เป็นประจำทุกปีสำหรับงาน TERRAHINT Brand Series ที่จัดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดย TERRA BKK สื่อด้านอสังหาริมทรัพย์และที่ปรึกษาวิจัยด้านการตลาด โดยปีนี้กลับมาอีกครั้งในชื่องานว่า TERRAHINT ​​Brand Series 2021 : DEVELOP THE LEADERSHIP BRAND IN A GAME CHANGING WAY พลิกเกม เปลี่ยนแบรนด์สู่ผู้นำ

อย่างที่ทราบดีว่าช่วงสองปีที่ผ่านมาสถานการณ์โควิด-19 ทำให้ทั่วโลกเผชิญหน้ากับผลกระทบรอบด้าน รวมถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจ และเชื่อว่าหลังจากนี้จะเจอกับสภาพการฟื้นตัวอันแสนยาวนานกว่าที่คิดชนิดที่ไม่รู้ว่าจะใช้เวลาอีกกี่ปีกว่าจะกลับมาเหมือนเดิม

แต่สิ่งที่รู้แน่ๆ คือ ‘พฤติกรรมของผู้บริโภค’ เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างปฏิเสธไม่ได้ ในฐานะผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์หรือเจ้าของแบรนด์ต้องรู้ให้เท่าทันความผันผวนนี้ ไม่ใช่แค่เพื่อให้ ‘ผ่านวิกฤต’ หรือ ‘อยู่รอด’ เท่านั้น แต่ต้องเติบโตไปข้างหน้าด้วย

ภายในจึงได้รวบรวมเนื้อหาสำคัญที่จะเป็นอาวุธสร้างแต้มต่อในการสร้างแบรนด์ ประกอบไปด้วย

  • การบรรยาย : พลิกเกมเปลี่ยนแบรนด์สร้างความเหนือกว่า Brand Leadership & Brand Portfolio Management โดย ดลชัย  บุณยะรัตเวช President/Head of strategic planning, Inspirity partnership ltd.,
  • เผยผลงานวิจัย The most powerful real estate brand 2021 และเจาะลึกพฤติกรรมการอยู่อาศัยใหม่ของคนเมือง โดย สุมิตรา วงภักดี กรรมการผู้จัดการ TerraBkk.com
  • ประกาศผลรางวัลสุดยอดแบรนด์ Powerful 2021 & รางวัลผู้โดดเด่น Rising Star

มอบรางวัลโดย มีศักดิ์ ชุนหรักษ์โชติ นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย

  • วงเสวนา “ก้าวไปต่ออสังหาริมทรัพย์ไทย Real Estate Transformation” 

หนึ่งในคีย์ไฮไลต์สำคัญที่ทุกคนรอคอย คือ การเปิดเผยผลวิจัย The most powerful real estate brand 2021 และเจาะลึกพฤติกรรมการอยู่อาศัยใหม่ของคนเมือง ซึ่งจะสะท้อนให้เห็นความเคลื่อนไหวทั้งทั้งในมุมของผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์และในมุมของผู้บริโภค เพื่อเป็นเครื่องมือสำคัญให้เจ้าของอสังหาริมทรัพย์และเจ้าของแบรนด์ต่างๆ นำไปต่อยอดปรับตัวให้เท่าสถานการณ์โลกและตลาดที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว  

ผลงานวิจัย The most powerful real estate brand 2021 และเจาะลึกพฤติกรรมการอยู่อาศัยใหม่ของคนเมือง โดย คุณสุมิตรา วงภักดี กรรมการผู้จัดการ TerraBkk.com อ่านเนื้อหา Session 1 ได้ที่นี่ คลิก

จากข้อมูลพบว่า โควิด-19 มีผลกระทบต่อพฤติกรรมการซื้ออสังหาริมทรัพย์ ผู้บริโภคต้องการซื้ออสังหาฯ ประเภทแนวราบและบ้านเดี่ยวมากขึ้น โดยเฉพาะอาคารพาณิชย์และบ้านแฝด ที่เติบโตมากว่าปีก่อนสูงถึง 116% สะท้อนให้เห็นความต้องการบ้านใหม่ ที่มีพื้นที่พร้อมรองรับการทำงาน และการทำธุรกิจการค้าได้มากขึ้น โดยในกลุ่มคน Gen Y ส่วนใหญ่เห็นว่าการแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลกระทบต่องานให้เกิดความไม่แน่นอน ส่งผลต่อรายได้ลดลง และสร้างความรู้สึกวิตกกังวลมาก ดังนั้นจึงชะลอการตัดสินใจซื้ออสังหาฯ ออกไป

แม้จะชะลอการซื้อ แต่ในภาพรวมคนส่วนใหญ่ก็ยังมีความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยใหม่ เพื่อรองรับการอยู่อาศัย ทำงาน และต้องการมีพื้นที่สำหรับทำกิจกรรมภายในบ้านด้วย เพราะพฤติกรรมการอยู่อาศัยของคนยุคนี้หันมาให้ความสำคัญกับสุขภาพทางใจ, ใส่ใจเรื่องอาหารการกิน และต้องการพื้นที่สำหรับออกกำลังกายภายในบ้านมากขึ้น

สำหรับผลวิจัยในปีนี้เก็บข้อมูล 2 วิธี คือ 1.โฟกัสกรุ๊ป (Qualitative Research : Focus Group 22-25 พ.ย. 2021) สัมภาษณ์กลุ่มผู้มีกำลังซื้อและสนใจจะซื้อบ้านภายใน 1-2 ปี ทั้งในกลุ่ม Gen X, Gen Y, Gen Z ผู้เล่นใหม่ในตลาดในปีนี้ 2.เก็บข้อมูลเชิงปริมาณ จากกลุ่มตัวอย่าง 1,700 ชุด (Qualitative Research : Online Survey 29 ต.ค.-30 พ.ย.2021) แต่วิเคราะห์เพียง 1,000 ชุด คัดเฉพาะผู้มีกำลังซื้อที่มีรายได้มากกว่า 12,000 บาท ดังนั้นผลวิจัยปีนี้จึงเป็นข้อมูลของผู้ที่มีกำลังซื้ออสังหาริมทรัพย์ราคา 1 ล้านบาทขึ้นไป

จากกลุ่มตัวอย่างจะเป็นกลุ่ม C อยู่ที่ 42% (รายได้ต่ำกว่า 24,000-35,000 บาท) และ A-B ขึ้นไป 58% (รายได้มากกว่า 35,001 บาทขึ้นไป) แบ่งเป็นกลุ่ม Gen Y มากที่สุด รองลงมาคือ Gen X ส่วน Gen Z และ Baby Boomer อยู่ในสัดส่วนเท่าๆ กัน เป็นกลุ่มคนโสด 47% รองลงมาคือแต่งงานแล้ว, เป็นแฟนอยู่ด้วยกัน (ยังไม่ได้แต่งงาน) จากกลุ่มตัวอย่างนี้ส่วนใหญ่ทำงานในเมืองสีลม, สาทร, สุขุมวิท และอาศัยกระจายตัวไปทั้งในเมืองปริมณฑลและจังหวัดข้างเคียง

พฤติกรรมการซื้อที่อยู่อาศัย : แนวราบ เป็นที่ต้องการมากขึ้น

ผลการวิจัยพบว่าความสนใจซื้ออสังหาริมทรัพย์เป็นบ้านเดี่ยวถึง 63% รองลงมา คือ คอนโดมิเนียม 39%, ทาวน์โฮม 28%, บ้าน/คอนโดตากอากาศ 18%, บ้านแฝด 13% โดยทุกกลุ่มผู้บริโภคจะสนใจที่อยู่อาศัยในราคา 3-5 ล้านบาท จากตัวเลขนี้เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว (2020) จะเห็นว่าบ้านเดี่ยวได้รับความสนใจมากขึ้นจากปีแล้วถึง 21% (จาก 52% มาที่ 63%) เช่นเดียวกับบ้านแฝดและอาคารพาณิชย์ที่ผู้บริโภคต้องการซื้อมากกว่าปีที่แล้วถึง 116% และ 100% ขณะที่คอนโดมิเนียมและทาวน์โฮมไม่ได้แตกต่างกันมาก แต่กลับมีความสนใจซื้อที่ดินสร้างมาสร้างบ้านเอง


จากที่อยู่อาศัยทุกประเภทที่กล่าวมา ‘ทุกอาชีพ’ พร้อมที่จะซื้อที่อยู่อาศัยในทุกระดับราคา ตามกำลังซื้อของแต่ละกลุ่มอาชีพ แต่ความน่าสนใจอยู่ที่ ‘อาคารพาณิชย์’ ได้รับความสนใจจากกลุ่มอาชีพพนักงานบริษัทสัดส่วนพอๆ กับกลุ่มอาชีพผู้ประกอบการกิจการค้าขาย แสดงให้เห็นว่าจากสถานการณ์วิกฤตที่ผ่านมา จากอินไซด์ของกลุ่มตัวอย่างพบว่า กลุ่มพนักงานบริษัทถูกลดรายได้ ทำให้มองว่าต้องมีอาชีพเสริมและทำงานค้าขายออนไลน์ไปพร้อมกัน คนกลุ่มนี้จึงต้องการอาคารพิณชย์ที่อยู่อาศัยและเก็บของได้ หรือนัดลูกค้าได้

อีกประการหนึ่งที่น่าสนใจ คือ บ้าน/คอนโดตากอากาศได้รับความสนใจจากกลุ่มอาชีพราชการและกลุ่มอาชีพที่มีใบประกอบวิชาชีพ (แพทย์/วิศวกร) โดยเฉพาะกลุ่มข้าราชการเกษียณจะมีความต้องการที่ชัดเจนมาก สอดคล้องการข่าวของสมาคมรับสร้างบ้านต่างๆ ที่มีการประกาศยอดขายสูงขึ้นกว่าปีที่แล้ว เพราะกลุ่มอาชีพค้าขาย รับราชการ รัฐวิสาหกิจ เข้ามาสู่ตลาดที่ดินจัดสรรมากขึ้น

ทำเลยอดนิยมของคอนโด-บ้านเดี่ยวที่ผู้บริโภคมองหา

เมื่อมาดูที่ทำเลยอดนิยมที่ผู้บริโภคมองหาในการซื้อคอนโดมิเนียม อันดับ 1 คือ ธนบุรี-วงเวียนใหญ่-บางหว้า รองลงมาได้แก่ 2.รัชดา-พระราม 9 -เพชรบุรี 3.อารีย์-สะพานควาย-จตุจักร 4.บางซื่อ-บางโพ-วงศ์สว่าง 5.บางนา-วงแหวน 6.อ่อนนุช-พระโขนง-อุดมสุข ตามลำดับ

“การที่รถไฟฟ้า MRT สายสีน้ำเงิน ทำให้การเดินทางเข้าเมืองง่ายขึ้น ซึ่งอย่าลืมว่าคนส่วนใหญ่ยังทำงานในเมือง การเข้ามาเมืองด้วยรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายต่างๆ ในส่วน MRT สีน้ำเงินที่มีจุดเชื่อมกับ BTS จึงทำให้ตรงนั้นใกล้กว่าทำเลอื่น”

            ขณะที่ท็อป 5 ทำเลยอดฮิตของบ้านเดี่ยว ได้แก่ ศรีนครินทร์-พัฒนาการ-บางนา, ดอนเมือง-พหลโยธิน-สายไหม, ธนบุรี-วงเวียนใหญ่-บางหว้า, รัชดา-พระราม9-เพชรบุรี, ราชพฤกษ์-นครอินทร์

            “อันดันต้นๆ ของทำเลบ้านเดี่ยว ส่วนใหญ่จะขยายมาทางโซนบางนา นั่นเพราะส่วนหนึ่งคนนิยมหารายได้เสิรม, ทำธุรกิจออนไลน์ และพวกคลังสินค้า ซึ่งธุรกิจเหล่านี้จะสะดวกมากในแถบบางนา”

สำหรับเหตุผลในการซื้อที่อยู่อาศัย 3 ข้อแรก ได้แก่ 1.ต้องการที่อยู่เป็นของตัวเอง 2.ต้องการสังคมที่ดีขึ้น ต้องการความปลอดภัย 3.เก็งกำไร ซึ่งเหตุผลทั้งสามข้อนี้จะมีสัดส่วนที่แตกต่างกัน โดยในประเภทคอนโดและบ้านตากอากาศจะมีสัดส่วนซื้อเพื่อลงทุนค่อนข้างสูงกว่าเมื่อเทียบกับที่อยู่อาศัยประเภทอื่นๆ