อัตราเงินเฟ้อของจีนในเดือนธันวาคม 2568 เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 0.8%YoY ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2566 และเร่งขึ้นจาก 0.7%YoY ในเดือนพฤศจิกายน อย่างไรก็ดี การเพิ่มขึ้นของเงินเฟ้อดังกล่าวไม่ได้สะท้อนการฟื้นตัวของอุปสงค์ในประเทศ เนื่องจากการบริโภคยังคงอ่อนแอ ขณะที่มาตรการกระตุ้นต่าง ๆ เช่น โครงการแลกเปลี่ยนสินค้าอุปโภคบริโภค (Trade-in) ยังส่งผลต่อการฟื้นความเชื่อมั่นและบรรเทาแรงกดดันด้านเงินฝืดได้อย่างจำกัด

เมื่อพิจารณาทั้งปี 2568 เงินเฟ้อผู้บริโภคของจีนอยู่ที่ 0% ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดในรอบ 16 ปี และต่ำกว่าเป้าหมายเงินเฟ้อที่ 2% สะท้อนว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ผ่านมาไม่เพียงพอที่จะพลิกฟื้นความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ท่ามกลางแรงกดดันจากวิกฤตภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ยืดเยื้อ ตลาดแรงงานที่อ่อนแอ รวมถึงการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงในภาคการผลิต

ในเชิงโครงสร้าง การเพิ่มขึ้นของเงินเฟ้อในเดือนธันวาคมยังมีแรงขับเคลื่อนหลักจากราคาสินค้าอาหาร โดยเฉพาะผักสดและเนื้อวัวซึ่งเพิ่มขึ้น 18.2%YoY และ 6.9%YoY ตามลำดับ ขณะที่ราคาเนื้อหมูลดลง 14.6%YoY ส่วนเงินเฟ้อหมวดสินค้าและบริการอื่น ๆ (Miscellaneous Goods & Service) เร่งตัวขึ้นมาอยู่ที่ 17.4%YoY ซึ่งเป็นผลจากการปรับเพิ่มขึ้นของราคาทองคำเป็นหลัก ไม่ได้เกิดจากการฟื้นตัวของการบริโภคในวงกว้าง ในทางกลับกัน เงินเฟ้อพื้นฐาน (Core CPI) ทรงตัวที่ 1.2%YoY ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 สะท้อนว่าแรงกดดันด้านราคาจากฝั่งอุปสงค์ยังคงอยู่ในระดับต่ำ ขณะที่ราคารถยนต์ยังคงหดตัวจากการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรง

ด้านภาคการผลิต ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ในเดือนธันวาคม 2568 อยู่ที่ -1.9%YoY หดตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 39 แม้จะปรับตัวดีขึ้นจากช่วงก่อนหน้า แต่ยังสะท้อนภาวะเงินฝืดในภาคอุตสาหกรรมที่ยืดเยื้อ ส่งผลให้ PPI ทั้งปี 2568 อยู่ที่ -2.6% หดตัวต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 จากปัญหากำลังการผลิตส่วนเกิน การแข่งขันด้านราคาที่รุนแรง และอุปสงค์ภายในประเทศที่ฟื้นตัวอย่างจำกัด แม้บางอุตสาหกรรมที่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ เช่น เทคโนโลยีขั้นสูง แบตเตอรี่ เซมิคอนดักเตอร์ และโลหะกลุ่มเหล็ก จะเริ่มเห็นสัญญาณการปรับตัวของราคาดีขึ้นก็ตาม

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า อัตราเงินเฟ้อของจีนในปี 2569 มีแนวโน้มฟื้นตัวเล็กน้อย แต่ยังอยู่ในระดับต่ำ และยังมีความเสี่ยงด้านเงินฝืดที่กดดันการใช้จ่ายภายในประเทศ ปัจจัยสนับสนุนสำคัญ ได้แก่
ผลของฐานต่ำจากราคาอาหารที่อยู่ในภาวะเงินฝืดเกือบตลอดปี 2568
วัฏจักรราคาหมูที่เริ่มฟื้นตัว ช่วยลดแรงกดดันด้านลบต่อเงินเฟ้ออาหาร
มาตรการ Anti-Involution ของจีนที่มุ่งลดการแข่งขันด้านราคาที่บั่นทอนกำไรและเสถียรภาพของภาคอุตสาหกรรม

อย่างไรก็ดี มาตรการดังกล่าวอาจช่วยบรรเทาแรงกดดันเงินฝืดจากฝั่งอุปทานได้บางส่วน แต่ยังไม่สามารถทดแทนการฟื้นตัวของอุปสงค์ภายในประเทศได้อย่างเต็มที่ ทำให้ความเสี่ยงเงินฝืดยังคงเป็นข้อจำกัดสำคัญต่อเศรษฐกิจจีนในปี 2569