การลงทุนความยั่งยืนของมนุษย์ สู่การปฏิวัติ Wellness Hospitality รองรับตลาดโลก
ในช่วงเวลาที่โลกเผชิญหน้ากับวิกฤตมามากมายอย่างคาดไม่ถึง ทำให้มนุษย์หันกลับมาให้ความสำคัญกับแก่นแท้ของชีวิตและคุณภาพของการอยู่อาศัย ความมั่งคั่งที่แท้จริงจึงไม่ได้นิยามด้วยมูลค่าสินทรัพย์ทางการเงินเพียงอย่างเดียว หากแต่รวมถึง "ทุนทางสุขภาพ" ที่ไม่อาจประเมินค่าได้ การเปลี่ยนผ่านนี้ได้ขับเคลื่อนให้เกิดการปฏิวัติ Wellness-Centric ในทุกอุตสาหกรรม รวมถึงธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการอยู่อาศัยและการบริการ
เมื่อไทยมีความโดดเด่นในระดับโลกด้านการแพทย์, การดูแลสุขภาพ และการบริการอันเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งเป็นรากฐานที่แข็งแกร่งในการก้าวสู่การเป็น Wellness Hub ระดับโลก แต่โจทย์ที่สำคัญยิ่งกว่าคือการค้นหาคำตอบในเชิงปฏิบัติว่า "เราจะทำอย่างไร" เพื่อยกระดับและขยายขีดความสามารถเหล่านี้ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น
ในสัมมนาครั้งยิ่งใหญ่แห่งปี TERRAHINT BRAND SERIES 2025 ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 8 ภายใต้แนวคิดหลัก "The Wellness Blueprint #อยู่ดีมีสูตร" โดย TerraBKK.com ที่ไม่ได้เป็นเพียงเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองประจำปีของวงการอสังหาริมทรัพย์เท่านั้น แต่มุ่งหวังยกระดับวงการอสังหาฯ ไปนำเสนอหัวข้อเสวนา Position Your Business at the Heart of the Wellness & Hospitality Revolution: ยกระดับธุรกิจ สู่วิถีปฏิวัติ Wellness & Hospitality รองรับตลาดโลก รวบรวมมุมมองของผู้เชี่ยวชาญระดับแนวหน้าจากหลากหลายสาขา
ไม่ว่าจะเป็น คุณคฑา บุญทรงไพศาล Head of Business and Corporate Development Banyan Group, คุณพีรพงษ์ พีระโชติวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โครงการ Jin Wellbeing County บริษัท ธนบุรี เวลบีอิ้ง จำกัด, นพ.ฐิฏิ สมุทรรัตน์ รองเลขาธิการสมาคมการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์และสุขภาพไทย, และคุณสืบพงษ์ เกียรติวิศาลชัย รองกรรมการผู้จัดการ SIAM SINDHORN มาถอดรหัสพิมพ์เขียวแห่งสุขภาวะนี้

Wellness & Hospitality: จากความสุขทางใจถึงการป้องกันโรค
จากมุมมองของ คุณคฑา บุญทรงไพศาล แห่ง Banyan Group ได้ให้ข้อสังเกตคำว่า Wellness และ Hospitality นั้นมีความกว้างขวางมาก หากมองในเชิงลึก Wellness อาจจะเกี่ยวข้องกับการดูแลระดับโรงพยาบาลหรือการแพทย์ ในขณะที่ Hospitality คือการมอบประสบการณ์, ความสุข, และการผ่อนคลาย
“แก่นแท้ของ Banyan Group เราเชื่อว่าความ Wellness ต้องเริ่มจากมีความสุขทางใจก่อน เพราะเมื่อใจเป็นสุข สุขภาวะทางกายก็จะตามมา ซึ่งความสุขทางใจนี้มีความเฉพาะตัวสูงและแตกต่างกันไปตามปัจเจกบุคคล”

จากมุมมองของ คุณพีรพงษ์ พีระโชติวัฒน์ แห่ง Jin Well-Being มองว่าสุขภาวะเป็นส่วนหนึ่งของเมกะเทรนด์ที่พัฒนาอย่างต่อเนื่อง จากยุคของความยั่งยืน (Sustainability) มาสู่สุขภาวะที่ดี (Well-being) และล่าสุดคือ Longevity Lifestyle ซึ่งสิ่งเหล่านี้มีจุดประสงค์ร่วมกัน คือ ความต้องการที่จะอยู่ในสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ดีกับตัวเราเอง
โครงการที่ตอบโจทย์ Longevity Lifestyle ได้ จะต้องผ่านการประเมิน 6 มิติ ครอบคลุมเรื่องการพักผ่อน, การนอนหลับที่ดี, โภชนาการ, และการออกกำลังกาย ซึ่งสิ่งเหล่านี้กำลังจะกลายเป็น "มาตรฐาน" ของการอยู่อาศัยในอนาคตอันใกล้ และที่สำคัญยิ่งกว่าคือเทรนด์จะมุ่งไปสู่ Personalized Wellness ที่บริการต่าง ๆ จะต้องสามารถปรับแต่งให้เข้ากับต้นทุนสุขภาวะและไลฟ์สไตล์แต่ละบุคคลได้

จากมุมมองของ คุณสืบพงษ์ เกียรติวิศาลชัย แห่ง Siam Sindhorn ยืนยันว่าการยึดติดกับคำศัพท์ที่เปลี่ยนแปลงตามยุคสมัยไม่ใช่รากฐานที่ยั่งยืน การกลับไปสู่พื้นฐาน (Fundamental) และความเป็นจริงที่เรียบง่าย คือ สิ่งที่สำคัญที่สุด
สำหรับ Siam Sindhorn สิ่งที่มีมูลค่าสูงสุดที่เสนอให้กับลูกค้าในกลุ่มตลาดบนได้ คือ เวลาสุขภาพ และความสุข ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกคนรู้ว่ามีค่า หากสามารถพิสูจน์ได้ว่าการอยู่อาศัยในโครงการสามารถเพิ่มอายุยืนยาวให้ลูกค้าได้ 10 ปี มูลค่า 50 ล้านบาทของที่พักอาศัยจะกลายเป็นสิ่งที่ถูกมากในสายตาของลูกค้า
“ถ้าพี่อยู่กับเราแล้วอายุพี่ยืนอีก 10 ปี, 50 ล้านพี่จ่ายไหม? ทุกคนจ่ายหมด” นี่คือการตั้งคำถามที่ทรงพลังที่สุดในการสร้างมูลค่า

จากมุมมองของ นพ.ฐิฏิ สมุทรรัตน์ จาก สมาคมการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์และสุขภาพไทย ให้กรอบความเข้าใจที่ชัดเจนว่า ภาพใหญ่ของ Health Tourism นั้น ประกอบด้วย Medical Tourism ซึ่งเน้นการรักษาโรค และ Wellness Tourism ซึ่งเน้นการป้องกันและการรู้ล่วงหน้า (Preventive/Predictive Medicine) ซึ่งหัวใจของ Wellness คือการ “รู้ก่อนแล้วก็แก้ปัญหาก่อนที่มันจะเกิดขึ้นก่อนที่โรคจะเกิดขึ้น” ในมุมมองของโรงพยาบาลและภาพรวมของประเทศ การมุ่งเน้นการป้องกันและการวินิจฉัยตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านการรักษาโรคเรื้อรัง (Medical Expenditure) ในระยะยาวได้อย่างมหาศาล
“เรากำลังก้าวข้ามจากยุค Personalization สู่ยุค "Hyperpersonalization" ยุคที่ข้อมูลพันธุกรรมและ Al ทำให้เราทำนายความเสี่ยงล่วงหน้าและป้องกันโรคได้ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า”

Banyan Group: สูตรตายตัวต้องเริ่มต้นจากฟังลูกค้า
ที่ผ่านมา Banyan Group เผชิญกับความหลากหลายทางวัฒนธรรมและความต้องการที่เฉพาะเจาะจงของลูกค้าทั่วโลก การรับมือกับความเปลี่ยนแปลงนี้จึงไม่มี "สูตรตายตัว" แต่ต้องเริ่มต้นด้วยการ ฟังลูกค้า อย่างจริงจังและละเอียดถี่ถ้วน เพราะความสุขและความต้องการของแต่ละบุคคลแตกต่างกันตามช่วงวัย, อายุ, และสัญชาติ
การออกแบบผลิตภัณฑ์ของ Banyan จึงอยู่บนพื้นฐานของการ Customization และ Personalization ในทุกระดับ ยกตัวอย่างเช่น การพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยใน Laguna ภูเก็ต ไม่ได้มองแค่โครงสร้างอาคาร แต่ลงรายละเอียดถึงกระบวนการคิดของผู้อยู่อาศัย หากบ้านตั้งอยู่ที่นี่ แล้วลูกค้าอยากจะออกไปวิ่งออกกำลังกาย 4 กิโลเมตร พวกเขาจะพบเจออะไรบ้างระหว่างทาง (Sensory Experience)? เราจะสร้างสนามเด็กเล่นสำหรับเด็กเล็ก และพื้นที่กิจกรรมสำหรับผู้สูงอายุในจุดใด เพื่อให้เกิดการใช้งานจริง? นี่คือการออกแบบที่ผ่านกระบวนการคิดเชิงประสบการณ์ที่ต้องการสร้าง Wellness Community ที่แท้จริง
นอกจากนี้ Banyan ยังได้สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์เพื่อรองรับตลาดที่หลากหลาย เช่น Residence ที่เป็นบ้านหลังที่สอง สำหรับชาวยุโรปที่ต้องการหลบหนาวในภูเก็ต ซึ่งมีโปรแกรมปล่อยเช่า ระหว่างที่เจ้าของไม่อยู่ หรือแม้กระทั่งการเปิดตัวแบรนด์ที่เน้นการอยู่ร่วมกับธรรมชาติ อย่าง Escapa ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่า"ความสุข" ไม่ได้จำเป็นต้องอยู่ในทำเลไพร์มในเมืองเสมอไป แต่อาจไปอยู่ในสถานที่แปลกใหม่ (Exotic Locations) ที่ตอบโจทย์ความสุขของการเข้าถึงธรรมชาติมากกว่า
กลยุทธ์ของ Banyan Group จึงเป็นบทเรียนสำคัญที่ชี้ให้เห็นว่า การตอบโจทย์ Wellness ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ต้องตระหนักถึงความแตกต่างของความสุขที่หลากหลาย และใช้การแบ่งกลุ่มลูกค้า (Segmentation) ที่ละเอียดถี่ถ้วน เพื่อเลือกสรรผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมที่สุด
Jin Well-Being County: การสร้าง Ecosystem สุขภาวะ
สำหรับ Jin Well-Beingนิยามของ Wellness Residence คือที่พักอาศัยที่ทำให้ผู้คนมีความสุข มีสุขภาวะที่ดี และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในทุก ๆ วัน ซึ่งต้องมีการออกแบบบูรณาการ (Integration) ตั้งแต่เริ่มต้น โดยการผสานระหว่างที่พักอาศัย, พื้นที่ส่วนกลาง, สิ่งแวดล้อมที่ดี และการดูแลสุขภาพแบบครบวงจรเข้าด้วยกันอย่างลงตัว
โครงการของ Jin Well-Being ถูกวางรากฐานบน 3 องค์ประกอบหลัก ที่แยกจากกันไม่ได้ ได้แก่ ที่พักอาศัย (Residence), ศูนย์กิจกรรมและผ่อนคลาย (Wellness Center), และศูนย์ดูแลสุขภาพ (Health Care Center) ซึ่งดำเนินการโดยโรงพยาบาลเฉพาะทางอย่างธนบุรีบูรณา
แต่สิ่งที่ถือเป็นคีย์และเป็นนวัตกรรมการบริการที่แท้จริงคือการมี "Conscious" หรือที่ปรึกษาเฉพาะบุคคล ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมโยง ระหว่างผู้อยู่อาศัยกับสิ่งอำนวยความสะดวกทั้งหมดที่โครงการมีให้ Conscious ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นผู้ให้บริการทั่วไป แต่เปรียบเสมือน "ที่ปรึกษา" และ "เพื่อน" ที่เข้าใจความต้องการเฉพาะตัวของผู้อยู่อาศัย โดยมี
- Wellness Conscious รับผิดชอบสร้างสรรค์กิจกรรมที่หลากหลายและปรับเปลี่ยนได้ตามความสนใจของลูกบ้าน เช่น การออกแบบตารางกิจกรรมออกกำลังกาย, คลาสศิลปะ, คลาสทำอาหาร, หรือแม้กระทั่งทริปท่องเที่ยวรายเดือน เพื่อกระตุ้นให้ผู้อยู่อาศัยออกมามีปฏิสัมพันธ์และกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง
- Health Care Conscious ทำงานเชิงรุก โดยติดตามผลการตรวจสุขภาพประจำปี, เก็บข้อมูลสุขภาพอย่างละเอียด และให้คำแนะนำเชิงไลฟ์สไตล์และโภชนาการอย่างต่อเนื่อง แม้กระทั่งเรื่องเล็กน้อยอย่างคุณภาพการนอนหลับ หรือการจัดการความเครียด การดูแลนี้จึงครอบคลุมตั้งแต่การป้องกัน (Prevention) โดยไม่จำเป็นต้องรอให้เกิดโรค
ความสำเร็จของ Jin Well-Being อยู่ที่ความสามารถในการจัดการกับโจทย์ที่ท้าทายที่สุดของ Wellness Residence คือ "ต้นทุนสุขภาวะแต่ละคนไม่เท่ากัน" แต่ทุกคนต้องการผลลัพธ์ที่ดีเหมือนกัน การใช้ Conscious ที่เป็นมนุษย์และระบบข้อมูลสุขภาพ ทำให้โครงการสามารถออกแบบ "สูตรสำเร็จ" ที่ปรับแต่งให้เข้ากับความต้องการเฉพาะบุคคลได้อย่างกลมกล่อมและมีประสิทธิภาพ
Siam Sindhorn: การสร้างมูลค่าด้วยกระบวนการคิดและสมการชีวิต
คุณสืบพงษ์ เกียรติวิศาลชัย ได้ชี้ให้เห็นว่าในแง่ของนักพัฒนา การมุ่งเน้นที่กระบวนการ (Process) มีความสำคัญยิ่งกว่าการมุ่งเน้นที่ผลลัพธ์เพียงอย่างเดียว การพัฒนาโครงการที่ถูกต้องต้องเริ่มต้นด้วยการตั้งคำถามที่ถูกต้องและมีกระบวนการคิดที่สามารถพิสูจน์ได้
Siam Sindhorn ได้นำเสนอแนวคิดการสร้างมูลค่าในโครงการ Mixed-Use ว่า Wellness ในมุมมองของลูกค้ามีอยู่ 6 มิติ (Better Health, Fitness, Nutrition, Appearance, Sleep, Mindfulness) และการตอบโจทย์ผลลัพธ์ที่ถูกต้องทั้ง 6 มิตินี้ จำเป็นต้องมี 6 สมการ เพื่อทำการวิเคราะห์และหาคำตอบ โครงการแบบ Standalone ที่มีองค์ประกอบจำกัดอาจไม่สามารถสร้างสมการที่เพียงพอได้ ทำให้ Mixed-Use Development กลายเป็นรูปแบบที่สำคัญอย่างยิ่ง
การนำแนวคิดนี้มาประยุกต์ใช้ในโครงการ สินธร วิลเลจ คือ การกลับไปสู่ปัจจัย 4 ในมิติของอายุยืนยาวและความสุข ที่เข้าใจง่ายและสามารถปฏิบัติได้จริง ได้แก่
- นอนดี (Better Sleep) เน้นการควบคุมคุณภาพสภาพแวดล้อมภายในอย่างเข้มงวด ตั้งแต่ความเงียบสงบ, การควบคุมอุณหภูมิและความชื้นของอากาศ ไปจนถึงการควบคุมแสงสว่างภายนอก เพื่อให้การนอนหลับเป็นไปอย่างสนิทและมีคุณภาพ
- เดินดี (Walkability) นี่คือหัวใจสำคัญที่สร้างนิสัยเชิงบวกอย่างยั่งยืน การตัดสินใจจัดพื้นที่จอดรถลงใต้ดินทั้งหมด เพื่อให้พื้นที่บนดินเปิดโล่งและสร้างเส้นทางเดินเท้าที่สว่าง, สะอาด, ปลอดภัย และน่าเพลิดเพลิน คือการสร้าง Positive Lifestyle Habit เมื่อการเดินสะดวกสบายและได้ประสบการณ์ที่ดี ลูกค้าก็จะเลือกเดินเอง ซึ่งจะสร้างผลลัพธ์ด้านสุขภาพอย่างต่อเนื่อง
- อยู่สบายดี (Comfort & Convenience): ครอบคลุมทุกมิติของการใช้ชีวิตประจำวัน ตั้งแต่ความสะดวกในการเข้าถึงบริการ, ความรวดเร็วในการใช้ลิฟต์, ระบบรักษาความปลอดภัย ไปจนถึงความเป็นส่วนตัวในระดับที่เหมาะสม
- สังคมดี (Social Capital & Mindfulness): เป็นองค์ประกอบที่ประเมินค่าไม่ได้ การสร้างสังคมที่ดีและเกื้อกูลกันในโครงการ โดยออกแบบพื้นที่ให้เอื้อต่อการปฏิสัมพันธ์อย่างเป็นธรรมชาติ เช่น การมี Pocket Garden หรือม้านั่งเล็ก ๆ ที่กระตุ้นให้ผู้คนได้มีโอกาสทักทายและพูดคุยกันเล็กน้อยในแต่ละวัน การมีเพื่อนและสังคมที่แข็งแรงเป็นผลลัพธ์ด้านสุขภาพจิตที่ดีกว่าการใช้ยาหรือการรักษาหลายเท่าตัว
การพัฒนาของ Siam Sindhorn จึงเป็นตัวอย่างของรากฐานทางคณิตศาสตร์และความเข้าใจในจิตวิญญาณของมนุษย์ มาสร้างสรรค์มูลค่าที่ยั่งยืนและตรงตามความต้องการของตลาดอย่างแท้จริง
สมาคมการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์และสุขภาพไทย: จากการรักษาสู่ผู้นำด้านการบูรณาการ
นพ.ฐิฏิ สมุทรรัตน์ เน้นย้ำว่า แม้ประเทศไทยจะมีจุดแข็งด้าน Thai Hospitality และ มาตรฐานการรับรอง โรงพยาบาลที่อยู่ในระดับท็อปของเอเชียและโลก ซึ่งเป็น Unique Selling Point ที่สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคต่างชาติ แต่การก้าวสู่การเป็น Wellness Hub อย่างสมบูรณ์แบบนั้นยังต้องเผชิญกับความท้าทายสำคัญสองประการ
ประการแรกคือ การขาด Full Integration ที่ชัดเจนระหว่าง Stakeholders ต่าง ๆ ในระบบนิเวศน์ ตั้งแต่โรงแรม, อสังหาริมทรัพย์, ไปจนถึงสถานพยาบาล แม้ว่าทุกฝ่ายจะมีความตั้งใจที่จะร่วมมือกัน แต่ในทางปฏิบัติ แต่ละองค์กรยังคงยึดมั่นใน KPI ของตนเอง ทำให้การทำงานร่วมกันอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพยังไม่สามารถเกิดขึ้นได้อย่างเต็มที่ การแก้ไขปัญหานี้จำเป็นต้องมีการทำงานร่วมกันที่ก้าวข้ามกรอบขององค์กร เพื่อสร้าง Value Chain ที่ส่งผลดีต่อภาพรวม
ประการที่สองคือ ความโปร่งใส โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่อง Price Variation (ความโปร่งใสของราคาบริการทางการแพทย์) ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญด้านความน่าเชื่อถือให้กับตลาดโลกในระยะยาว ดังนั้นการนำเทคโนโลยี เช่น AI มาช่วยในการบริหารจัดการราคาก็เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาเพื่อลดข้อกังขาเหล่านี้
ดังนั้นบทบาทของภาคการแพทย์ในยุค Wellness Revolution คือการเปลี่ยนจากการเป็นเพียงผู้ให้บริการรักษา ไปสู่การเป็นผู้นำด้าน Preventive Medicine และเป็นผู้ขับเคลื่อนให้เกิดการบูรณาการที่แท้จริงระหว่างทุกภาคส่วนในอุตสาหกรรม

การลงทุนใน Wellness ไม่ใช่รายจ่ายฟุ่มเฟือย แต่คือการสร้าง "ทุนมนุษย์" (Human Capital) ที่จะนำมาซึ่งผลตอบแทนในระยะยาว
การพัฒนาโครงการในอนาคต จึงจำเป็นต้องทำลายกำแพงบางอย่าง และเปิดรับการทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบ
ด้วยศักยภาพของบุคลากรไทยและรากฐานของ Hospitality ที่แข็งแกร่ง ภาคธุรกิจไทยยังมีโอกาสอันยิ่งใหญ่ที่จะก้าวขึ้นเป็นผู้กำหนดนิยามและเป็นศูนย์กลางแห่งสุขภาวะระดับโลกได้อย่างภาคภูมิ
#TerraBkk #TERRAHINT #BrandSeries2025 #TerraHintBrandSeries2025
#อยู่ดีมีสูตร #TheWellnessBlueprint #Wellness #Hospitality #อสังหาริมทรัพย์