ในงาน "Property Hack 2025: อสังหาฯ ยุคแผ่นดินไหว มองลึก ปรับไว รับมือได้ทุกแรงสั่นสะเทือน" ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย สมาคมการค้าอสังหาริมทรัพย์นนทบุรี และบริษัท เทอร์ร่า มีเดีย แอนด์ คอนซัลติ้ง จำกัด ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อรวมพลังเสริมสร้างสัมพันธภาพระหว่างสมาชิกผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ ทั้งในกรุงเทพและส่วนภูมิภาค ตลอดจนแลกเปลี่ยนข้อมูลบนเวทีเสวนา เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจอันเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อผู้ประกอบการธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจอื่นที่เกี่ยวข้อง เพื่อยกระดับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และสอดคล้องกับภาวการณ์ในปัจจุบัน

หัวข้อเสวนาที่มาคลายความข้องใจ หลังเกิดเหตุการณ์สะเทือนวงการอสังหาฯ อย่างแผ่นดินไหวใจกลางกรุงเทพฯ คือ อสังหาฯ จะปรับตัวอย่างไรในมิติของการก่อสร้าง ดังนั้นการเสวนาหัวข้อ “อสังหาฯ รองรับแผ่นดินไหว ต้องทำอย่างไร?” จึงเป็นหนึ่งในอีกช่วงหนึ่งที่ทุกคนให้ความสนใจ โดยได้รับเกียรติวิทยากรจากภาควิชาการ ภาคอสังหา ภาคก่อสร้าง มาให้ความรู้ แชร์ประสบการณ์ ในฐานะคนทำงานจริง ได้แก่

·       ศ.ดร.เป็นหนึ่ง วานิชชัย ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยแผ่นดินไหว อาจารย์สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT)

·       สืบพงษ์ เกียรติวิศาลชัย รองกรรมการผู้จัดการ กลุ่มธุรกิจอาคาร ที่พักอาศัย อาคารสำนักงาน และอาคารพาณิชย์  บจก. สยามสินธร

·       ชนวิช อนัคกุล Executive Adviser บจก. นันทวัน (Thai Obayashi)

·       พิสิฐ กาญจนรุจิวุฒิ กรรมการผู้จัดการ PSAA Consulting Engineers Co.,ltd

ดำเนินการเสวนา โดย ปรีชา กุลไพศาลธรรม นายกสมาคมการค้าอสังหาริมทรัพย์นนทบุรี และอรรคเดช อุดมศิริธำรง นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์เชียงใหม่

 

แผ่นดินไหวกลางกรุงเทพฯ…แรงจริงหรือ?

            หากเปรียบเทียบประเทศที่ผู้คนมีประสบการณ์ด้านแผ่นดินมาโชกโชนอย่างญี่ปุ่น, ไต้หวัน, พม่า, อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์, เม็กซิโก แล้ว เหตุการณ์แผ่นดินไหวใจกลางกรุงเทพเมื่อ 28 มีนาคมที่ผ่านมา แท้จริงไทยได้รับผลกระทบมากแค่ไหน

            ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านแผ่นดินไหว ศ.ดร.เป็นหนึ่ง ให้ความกระจ่างตรงนี้ว่า แผ่นดินไหวใจกลางกรุงเทพฯ ที่เกิดขึ้นเมื่อ 28 มีนาคม เป็นเหตุแผ่นดินไหวแบบ "ไม่ปกติ" หมายถึง การสั่นสะเทือนแตกต่างจากแผ่นดินไหวทั่วไป โดยลักษณะการโยกตัวเกิดจากการขยายตัวของคลื่นคาบยาว ซึ่งเป็นลักษณะเดียวกับที่เคยเกิดในเม็กซิโกซิตี้ ทำให้อาคารสูงโยก บวกกับกรุงเทพตั้งอยู่บนชั้นดินอ่อน ทำให้ได้รับผลกระทบและรู้สึกได้อย่างรุนแรง

            ต่างจากแผ่นดินไหวที่เคยเกิดขึ้นในภาคเหนือ ที่เชียงรายเมื่อ 10 ปีก่อน ที่อาจจะไม่สร้างความเสียหายรุนแรงมากนัก เนื่องจากเป็นแผ่นดินไหว "ปกติ" อีกทั้งมีศูนย์กลางอยู่ในพื้นที่ประชากรเบาบาง แต่อย่างไรก็ตาม ภาคเหนือทั้งหมดถือมีความเสี่ยงสูงกว่ากรุงเทพฯ เพราะอยู่ในภูมิประเทศในแนวรอยเลื่อนที่เป็นแหล่งกำเนิดแผ่นดินไหว หากเกิดแผ่นดินไหวใกล้เมืองสำคัญก็อาจก่อให้เกิดผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตในระดับหลายพันคนได้

            อย่างไรก็ตามการเกิดแผ่นดินไหวเป็นภัยพิบัติที่มีความถี่ค่อนข้างต่ำ เมื่อเทียบกับภัยพิบัติอื่น ๆ เช่น น้ำท่วมที่อาจเกิดขึ้นทุกปี และแผ่นดินไหวระดับรุนแรงอาจต้องรอเวลาหลายสิบปี แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็จะสร้างความเสียหายได้รุนแรง

 


กรณีศึกษาสยามสินธร: บทเรียนแผ่นดินไหวและการบริหารจัดการที่เตรียมพร้อม

          ในช่วงที่หลายอาคารสูงได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหว โครงการภายใต้สยามสินธร ถือเป็นอีกตัวอย่างโครงการอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ที่มีการวางแผนและรับมือกับเหตุการณ์แผ่นดินไหวได้อย่างดีเยี่ยม

บทเรียนจากสยามสินธรสะท้อนให้เห็นว่า การลงทุนป้องกันและการบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ สร้างความแตกต่างได้มหาศาล และเป็นกุญแจสำคัญสู่ความยั่งยืนในอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ยุคใหม่

สืบพงษ์ แบ่งปันประสบการณ์การรับมือกับเหตุการณ์แผ่นดินไหวของโครงการในเครือสยามสินธร ซึ่งประกอบด้วยอาคารหลายประเภท ทั้งสำนักงาน โรงแรม คอนโดมิเนียม และพื้นที่ค้าปลีกว่า โดยรวมแล้ว โครงสร้างอาคารของสยามสินธรทั้งหมดได้รับความเสียหายระดับ "ศูนย์" (Zero Damage) มีเพียงความเสียหายเล็กน้อยที่ผนังปูนฉาบเท่านั้น ความสำเร็จนี้เป็นผลจากการทีมงานมีความรู้เรื่องแผ่นดินไหวเป็นทุนเดิม เมื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน ทางอาคารจึงดำเนินการได้อย่างรวดเร็วและเป็นระบบ ได้แก่

1.ตรวจสอบโครงสร้างทันที: ทีมงานเข้าไปตรวจสอบโครงสร้างหลักที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากแรงแผ่นดินไหว

2.ติดตามข้อมูลภาครัฐ: เฝ้าติดตามข้อมูลจากกรมอุตุนิยมวิทยาเป็นหลัก เพื่อประเมินสถานการณ์

3.ตัดสินใจรวดเร็ว: ภายในไม่กี่ชั่วโมงหลังเกิดเหตุ (ประมาณ 15:30 น.ในวันเกิดเหตุ) เมื่อมั่นใจว่าปลอดภัย จึงอนุญาตให้ลูกบ้านกลับเข้าอาคารได้ และอาคารทุกประเภทสามารถกลับมาดำเนินการได้ตามปกติ 100% ในเย็นวันนั้น

4.ตรวจสอบและรายงานตามกฎหมาย: ในวันถัดมา ได้นำทีมตรวจสอบอาคารอิสระ 2 ทีมเข้าตรวจสอบ และส่งข้อมูลให้หน่วยงานภาครัฐครบถ้วนภายในวันอังคาร ทำให้กระบวนการทางเทคนิคและกฎหมายเสร็จสมบูรณ์ 100%

ทั้งนี้คุณสืบพงษ์ เผยประเด็นสำคัญที่มักถูกมองข้าม แต่มีผลกระทบอย่างมากต่อการดำเนินธุรกิจ นั่นคือ "Serviceability" หรือ "Business Continuity" การที่โครงสร้างอาคารไม่เสียหายไม่ใช่ทั้งหมด หากธุรกิจไม่สามารถดำเนินต่อไปได้ก็ถือเป็นความเสียหายร้ายแรง

ตัวอย่างที่พบเจอในหลายโรงแรม คือ ระบบน้ำใช้งานไม่ได้ เนื่องจากถังเก็บน้ำบนอาคารสูงเกิดการรั่วไหล ทำให้โรงแรมต้องปิดบริการเป็นเวลานาน, ลิฟต์ใช้งานไม่ได้ แม้แกนลิฟต์จะมีความเหนียวทนทาน แต่ตัวลิฟต์เองอาจเสียหาย เช่น สลิงลิฟต์ขาด หรือระบบภายในมีปัญหา ทำให้การใช้งานอาคารหยุดชะงัก

ในส่วนของสยามสินธรได้จัดการกับปัญหานี้อย่างรวดเร็ว โดยมีการตรวจสอบสลิงลิฟต์ทั้งหมด และปิดลิฟต์ที่เสียหาย พร้อมสั่งสลิงใหม่มาเปลี่ยนภายในหนึ่งสัปดาห์ อีกทั้งมีการใช้เทอร์โมสแกน เพื่อสแกน Bus Duct (แท่งทองแดงจ่ายไฟฟ้า) ทั่วอาคาร เพื่อตรวจสอบจุดที่มีความร้อนสูงผิดปกติ เพื่อให้มั่นใจว่าระบบไฟฟ้าของอาคารยังคงปลอดภัยและใช้งานได้ตามปกติ

ประสบการณ์ของสยามสินธรแสดงให้เห็นว่า การออกแบบอาคารที่รองรับแผ่นดินไหวได้อย่างแท้จริง ไม่ได้หมายถึงแค่ความแข็งแรงของโครงสร้างเท่านั้น แต่ยังต้องคำนึงถึงความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity) และการฟื้นตัวของระบบสาธารณูปโภคภายในอาคาร (Serviceability) เพื่อให้การดำเนินงานกลับสู่ภาวะปกติได้อย่างรวดเร็วที่สุด


โครงสร้างไม่น่ากังวลเท่ากับงานสถาปัตยกรรม

แน่นอนว่าหลังเกิดเหตุแผ่นดินไหว ปัจจัยสำคัญที่คนทั่วไปนึกถึงเป็นอันดับแรก คือ มาตรฐานการก่อสร้างที่รองรับแรงแผ่นดินไหวในเมืองไทยมีคุณภาพแค่ไหน เรื่องนี้ไม่มีใครตอบได้ดีไปกว่า นันทวัน (Thai Obayashi) หนึ่งในบริษัทก่อสร้างมาตรฐานญี่ปุ่นที่มีชื่อเสียงและมีความเชี่ยวชาญในอาคารรองรับแผ่นดินไหว

ชนวิช อนัคกุล แบ่งปันมุมมองการสร้างอาคารให้แข็งแรงรับแผ่นดินไหวว่า การสร้างตามแบบที่ผู้ออกแบบกำหนดมา ซึ่งหากเป็นไปตามมาตรฐาน โครงสร้างหลักไม่มีปัญหาน่ากังวลอยู่แล้ว

แต่สิ่งที่คุณชนวิชเป็นห่วงมากกว่าคือ งานสถาปัตยกรรมและองค์ประกอบที่ไม่ใช่โครงสร้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผนังภายนอกประเภทพรีแคส (Precast) ที่ไทยนิยมใช้วิธีเชื่อมยึดเนื่องจากต้นทุนต่ำ ซึ่งมีความเสี่ยงสูงที่จะขาดการควบคุมคุณภาพ และอาจได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวได้มาก จึงแนะนำเปลี่ยนมาใช้ระบบแขวนแบบ Floor-to-Floor Hanging เพื่อลดแรงกระทำเมื่อเกิดการโยกตัวของแผ่นดินไหว แม้จะมีต้นทุนสูงขึ้น แต่ในระยะยาวสร้างความสบายใจมากกว่า รวมถึงให้เปลี่ยนมาใช้สมาร์ทบอร์ดดีกว่าการก่ออิฐฉาบปูน เพราะเมื่อเกิดความเสียหายจะซ่อมได้ง่ายและเร็วกว่า อีกอย่างลดขยะในไซต์ก่อสร้างได้จำนวนมหาศาลอีกด้วย

อีกประเด็นที่น่าเป็นห่วงคือ ถังเก็บน้ำบนชั้นดาดฟ้า (Water Tank High Roof) ที่มักเป็นคอนกรีต เสนอให้พิจารณาใช้ถังไฟเบอร์วางซ้อนอยู่ภายในห้องเก็บน้ำคอนกรีตอีกชั้นหนึ่ง เพื่อเพิ่มการป้องกันและลดความเสี่ยงจากการเสียหายของถังเก็บน้ำเมื่อเกิดแผ่นดินไหว

เมื่อถามถึงเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมรองรับแผ่นดินไหวที่เหมาะกับอาคารในเมืองไทยและต้นทุนที่สมเหตุสมผล ชนวิชยกตัวอย่างกรณีศึกษาว่า ในญี่ปุ่นจะมีติดเซ็นเซอร์ทุกๆ 5 ชั้น เพื่อวัดคลื่นความถี่ที่กระทำต่อโครงสร้าง เพราะแต่ละเลเยอร์ของความสูงอาคารนั้นผลกระทบไม่เท่ากัน ดังนั้นถ้าทุกๆ 15 - 20 เมตร ควรมีการ Point Check จะทำให้ประเมินได้ว่าโครงสร้างควรเสริมให้ส่วนไหน-แค่ไหน เพราะเกิดการตรวจสอบจากข้อมูลจริงมาแล้ว


ความสมมาตร: แนวทางออกแบบอาคารรับมือแผ่นดินไหวยั่งยืน

สำหรับความท้าทายของแนวทางการออกแบบอาคารรับมือแผ่นดินไหวในยุคปัจจุบัน พิสิฐ ชี้แจงถึงหลักการสำคัญและข้อควรพิจารณาว่า ไม่ว่าจะอาคาร 7-8 ชั้น หรืออาคารสูงประเภท Residential หรือ Mixed-Use ล้วนได้รับผลกระทบจากการตอบสนองของโครงสร้างภายใต้แรงแผ่นดินไหว

แต่สิ่งแรกที่ควรคำนึกถึง คือ การออกแบบอาคารให้มีความสมมาตรทั้งในแนวดิ่งและแนวราบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดวางตำแหน่งปล่องลิฟต์ให้อยู่ตรงกลางอาคารและลงต่อเนื่องไปจนถึงฐานราก เนื่องจากลักษณะของอาคารมีผลอย่างมากต่อการรับแรงแผ่นดินไหว ซึ่งอาคารแต่ละประเภทมีความซับซ้อนที่แตกต่างกัน ได้แก่

·       อาคารพักอาศัย (Residential): มักไม่ค่อยพบปัญหาความสมมาตรในแนวดิ่ง แต่มีโอกาสสูงที่จะเกิดความไม่สมมาตรในแนวราบ เช่น ปล่องลิฟต์ไปอยู่ด้านใดด้านหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องที่จัดการได้ไม่ซับซ้อน

·       อาคาร Mixed-Use:  เช่น อาคารที่มีโรงแรมหรือที่พักอาศัยอยู่ด้านบน และมีศูนย์การค้าอยู่ด้านล่าง อาคารประเภทนี้มักจะมีความซับซ้อนสูงกว่ามาก เนื่องจากผนังแกนลิฟต์ (core lift) ไม่สามารถลงต่อเนื่องผ่านพื้นที่ศูนย์การค้าได้ ทำให้ต้องมีการถ่ายเทน้ำหนัก (transfer load) ทั้งในแนวดิ่งและแนวราบ ไปยังโครงสร้างส่วนอื่น ๆ ซึ่งทำให้การออกแบบรับแรงแผ่นดินไหวมีความยุ่งยากมากขึ้น

            โดยทั่วไปโค้ดแผ่นดินไหว (รหัสแผ่นดินไหวสำหรับโครงสร้างคอนกรีต) ทั้งในไทยและต่างประเทศ พยายามครอบคลุมการออกแบบอาคารทุกรูปแบบ ซึ่งจะมีการตั้งสมมติฐานในการออกแบบ ซึ่งเป็นแนวทางที่ดีในการช่วยลดปัญหากรณีที่บางครั้งวิศวกรเสริมเหล็กในตำแหน่งที่ไม่จำเป็นมากเกินไป แต่กลับใส่เหล็กน้อยเกินไปในตำแหน่งที่สำคัญและต้องรับแรงโยกตัวสูง โดยเฉพาะในอาคารที่ไม่สมมาตร

นอกจากนี้ในประเทศที่ประสบปัญหาแผ่นดินไหวรุนแรง เช่น สหรัฐอเมริกาและฟิลิปปินส์ มีการนำเทคโนโลยีการออกแบบขั้นสูงที่เรียกว่า"Performance-Based Design" มาใช้ วิศวกรจะใช้สร้างแบบจำลองคอมพิวเตอร์ที่ละเอียด เพื่อจำลองการตอบสนองโครงสร้างต่อคลื่นแผ่นดินไหวหลายๆ รูปแบบ เพื่อวิเคราะห์ว่าการโยกตัวของโครงสร้างและข้อต่อต่างๆ อยู่ในขีดจำกัดที่ยอมรับได้หรือไม่ วิธีนี้จะช่วยให้สามารถเสริมเหล็กได้อย่างแม่นยำ ตรงจุดที่มีความต้องการ และลดการเสริมเหล็กในส่วนที่ไม่จำเป็น

แม้ Performance-Based Design จะเป็นแนวทางที่น่าเชื่อถือ แต่พิสิฐชี้ว่ามีข้อจำกัดในการนำมาใช้ในไทย เนื่องจากกระบวนนี้ใช้เวลานานกว่าปกติมากถึง 2-4 เดือน ดังนั้นควรมีการหารือวางแผนกับเจ้าของโครงการตั้งแต่เริ่มต้น เพื่อปรับตารางการทำงานให้สอดคล้องกัน ซึ่งทุกวันนี้วิศวกรในไทยยังคงใช้วิธีการออกแบบพื้นฐานมากกว่า


อาคารเก่ารับมือแผ่นดินไหวได้มั่นคง - ปลอดภัย

ไม่เพียงแค่อาคารใหม่ๆ เท่านั้น สำหรับเจ้าของอาคารเก่าก็อาจจะเกิดคำถามว่าควรรับมือกับเหตุแผ่นดินไหวอย่างไร และเพื่อทำความเข้าใจถึงศักยภาพที่ซ่อนอยู่ในโครงสร้าง และค้นพบวิธีการปรับปรุงที่ไม่จำกัดแค่โครงสร้างหลัก ดร.เป็นหนึ่ง เริ่มต้นด้วยข้อสังเกตที่น่าสนใจว่า อาคารรุ่นเก่าอาจมี Safety Factor สูงกว่าอาคารรุ่นใหม่ เนื่องจากในอดีตการคำนวณที่ซับซ้อนด้วยคอมพิวเตอร์ยังไม่แพร่หลาย วิศวกรจึงมักออกแบบเผื่อไว้เยอะ รวมถึงการใช้วัสดุที่มีกำลังไม่สูงเท่าปัจจุบัน แต่มีองค์ประกอบที่หนาและเสริมเหล็กเพียงพอ ซึ่งอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้อาคารรุ่นเก่าบางแห่งทนทานแผ่นดินไหวได้ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้

อย่างไรก็ตาม ดร.เป็นหนึ่งได้ขยายประเด็นไปยังมิติที่สำคัญกว่านั้น คือการออกแบบเพื่อรองรับแผ่นดินไหวไม่ควรจำกัดอยู่แค่ความปลอดภัยของโครงสร้างหลักเท่านั้น แต่ควรครอบคลุมถึงส่วนที่ไม่ใช่โครงสร้าง (Non-Structural Components) ด้วย เช่น ผนังภายนอก ผนังภายใน ฝ้าเพดาน ระบบท่อ ระบบไฟฟ้า หรือระบบปรับอากาศ ก็สามารถสร้างผลกระทบรุนแรงต่อชีวิตและทรัพย์สินได้เช่นกัน ซึ่งเป็นเทรนด์การออกแบบที่กำลังได้รับความนิยมในต่างประเทศ

ด้านสืบพงษ์ เสริมมุมมองของ ดร.เป็นหนึ่ง พร้อมยกกรณีศึกษาของอาคารสำนักงานสินธรที่มีอายุ 40 ปี แต่แทบไม่มีรอยร้าวหลังแผ่นดินไหว ยืนยันข้อสังเกตที่ว่าการออกแบบในสมัยก่อนเน้นความระมัดระวัง และการควบคุมคุณภาพวัสดุที่ดี แม้จะไม่ได้มีเทคโนโลยีสูง กลับส่งผลดีต่อความทนทานของโครงสร้าง

โดยกุญแจสำคัญที่จะทำให้อาคารแข็งแรง คือ การผนึกกำลังและความเข้าใจร่วมกันของทุกฝ่าย ตั้งแต่สถาปนิก วิศวกร ผู้รับเหมา ไปจนถึงผู้พัฒนา โดยผู้พัฒนาควรเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงความเข้าใจของทุกส่วน ไม่ให้เกิดการทำงานแต่ละฝ่ายทำงานแยกส่วนกัน ควรมีการสื่อสารที่ชัดเจนว่าภัยแผ่นดินไหวคืออะไร และผลกระทบต่อแต่ละส่วนงานเป็นอย่างไร เพื่อให้ทุกคนสามารถออกแบบและทำงานโดยคำนึงถึงความปลอดภัยโดยรวมได้ เช่น การออกแบบ Facade ที่สามารถรองรับการสั่นสะเทือน เพื่อป้องกัน "Non-Structural Hazards" หรือการร่วงหล่นลงมา


ลดต้นทุนด้วยความเข้าใจร่วมกัน

สำหรับผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ระดับกลางลงมา ที่ต้องการปรับตัวเพื่อรับมือกับแผ่นดินไหวโดยไม่ให้ต้นทุนสูงเกินไป สืบพงษ์ ได้ให้คำแนะนำ โดยให้เน้นถึง "ความเข้าใจร่วมกัน" (Common Understanding) เป็นหัวใจสำคัญ เพราะปัญหาหลักที่นำไปสู่ต้นทุนที่สูงขึ้นคือ ช่องว่าง (Gap) ความเข้าใจระหว่างผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายในการทำงาน ตั้งแต่สถาปนิก วิศวกร ผู้ประกอบการ เมื่อใดก็ตามที่มีช่องว่างในการสื่อสารหรือความเข้าใจที่ไม่ตรงกัน ก็จะเกิดเป็นต้นทุนที่ซ่อนอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขงาน ความผิดพลาด หรือการใช้วัสดุที่ไม่เหมาะสม

ดังนั้นแนวทางที่ดี คือ ลดช่องว่างของความเข้าใจระหว่างทุกฝ่ายที่ทำงานร่วมกันให้เหลือน้อยที่สุด   เมื่อทุกคนมีข้อมูลและเป้าหมายที่ชัดเจนตรงกัน การทำงานก็จะราบรื่นขึ้น ข้อผิดพลาดลดลง และการเลือกใช้วัสดุที่เหมาะสมก็จะเกิดขึ้นโดยธรรมชาติ ซึ่งจะส่งผลให้ต้นทุนโดยรวมลดลงเอง

สืบพงษ์ได้ยกตัวอย่างจากประสบการณ์ของตนเองว่า ระบบที่ใช้เพื่อรับมือแผ่นดินไหว มีต้นทุนเพิ่มขึ้นเพียง 1% ของมูลค่าโครงการทั้งหมดเท่านั้น สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าการลงทุนในความเข้าใจและการวางแผนที่ดี ไม่จำเป็นต้องแบกรับภาระต้นทุนที่สูงเกินไปสำหรับผู้ประกอบการทุกระดับ


การยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในการก่อสร้าง

ปิดท้ายด้วยคำถามสำคัญเกี่ยวกับการปรับปรุงและยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในการก่อสร้างอาคารรับมือแผ่นดินไหว ซึ่งผู้เชี่ยวชาญแต่ละท่านได้ให้มุมมองและข้อเสนอแนะที่น่าสนใจ ดังนี้

เน้นสร้างความเชื่อมั่นผู้บริโภคด้วยความโปร่งใสและเทคโนโลยี: พิสิฐเน้นย้ำว่าหัวใจสำคัญคือการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค ซึ่งปัจจุบันยังขาดหน่วยงานกลาง ที่ให้ข้อมูลว่าอาคารได้ออกแบบตามกฎหมายและปลอดภัยจริง ๆ หากพึ่งพิงภาครัฐเป็นหลักอาจเป็นเรื่องยาก จึงเสนอให้ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ มีบทบาทสำคัญในการสื่อสาร จัดให้วิศวกรโครงสร้างและผู้ตรวจสอบอาคารนำเสนอแนวคิดการออกแบบและการตรวจสอบรับแรงแผ่นดินไหวในภาษาที่เข้าใจง่ายแก่สาธารณชน เพื่อสร้างความมั่นใจว่าอาคารถูกออกแบบและตรวจสอบอย่างถูกต้อง

นอกจากนี้เน้นย้ำถึงประโยชน์ของระบบ Health Monitoring ของอาคาร ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยให้วิศวกรมีข้อมูลการสั่นสะเทือนของอาคารได้แบบเรียลไทม์ ทำให้ประเมินความเสียหายหลังเกิดแผ่นดินไหวได้อย่างรวดเร็วและตัดสินใจเปิดใช้งานอาคารได้ทันที โดยไม่ต้องรอคิวการตรวจสอบที่ยาวนาน ซึ่งจะช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับผู้ใช้อาคารได้อย่างมาก

กลไกการตรวจสอบแบบ Third Party และการทำงานเป็นทีม: ชนวิช ชี้ให้เห็นถึงปัญหาในการตรวจสอบคุณภาพการออกแบบและก่อสร้างในปัจจุบัน โดยเสนอให้มีธุรกิจหรือหน่วยงาน Third Party ที่รับตรวจสอบแบบ ตั้งแต่โครงสร้าง งานระบบ ไปจนถึงรายละเอียดต่างๆ เพื่อช่วยตรวจสอบคุณภาพอาคาร ซึ่งเป็นสิ่งที่มีในต่างประเทศอย่างญี่ปุ่น และเชื่อว่าแนวทางนี้ไม่ได้มีต้นทุนที่สูงเกินไปนัก

อีกประเด็นสำคัญที่คุณชนวิชเน้น คือ การเปลี่ยนทัศนคติในการทำงานระหว่างผู้รับเหมาและผู้ออกแบบ ทุกฝ่ายควรทำงานเป็น "ทีมเดียวกัน"

บทบาทของผู้พัฒนาอสังหาในการวางขั้นตอนที่ดี: สืบพงษ์ มุ่งเน้นไปที่บทบาทของผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์โดยตรง โดยเชื่อว่าผู้พัฒนาอสังหาฯ ต้องเป็นผู้วางกระบวนการ (Process) การทำงานที่ถูกต้อง เพื่อให้คุณภาพของการออกแบบและก่อสร้างเพื่อรับมือแผ่นดินไหวเป็นไปได้ด้วยดี โดยเสนอให้ทีมออกแบบ มีส่วนผสมของวิศวกรเข้าไปในทีมมากขึ้น

นอกจากนี้สืบพงษ์ยังชี้ให้เห็นถึงปัญหาของโครงสร้างองค์กรแบบ "ไซโล" (Silo Division) ที่แต่ละแผนกทำงานแยกส่วนกัน เช่น การตลาดกำหนดความต้องการ แล้วแผนกออกแบบก็ออกแบบไปตามนั้น ก่อให้เกิด "ช่องว่าง" และต้นทุนที่ไม่จำเป็น จึงสนับสนุนให้ผู้บริหารระดับสูงส่งเสริมให้ทีมออกแบบมี Workflow ที่เชื่อมโยงไปจนถึงการก่อสร้าง เพื่อให้สามารถปรับเปลี่ยนดีไซน์ได้ทันทีหากพบข้อจำกัดในการก่อสร้าง โดยยังคงรักษาเจตนารมณ์การออกแบบและการตลาดไว้ได้

การออกแบบที่ตรวจสอบได้ มาตรฐานที่ต้องปรับ และเทคโนโลยีที่ใช่: ดร.เป็นหนึ่ง ย้ำ 3 ประเด็นหลักคือ

1.การออกแบบด้วย Independent Checker:   ควรนำระบบ Independent Checker (การตรวจสอบซ้ำที่แยกจากกันอย่างอิสระ) มาตรวจสอบกระบวนการออกแบบ โดยผู้ตรวจสอบจะต้องสร้างแบบจำลองอาคารให้เหมือนจริงที่สุด (Performance Based Design) เพื่อยืนยันว่าอาคารที่สร้างจะทนแผ่นดินไหวได้จริง

2.การปรับปรุงมาตรฐานอย่างต่อเนื่อง: แม้การเปลี่ยนแปลงมาตรฐานจะถูกวิพากษ์วิจารณ์ แต่มาตรฐานจะต้องปรับปรุงตามความรู้ความเข้าใจที่เรียนรู้มา และเหตุการณ์ล่าสุดทำให้เกิดการเรียนรู้มากพอสมควร คาดว่าภายใน 1-2 ปีข้างหน้าจะเห็นการปรับปรุงมาตรฐานหลายส่วน

3. การเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม:   บางเทคโนโลยีอาจไม่เหมาะกับบริบทของกรุงเทพฯ เช่น Base Isolation สำหรับอาคารสูง หรือ Tuned Mass Dampers เนื่องจากพฤติกรรมการโยกตัวของอาคารในกรุงเทพฯ อาจเปลี่ยนแปลงไปเมื่อรับแรงโยกที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตามระบบ Damper หรือ Oil Damper อาจเป็นทางเลือกที่คุ้มค่า เพราะอาคารในกรุงเทพฯ มี Damping ต่ำมาก การเพิ่ม Damping เพียงเล็กน้อยก็อาจเพียงพอ ซึ่งต้องมีผู้กล้าลองทำเป็นอาคารแรกเพื่อปูทางให้เทคโนโลยีนี้กลายเป็นเรื่องปกติในอนาคต

เรียกว่าหากทุกฝ่ายร่วมมือกัน ‘ความท้าทาย’ จากภัยธรรมชาติจะกลายเป็น ‘โอกาส’ สร้างสรรค์อาคารที่ปลอดภัย มีคุณภาพ และตอบโจทย์ความต้องการของอนาคตได้อย่างแท้จริง