ในโลกยุคดิจิทัลผู้คนต่างแสวงหาชีวิตที่มีความสุขและสุขภาพที่ดีมากขึ้น การตื่นตัวนี้ยิ่งชัดเจนขึ้นหลังวิกฤตการณ์ COVID-19 ที่เป็นเสมือนการกระตุกหัวใจด้วยไฟฟ้าทำให้มนุษย์ทุกคนหันกลับมาทบทวนและให้ความสำคัญกับสุขภาพอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

นี่จึงเป็นเหตุผลหนึ่งให้งานสัมมนา TerraHint Brand Series 2025 ที่ก้าวสู่ปีที่ 8 จัดขึ้นภายใต้ธีม The Wellness Blueprint #อยู่ดีมีสูตร ซึ่งจัดโดย TerraBkk โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อจุดประกายความรู้ให้กับนักพัฒนา นักลงทุน และผู้ประกอบการ และยกระดับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

การตื่นตัวของสุขภาวะสู่การเชื่อมโยงทางธุรกิจ

ทั้งนี้หนึ่งในหัวข้อสำคัญที่ได้รับความสนใจไม่แพ้หัวข้ออื่นๆ คือ การบรรยายเรื่อง “Thailand Opportunities and Challenges for Wellness Business: เจาะลึกศักยภาพและความท้าทายของธุรกิจ Wellness ไทย” โอกาสใหม่บนเวทีโลก โดย นพ.สมพร คำผง Chief Executive Officer AACI Asia-Pacific ผู้เชี่ยวชาญด้านมาตรฐานเวลเนสสากลและที่ปรึกษาองค์กรสถานพยาบาลในประเทศไทย ได้ชี้ให้เห็นว่า เวลเนส (Wellness) หรือ สุขภาวะ (Wellbeing) ทุกวันนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในวงการแพทย์หรือสุขภาพแบบดั้งเดิมอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็นเรื่องของ "ทุกคน" และเป็นโอกาสทางธุรกิจที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่ม ให้กับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ได้อย่างยั่งยืน

"Wellness หรือ Wellbeing ก็เช่นกัน เกิดจากช่วง COVID-19 ทุกคนเห็นโศกนาฏกรรม เห็นสภาพที่เศร้าสะเทือนใจ มนุษย์จะเริ่มกลับมาดูแล้วว่าอะไรคือสาเหตุ เขาเรียกว่าสมุทัยเวชศาสตร์ เพราะมนุษย์แบ่งแยกไม่ได้ระหว่างสุขกับทุกข์ ไม่ว่าระหว่างเจ็บป่วยแล้วก็แข็งแรง"

การตระหนักรู้ถึงความต่อเนื่องของจิตวิญญาณและร่างกาย เมื่อต้องเผชิญกับทั้งสุข ทุกข์ เจ็บป่วย และแข็งแรง (Illness and Wellness) อยู่ตลอดเวลา ทำให้เกิดดีมานด์ในการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน (Preventive) และการแสวงหาการใช้ชีวิตที่ดีขึ้น (Lifestyle) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ต้องนำมาผนวกเข้ากับการพัฒนาโครงการอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

Thainess ที่สุดของ Soft Power ที่ได้เปรียบไม่เหมือนใครบนเวทีโลก

เพื่อให้ธุรกิจเวลเนสไทยก้าวไปข้างหน้าอย่างมีทิศทาง สิ่งสำคัญคือการมองภาพจากมุมมองภายนอก เพื่อเข้าใจว่าโลกมองไทยอย่างไร และไทยจะใช้จุดแข็งที่มี เพื่อสร้างความแตกต่างและขยายโอกาสได้อย่างไร

ที่ผ่านมาต่างชาติมองเห็นประเทศไทยมีจุดแข็งที่ชัดเจนในหลายด้านของธุรกิจเวลเนส เช่น สปาและการนวดไทย, ฟิตเนส, สุขภาพจิต (Mental Health) และ การบำบัดแบบดั้งเดิม (Traditional Therapy) แต่สิ่งที่เป็น "ไพ่ใบเดียว" ที่ไม่มีใครลอกเลียนแบบได้คือ "ความเป็นไทย" (Thai-ness) ซึ่งหมายถึง มิติทางวัฒนธรรม (Cultural) และ การบริการ (Hospitality) ที่โดดเด่น โดยใช้คำว่า "Soft Power" แสดงออกผ่านความอ่อนน้อมถ่อมตน ความมีน้ำใจ และความใส่ใจที่มักจะ "เผื่อเกิน" ซึ่งต่างชาติให้การยอมรับและชื่นชมมาก

การที่คนไทยมีจิตวิญญาณแห่งการบริการ และความสามารถในการสร้าง Holistic Experience ที่บูรณาการกิจกรรมเวลเนส วิถีชีวิต และประสบการณ์ทางวัฒนธรรมเข้าด้วยกัน ทำให้ไทยถูกพิจารณาเป็นหนึ่งด้านเวลเนสของภูมิภาค เหมือนกับความโดดเด่นด้าน High Technologies ของญี่ปุ่น, Aesthetic Surgery ของเกาหลีใต้, และ Medical ของยุโรป/อเมริกา

 

ความท้าทายและอุปสรรคสำคัญที่ต้องเร่งแก้ไข

ประเทศไทยปฏิเสธไม่ได้ว่าการท่องเที่ยว เป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญที่สร้างดีมานด์ในกลุ่มลูกค้าต่างชาติ การเริ่มต้นจากการดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาใช้บริการด้าน Medical/Wellness ในไทย และต่อยอดด้วยการ Cross-Sell บริการพ่วงต่าง ๆ เช่น ที่พักระยะยาว, กิจกรรมทางศิลปะเพื่อสุขภาพจิต หรือโปรแกรมฟื้นฟูร่างกาย (Retreat) มาสร้างมูลค่าเพิ่ม และความยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรม

แม้จะมีโอกาสสูง แต่ธุรกิจเวลเนสไทยก็เผชิญกับความท้าทายที่ต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะในประเด็นด้านกฎหมายและการบริหารจัดการ

1. ข้อจำกัดด้านกฎหมาย (Legal Barriers) และต้นทุนทางธุรกิจ: กฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจเวลเนสยังมีความซับซ้อน การขอใบอนุญาตที่เชื่อมโยงกับสถานพยาบาล ทำให้การขยายบริการเวลเนสไปในพื้นที่อื่น ๆ เช่น โรงแรม หรือศูนย์ที่พักอาศัย เป็นเรื่องยากและมีต้นทุนสูง ส่งผลให้ผู้ประกอบการหลายรายมองว่าสร้างกำไรไม่คุ้มค่า

2. การแข่งขันสูงและการขาดบุคลากรที่มีคุณภาพ (Skill Shortage): การแข่งขันของธุรกิจเวลเนสในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกนั้นดุเดือด ไม่ว่าจะเป็นมาเลเซียที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลให้เป็น Medical Tourism Hub อย่างชัดเจน หรือการเกิดขึ้นของ Wellness Center ขนาดใหญ่ในประเทศเพื่อนบ้าน ความท้าทายของไทยจึงอยู่ที่การสร้างความแตกต่าง และการแก้ปัญหาการขาดแคลนทักษะ โดยเฉพาะบุคลากรด้าน Wellness Management และ Coaching ที่มีคุณภาพอย่างเป็นระบบ

3. การขาดนวัตกรรม (Innovation) และการร่วมมือ (Collaboration): หลายประเทศใช้ Innovation และ Digital Technology เข้ามาช่วยในการวัดผล วิเคราะห์ และจัดการบริการเวลเนส เพื่อเพิ่มความโปร่งใสและสร้างการมีส่วนร่วมกับผู้บริโภค ขณะที่ไทยยังเน้นการบริการแบบเดิม ๆ นอกจากนี้ผู้ประกอบการไทยยังขาดการทำงานร่วมกัน (Collaborative) และการสร้าง Partnership อย่างเป็นรูปธรรม

4 กลยุทธ์เพื่อการพัฒนา Well-being

เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าในยุคที่ต้องการ ‘ความครบถ้วน’ และ ‘การบริการเฉพาะบุคคล’(Personalization) ธุรกิจควรปรับตัวดังนี้

  • Holistic Integration: พัฒนาบริการให้ครอบคลุมทั้งมิติทางกายและจิตวิญญาณ (Physical and Mental) เนื่องจาก "จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว" การมาไทยเพื่อเวลเนสจึงต้องได้รับประสบการณ์ที่บูรณาการอย่างแท้จริง
  • Embrace Thainess: เน้นย้ำเอกลักษณ์ความเป็นไทยในทุกกิจกรรมและทุกจุดสัมผัส (Touch Point) เพราะนี่คือคุณค่าที่หาไม่ได้ในประเทศอื่น
  • Start & Scale: "ไก่กับไข่" คือหลักการของการเริ่มต้น ลงทุนในสิ่งที่ถนัดและมีความเชี่ยวชาญก่อน แล้วค่อย ๆ สยายปีก โดยหาพาร์ทเนอร์ที่มี "ศีลเสมอกัน" เพื่อเติมเต็มส่วนที่ขาด
  • Government Facilitation: สนับสนุนและเรียกร้องให้ภาครัฐเข้ามามีบทบาท ช่วยอำนวยความสะดวก สร้างแรงจูงใจทางภาษี และโครงสร้างพื้นฐานเพื่อโปรโมทให้ไทยเป็น Global Presence หรือศูนย์กลางด้านเวลเนสระดับภูมิภาคอย่างแท้จริง


การสร้างมิติใหม่สู่การยกระดับมาตรฐาน Well-being

โอกาสของธุรกิจเวลเนสไทยนั้นมีสูงมาก แต่ต้องก้าวข้ามการมองแค่กระบวนการของ Wellness ไปสู่ผลลัพธ์ของ Wellbeing ซึ่งเป็นสิ่งที่สากลให้ความสำคัญและเป็นเครื่องมือในการสร้างมาตรฐานที่สูงขึ้น ซึ่ง นพ.สมพร ได้นำเสนอแนวคิดการแบ่งระดับบริการของ Well-hotel ที่เน้นการสร้าง Guest Experience และ Visibility โดยแบ่งเป็นหลายระดับ

Basic: ลักษณะการบริการ มีเพียง Amenity ทั่วไป, Healthy Lifestyle Promotion และ Fitness พื้นฐาน

Advanced: ลักษณะการบริการมีโปรแกรมที่หลากหลาย, การสร้างประสบการณ์แบบองค์รวม(Holistic Experience), Sustainability (West Reduction)

Gold: ลักษณะการบริการมี Personalized Wellness Program, การสร้างประสบการณ์แบบองค์รวม (Holistic Exclusive), Spa Treatment, Wellness Retreat

Platinum: ลักษณะการบริการใช้ Digital Technology/Innovation, มีผู้เชี่ยวชาญ (Nutrition, Exercise Specialist) เข้ามาช่วยดูแล

Diamond (สูงสุด): มี Wellness Innovation, Involve Community และเป็น Meaningful Program (Accreditation)

การสามารถจัดวางตัวเองในระดับที่สูงขึ้น จะเป็นการสร้างความแตกต่างและตอบโจทย์ความต้องการของตลาดต่างชาติที่ต้องการความแม่นยำและคุณภาพ

ประเทศไทยมีจุดแข็งที่ดีในการมาเป็นแกนหลักในการสร้างแบรนด์ การเดินทางสู่การเป็น Regional Wellness Hub ของไทยจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อผู้ประกอบการทุกภาคส่วน โดยเฉพาะอสังหาริมทรัพย์ การท่องเที่ยว และสุขภาพ ยอมรับความจริงในความท้าทายที่มี และรวมพลังกันเพื่อ บูรณาการ (Integrate) บริการ สร้างนวัตกรรม และทำงานร่วมกันในรูปแบบ Collaboration

นี่คือ "สูตรสำเร็จ" ที่จะทำให้ธุรกิจเวลเนสไทยสามารถเปลี่ยนทุกวิกฤตให้เป็นโอกาสใหม่บนเวทีโลกได้อย่างสมภาคภูมิ