ถอดกลยุทธ์ Green Collaboration สิงห์ เอสเตท ผนึกผู้เช่าติดอาวุธ มุ่งสู่ Carbon Neutrality มอบรางวัลด้านสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมพลังเล็กๆ สร้างโลกยั่งยืน
ในโลกแห่งการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ยุคใหม่ นิยามความสำเร็จไม่ได้ถูกจำกัดเพียงความยิ่งใหญ่ของอาคาร หรือตัวเลขผลประกอบการอย่างเดียว ทว่ามีความท้าทายใหม่อยู่ที่ "ความยั่งยืน" และการสร้าง "ระบบนิเวศ" ที่ทุกชีวิตสามารถเติบโตไปพร้อมกับสิ่งแวดล้อมได้อย่างสมดุล
บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) ในฐานะผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ระดับสากล มุ่งมั่นเป็นมากกว่าผู้ให้เช่าพื้นที่ แต่คือการเป็น "พันธมิตรผู้ร่วมสร้างสรรค์" ที่พร้อมจะขับเคลื่อนสังคม ภายใต้ความเชื่อที่ว่า พลังเล็กๆ จากฟันเฟือนทุกตัวภายในอาคาร จะสร้างแรงกระเพื่อมที่ยิ่งใหญ่ เพื่อเปลี่ยนอนาคตของโลกได้อย่างยั่งยืน
รางวัลถึงพันธมิตร แด่ฟันเฟือนที่ขับเคลื่อนโลก
ล่าสุด บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) ได้มอบประกาศนียบัตรและรางวัลในแคมเปญ “Green Synergy, Green Tenant of The Year 2025 Award” ให้กับผู้เช่าในอาคารสำนักงานของสิงห์ เอสเตท ในฐานะที่ก้าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวสีเขียว โดยพิจารณาจากผลการดำเนินงานที่สอดคล้องกับมาตรฐานความยั่งยืนสากล เพื่อให้มั่นใจว่าทุกองค์กรที่ได้รับรางวัลจะเป็นต้นแบบที่ดี และสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้อื่นได้อย่างต่อเนื่อง ได้แก่

- รางวัล Energy of the Year 2025 ได้แก่ บริษัท พานาโซนิค แฟคทอรี่ โซลูชั่นส์ อินทิเกรชั่น ซิสเต็มส์ (ประเทศไทย) จำกัด จากอาคาร SINGHA COMPLEX ซึ่งโดดเด่นในโครงการกำจัดของเสียและการประหยัดพลังงาน
- รางวัล Tower of the Year 2025 เป็นของ บริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด จากอาคาร SUNTOWERS ที่ประสบความสำเร็จในโครงการจัดการของเสีย
- รางวัล ESG of the Year 2025 มอบให้กับ บริษัท แอสเซท ไฟว์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) จากอาคาร S-OASIS สำหรับโครงการลดการใช้พลังงาน

นอกจากนี้ยังมีการมอบประกาศนียบัตรให้กับบริษัทที่เข้าร่วมเสริมสร้างองค์ความรู้ ผ่าน Workshop รวมถึงเครือข่ายพันธมิตรอีกหลายแห่ง โดยทุกรางวัลที่มอบให้เปรียบเสมือนความสำเร็จร่วมกันของพันธมิตรที่เลือกจะ "Go Green Together,Change Tomorrow " เพื่อวันพรุ่งนี้ที่ดีกว่า
เมื่อ 'Green Collaboration' คือหัวใจของความยั่งยืน
สำหรับเส้นทางแห่งความยั่งยืนของ สิงห์ เอสเตท ไม่ใช่เพิ่งเริ่มต้น แต่คือรากฐานที่ถูกบ่มเพาะมานาน นับตั้งแต่ปี 2562 ผ่านโครงการที่มีชื่อว่า “Go Green Together, Change Tomorrow” ซึ่งเป็นดั่งเข็มทิศนำทาง ครอบคลุมการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม
โครงการนี้ถูกออกแบบมาเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ไม่ว่าจะเป็นพนักงานของบริษัทเอง คู่ค้า ผู้ขาย หรือแม้กระทั่งผู้เช่าอาคารสำนักงาน เพราะสิงห์ เอสเตท เชื่อมั่นเสมอว่า การจะบรรลุเป้าหมาย Carbon Neutrality (ความเป็นกลางทางคาร์บอน) ภายในปี 2573 นั้น ไม่สามารถทำได้เพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยการผนึกกำลังจากทุกภาคส่วนในรูปแบบที่เรียกว่า "Green Collaboration"
“สิงห์ เอสเตท ในฐานะผู้พัฒนาและบริหารอาคารสำนักงาน ตระหนักถึงความสำคัญของการลดการปล่อยคาร์บอนและการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน จึงได้ผลักดันแนวคิดดังกล่าวผ่านโครงการ ‘Go Green Together, Change Tomorrow’ ควบคู่กับแคมเปญ ‘Green Synergy, Green Tenant of The Year 2025 Award’ เพื่อสร้างความร่วมมือกับผู้เช่าในอาคารสำนักงานของสิงห์ เอสเตท ให้มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม มุ่งหวังให้ทุกภาคส่วนมีเป้าหมายร่วมกันในการลดคาร์บอน และสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ดีและยั่งยืนในระยะยาว” อรณีย์ พูลขวัญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายพัฒนาธุรกิจค้าปลีกและการพาณิชย์ บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) เผยถึงการให้ความสำคัญกับการสร้างความร่วมมือ

หัวใจสำคัญของกลยุทธ์นี้คือการเปลี่ยนผ่าน จากแนวคิด "ผู้ซื้อและผู้ขาย" ไปสู่การเป็น "พาร์ทเนอร์สีเขียว" โดย สิงห์ เอสเตท มองเห็นศักยภาพที่ซ่อนอยู่ในอาคารสำนักงานชั้นนำทั้ง 4 แห่ง ไม่ว่าจะเป็น S-OASIS, SINGHA COMPLEX, SUNTOWERS และ S-METRO จึงเกิดความร่วมมือ Tenant Green Synergy สนับสนุนและส่งเสริมความรู้ให้ผู้เช่าใน 4 อาคารสำนักงาน ได้เห็นถึงพลังในมือของตนเอง โดยมุ่งเน้นไปที่การสร้างผลลัพธ์เชิงบวกที่จับต้องได้ จากการปรับเปลี่ยนวิถีปฏิบัติในชีวิตประจำวัน เช่น การเปลี่ยนระบบไฟฟ้าเป็น LED การจัดการคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง หรือการสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่เอื้อต่อสุขภาวะของพนักงาน ซึ่งการปรับเปลี่ยนสิ่งเล็กๆ เหล่านี้เองคือฟันเฟือนสำคัญที่ช่วยลดภาระให้กับโลก
ตลอดโครงการมีผนึกกำลังพันธมิตร องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (TGO) และ Terra BKK ที่ปรึกษาและผู้เชี่ยวชาญด้านการวิจัยอสังหาริมทรัพย์ มาจัด Workshop ให้ความรู้ด้านสิ่งแวดล้อมกับผู้เช่า



นอกจากนี้ สิงห์ เอสเตท ยังได้สร้างความเชื่อมโยงกับโครงการ โดยทุกการลดการปล่อยคาร์บอน 1 ตันที่เกิดขึ้น จะนำไปชดเชยด้วยการปลูกต้นไม้จำนวน 10 ต้น ณ สิงห์ปาร์ค จังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นการเชื่อมต่อลมหายใจจากกลางใจเมืองสู่ผืนป่ากว้าง และสะท้อนให้เห็นว่าทุกความพยายามของผู้เช่านั้นไม่สูญเปล่าและส่งผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมอย่างแท้จริง
เข็มทิศธุรกิจใหม่ มอง Carbon Tax เป็นโอกาสในโลกสีเขียว
ทั้งนี้ในพิธีมอบรางวัล ยังได้รับเกียรติจาก คุณสุมิตรา วงภักดี กรรมการผู้จัดการ บริษัท เทอร์ร่า มีเดีย แอนด์ คอนซัลติ้ง จำกัด ที่ปรึกษาและผู้เชี่ยวชาญด้านการวิจัยอสังหาริมทรัพย์ Terra BKK มาแบ่งปันองค์ความรู้เกี่ยวกับ "ภาษีคาร์บอน" (Carbon Tax) ซึ่งกำลังจะกลายเป็นกติกาใหม่ที่ทุกองค์กรต้องเผชิญในอนาคตอันใกล้
คุณสุมิตราชี้ให้เห็นว่า ภาษีคาร์บอนไม่ใช่เพียงเรื่องของต้นทุนที่เพิ่มขึ้น แต่คือ "โอกาสทอง" ขององค์กรที่เตรียมความพร้อมก่อนใคร
ภาษีคาร์บอนคือกลไกที่จัดเก็บจากกิจกรรมที่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ภายใต้หลักการ "ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย" ซึ่งในต่างประเทศมีการเก็บในอัตราที่สูงถึง 30%
สำหรับประเทศไทย คาดการณ์ว่าร่างพระราชบัญญัติคาร์บอนจะมีผลบังคับใช้ภายใน 1-2 ปีข้างหน้า โดยจะเริ่มเก็บจากภาคพลังงาน อย่างน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นอันดับแรก ก่อนขยายวงกว้างไปยังอุตสาหกรรมอื่นๆ สิ่งที่น่าสนใจคือ ธุรกิจที่ปรับตัวไปสู่การใช้พลังงานสะอาดจะไม่ต้องแบกรับภาระภาษีนี้ ทำให้มีต้นทุนสินค้าและบริการที่ต่ำกว่าคู่แข่งอย่างมีนัยสำคัญ
“ภาษีคาร์บอนไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่คือกติกาโลกที่ประเทศไทยต้องก้าวตามให้ทัน หากวันนี้คุณไม่เริ่มเก็บข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก คุณจะไม่สามารถพิสูจน์ได้เลยว่าองค์กรมีความพยายามในการลดคาร์บอนมาอย่างไรในช่วง 1-2 ปี ที่ผ่านมา ข้อมูลเหล่านี้คือทรัพย์สินสำคัญที่จะช่วยลดหย่อนภาระทางภาษีและสร้างแต้มต่อทางการแข่งขันในอนาคต”
ความสำคัญของการ "เก็บข้อมูล" อย่างเป็นระบบ ไม่ว่าจะเป็นปริมาณการใช้ไฟฟ้า น้ำมัน หรือแม้แต่ระยะทางการเดินทางของผู้บริหาร ทุกรายละเอียดจะถูกนำมาคำนวณผ่านค่า Emission Factor เพื่อสะท้อนปริมาณคาร์บอนฟุตพริ้นต์ที่แท้จริง การเริ่มต้นตั้งแต่วันนี้จะช่วยให้อุดรอยรั่วทางธุรกิจและสามารถนำไปบรรจุไว้ใน KPI ขององค์กรเพื่อขับเคลื่อนอย่างยั่งยืน
นอกจากนี้ในมุมมองของผู้บริโภคปัจจุบันยังเปลี่ยนไปอย่างมาก งานวิจัยระบุว่า หากราคาสินค้าเท่ากัน ผู้บริโภคจะเลือกสินค้าที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม และยินดีที่จะจ่ายเพิ่มขึ้น 10-15% หากสินค้านั้นเป็นมิตรต่อโลกอย่างแท้จริง ดังนั้นการลงทุนด้านความยั่งยืนจึงไม่ใช่ต้นทุนสูญเปล่า แต่คือการสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Added) ที่เข้าถึงใจผู้บริโภคยุคใหม่ได้อย่างยั่งยืน

ความสำเร็จของโครงการ “Go Green Together, Change Tomorrow” และการประกาศรางวัล “Green Synergy, Green Tenant of The Year 2025 Award” ครั้งนี้จะเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของก้าวต่อๆ ไปที่มั่นคงยิ่งขึ้น โดย สิงห์ เอสเตท ยังคงมุ่งมั่นที่จะดำเนินภารกิจด้านความยั่งยืนร่วมกับพันธมิตรทุกภาคส่วน เพราะด้วยเชื่อว่า "การร่วมกันเปลี่ยนพรุ่งนี้" (Change Tomorrow) อนาคตที่ใฝ่ฝันถึงจะไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป