1. สงครามการค้ารอบใหม่: สหรัฐฯ กับจีนและอาเซียน

  • สหรัฐฯ ประกาศใช้ Reciprocal Tariffs หรือภาษีตอบโต้การค้ารอบใหม่ โดยขึ้นภาษีสินค้าจีนสูงถึง 145% และอีกหลายประเทศในอาเซียน เช่น ไทย (36%) เวียดนาม (46%) และกัมพูชา (49%)

  • สินค้าที่ได้รับผลกระทบหลัก ได้แก่ โซลาร์เซลล์ โดยเฉพาะจากเวียดนาม ไทย มาเลเซีย และกัมพูชา ซึ่งโดนภาษีสูงสุดถึง 3,521.14%

  • ประเทศในอาเซียนเร่ง เจรจาการค้า กับสหรัฐฯ เช่น เวียดนามเสนอให้ลดภาษีเหลือ 0% ส่วนไทยเสนอเพิ่มการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ

2. ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการส่งออก

  • คาดการณ์ว่า Reciprocal Tariffs จะลด GDP ของประเทศต่าง ๆ ในปี 2025:

    • เวียดนาม: -1.5%

    • กัมพูชา: -1.4%

    • ไทย: -0.8%

    • จีน: -1.0%

  • เวียดนามได้รับผลกระทบหนักที่สุด เพราะพึ่งพาการส่งออกไปยังสหรัฐฯ สูง (29% ของการส่งออกทั้งหมด)

  • ส่งผลให้เศรษฐกิจเวียดนามปี 2025 อาจโตเพียง 5.3% จากเดิมที่คาด 6.8%

3. ปฏิกิริยาของจีน: มาตรการตอบโต้

  • จีนขึ้นภาษีสินค้าสหรัฐฯ สูงถึง 125% พร้อมกับใช้มาตรการที่ไม่ใช่ภาษี เช่น:

    • จำกัดการส่งออกแร่หายาก

    • คว่ำบาตรบริษัทสหรัฐฯ

    • ยกเลิกคำสั่งซื้อสินค้า เช่น เครื่องบิน Boeing และเนื้อหมู

  • ส่งผลให้ เงินหยวนอ่อนค่ารุนแรงที่สุดในรอบ 10 ปี

  • รัฐบาลจีนจึง อัดฉีดสภาพคล่อง และอาจลดดอกเบี้ยนโยบาย พร้อมกับออกพันธบัตรพิเศษเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

4. สถานะของการลงทุนโดยตรงจากจีน (FDI) ในอาเซียน

  • อาเซียนเป็นจุดหมายหลักอันดับ 2 ของ FDI จากจีน รองจากฮ่องกง

  • เวียดนาม มาเลเซีย และกัมพูชา เป็น 3 ประเทศที่ได้รับการลงทุนมากที่สุดในกลุ่มอาเซียน คิดเป็น 22%

  • โครงการเด่น เช่น รถไฟฟ้าความเร็วสูง คุนหมิง-ไฮฟอง และการขยายความร่วมมือภายใต้โครงการ Belt and Road

???? กรณีศึกษา: อินโดนีเซียและเวียดนาม

อินโดนีเซีย

  • คาด GDP ปี 2025 จะชะลอลงเหลือ 4.5% เนื่องจาก:

    • ภาษี Reciprocal จากสหรัฐฯ ที่ 32%

    • ค่าเงินรูเปียห์อ่อนค่าหนักสุดในเอเชีย

    • นักลงทุนกังวลเรื่อง Danantara Sovereign Fund แม้เป็นหนึ่งในกองทุนความมั่งคั่งที่ใหญ่ที่สุดในโลก

  • รัฐบาลต้องออกมาตรการรักษาเสถียรภาพค่าเงิน ตลาดทุน และเร่งการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ

เวียดนาม

  • แม้จะเคยได้รับผลบวกจากการย้ายฐานผลิตจากจีนช่วงสงครามการค้าทรัมป์ 1.0 แต่รอบใหม่นี้กระทบหนัก

  • โซลาร์เซลล์ถูกตั้งภาษีสูงสุดถึง 813.92% ทำให้แทบส่งออกไม่ได้

  • ปัญหาทางการค้าไม่ได้จำกัดแค่ภาษี แต่รวมถึงประเด็น Non-Tariff Barriers เช่น การเปลี่ยนแปลงถิ่นกำเนิดสินค้า และปัญหาทรัพย์สินทางปัญญา