาริมทรัพย์เพียงอย่างเดียว

ปัจจุบันเซ็นทรัลพัฒนา พัฒนามาสู่ Mixed-use Developer ที่มีทั้ง Residence, Hotel, Office และธุรกิจใหม่ ๆ เข้ามาอยู่ใน Ecosystem เดียวกัน จากเดิมเป็นเพียงผู้พัฒนาศูนย์การค้า ซึ่งมีหนึ่งในโครงการสำคัญ คือ การพัฒนาพื้นที่กว่า 750 ไร่ในโซนรังสิต ซึ่งจะประกอบด้วยระบบราง ที่อยู่อาศัย โรงแรม ออฟฟิศ และสิ่งอำนวยความสะดวกครบวงจร เป้าหมายคือการสร้าง “เมืองใหม่” ที่คนสามารถใช้ชีวิตได้จริง ในอนาคตอยากขยับบทบาทจากผู้พัฒนาโครงการ มาเป็น “Landlord” หรือผู้วางโครงสร้างเมือง เปิดโอกาสให้ Developer หลายรายเข้ามาร่วมพัฒนาในพื้นที่เดียวกัน โดยใช้ระบบสาธารณูปโภค ความปลอดภัย และ Ecosystem ร่วมกัน อีกแนวคิดสำคัญคือการพัฒนา Residential ที่สามารถ “ส่งต่อได้ในระดับครอบครัว” หรือเป็นที่อยู่อาศัยระยะยาวสำหรับหลายเจเนอเรชัน ไม่ใช่เพียงคอนโดเพื่ออยู่อาศัยชั่วคราวเหมือนในอดีต ไม่ใช่การขายห้องหรือขายที่ดินอีกต่อไป แต่คือการสร้าง “เมือง” และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับผู้คนในระยะยาว
คุณกีรติ ศตะสุข ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซี.พี.แลนด์ จำกัด (มหาชน) กล่าวในช่วงเสวนา “Red Ocean Survival Guide: อยู่รอดอย่างไรในตลาดที่ทุกคนแย่งลูกค้า” ว่า มักมีคนพูดคำติดปากว่า “ในทุกวิกฤตมีโอกาส” แต่ความเป็นจริงทางสถิติ เราต้องประเมินศักยภาพตัวเองด้วย จากผลวิจัยของฝ่ายวิจัยและพัฒนา (R&D) ของ CP LAND พบว่า ในวิกฤตอสังหาฯ ปัจจุบัน โอกาสที่บริษัทจะพลิกเกมจากขาดทุนหรือขาดสภาพคล่องกลับมาทำกำไรมหาศาลนั้น มีอยู่เพียง 1% ขณะที่โอกาสในการประคองตัวให้รอดและรักษาระดับกำไรเดิมไว้ได้มีประมาณ 12-15% โอกาสที่ยอดขายจะชะลอตัวและกำไรลดลงแต่ยังอยู่รอดมี 20% และอีกกว่า 55% คือความเสี่ยงที่จะไม่สามารถรักษามาตรฐานเดิมไว้ได้เลย

สิ่งสำคัญคือ ห้ามตั้งเป้าหมายไว้สูงเกินกว่าศักยภาพที่มี หากสถานการณ์ไม่เอื้ออำนวย ต้นทุนพุ่งสูงแต่เพดานราคาถูกกดดัน ทางออกคือการปรับลดพอร์ตสินค้า เคลียร์สต็อกเก่า และบริหารจัดการสภาพคล่องให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัยก่อน กลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่อย่าง Gen Z พฤติกรรมการซื้อเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เพราะบางคนมีบ้านอยู่แล้วถึง 3 หลัง (บ้านปู่ย่าที่ต่างจังหวัด บ้านตายาย และบ้านพ่อแม่ในกรุงเทพฯ) โจทย์ของนักพัฒนาอสังหาฯ จากนี้ คือการสร้างบ้านหลังที่ 2 หลังที่ 4 หรือหลังที่ 5 ของชีวิต เด็กกลุ่มนี้เน้นคุณค่าทางอารมณ์และความรู้สึก อาหารมีไว้ถ่ายรูป โรงแรมมีไว้เช็กอินลง IG หากซื้อสินทรัพย์แล้วราคามีแนวโน้มลดลงหรือเป็นภาระ พวกเขาจะเลือกเช่า หรือใช้ Financial Model รูปแบบใหม่ ๆ อย่างการเช่าซื้อ หรือระบบขายฝากรูปแบบใหม่ แทนการกู้แบงก์แบบเดิม ๆ เพื่อรักษาอิสรภาพทางการเงิน


ปัจจุบันกลไกกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศเราผ่านอาวุธมาครบ 3 ชิ้นแล้ว ชิ้นแรกคือกระตุ้นให้ภาคเอกชนกู้จนอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) ทะลุไปถึง 4:1 ชิ้นที่สองคือกระตุ้นให้ภาคประชาชนกู้ผ่านแคมเปญกระตุ้นการบริโภคต่าง ๆ จนหนี้ครัวเรือนพุ่งแตะ 90-92% จนแบงก์ต้องสั่งระงับการปล่อยกู้เพราะกลัวหนี้เสีย (NPL) และอาวุธชิ้นสุดท้ายคือการให้รัฐบาลเป็นผู้กู้เพื่ออัดฉีดเมกะโปรเจกต์ดันทราฟฟิก GDP เมื่ออาวุธชิ้นสุดท้ายทำงานได้ไม่เต็มที่ กำลังซื้อในประเทศจึงหดตัว ประกอบกับไม่มีเม็ดเงินต่างชาติเข้ามาพยุงเนื่องจากค่าเงินบาทแข็งค่า เมื่อ Supply ล้นตลาด แต่ลูกค้าในมือมีจำกัด คือแบ่งเป็นกลุ่ม “มีเงินแต่ไม่อยากได้” กับกลุ่ม “อยากได้แต่ไม่มีเงิน” ตลาดจึงเข้าสู่สงครามราคาที่ทุกคนยอมหั่นราคาเลือดสาดเพื่อแลกกับกระแสเงินสด
การบริหารงบการเงิน ในหลักการเงินไม่มีบริษัทไหนสามารถทำให้งบกำไรขาดทุน, งบกระแสเงินสด และงบดุล แข็งแรงพร้อมกันได้ในภาวะวิกฤต สิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้คือ “กระแสเงินสด” จึงต้องยอมเฉือนเนื้อ งบดุล ยอมลดมูลค่าสินทรัพย์ ยอมขาดทุนหรือลดกำไรในงบกำไรขาดทุน เพื่อดึงกระแสเงินสดกลับมาให้บริษัทแข็งแรงที่สุด เพื่อที่จะมีทุนไปหมุนเวียนและคว้าโอกาสใหม่ในอนาคต
คาถา 3 ไม่เพื่อการบริหารธุรกิจ และการเปลี่ยน Mindset ของผู้ประกอบการ เพื่อทางรอดและการบริหารงบการเงินยั่งยืน:
- “ไม่ชุ่ย”ไม่ว่าจะประสบความสำเร็จมานานแค่ไหน ห้ามปล่อยปละละเลย ต้องลงมือทำและใส่ใจรายละเอียดด้วยตัวเองเสมอ ไม่มีพื้นที่ให้คนขี้เกียจในวงการนี้
- “ไม่ช้า” ต้องวิเคราะห์เร็ว เปลี่ยนแปลงตัวเองให้เร็ว และเปลี่ยนวิธีคิดให้ไว หากคิดจะทดลองสิ่งใหม่ให้ลองทำเร็ว ๆ ถ้าไม่เวิร์กก็ต้องกล้าเลิกให้เร็ว อย่าติดกับดักความสำเร็จเดิม ๆ
- “ไม่ชั่ว” มีจริยธรรมและธรรมาภิบาล ซื่อสัตย์และรับผิดชอบต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ทั้งหมด ทั้งลูกค้า แบงก์ และพนักงาน
ทั้งนี้งานเสวนา “PROPERTY HACK 2026: Survival Ocean” ไม่ใช่แค่เพียงงานสัมมนาทั่วไป แต่มุ่งยกระดับมาตรฐานวงการอสังหาริมทรัพย์ไทยให้ก้าวไปอีกขั้น เพื่อให้ผู้ประกอบการทุกระดับ ทุกพื้นที่ ได้เติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืนไปด้วยกันอย่างแท้จริง
เกี่ยวกับ เทอร์ร่า มีเดีย แอนด์ คอนซัลติ้ง หรือ TerraBkk.com หนึ่งในผู้ร่วมจัดงานสัมมนาครั้งนี้ เป็นแพลตฟอร์มที่ขับเคลื่อนด้วยวิสัยทัศน์ “We drive with passion & Creativity” มีเป้าหมายสูงสุดในการเป็นพันธมิตรด้านความรู้และที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์ ด้วยข้อมูลงานวิจัยเชิงลึก เที่ยงตรง และนวัตกรรม เพื่อยกระดับวงการอสังหาริมทรัพย์อย่างรอบด้าน และเสริมสร้างศักยภาพให้กับผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์อย่างยั่งยืน