เมื่อความยั่งยืนไม่ได้เริ่มจากคำว่าโลก แต่เริ่มจากคน ปัญหา และการลงมือทำจริง
บนเวที SME & Climate Tech ในงาน EARTH JUMP 2026 ไม่ได้มีแค่ Sustainability, Climate Tech, Circular Economy หรือ Wellness Economy เท่านั้น แต่เรื่องเล่าของผู้ประกอบการตัวจริง 3 คน ที่เริ่มต้นจากของ ปัญหาธรรมดาในธุรกิจของตัวเอง แล้วค่อยๆ เปลี่ยนสิ่งเหล่านั้นให้กลายเป็นโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจ โดยทั้งสามมุมมองมีจุดร่วมเดียวกัน คือ ความยั่งยืนไม่ได้เกิดจากการทำตามกระแส แต่เกิดจากการมองลึกลงไปในสิ่งที่ธุรกิจของตัวเองมีอยู่แล้ว เห็นคุณค่าของของเหลือ เห็นคุณค่าของระบบหลังบ้าน เห็นคุณค่าของประสบการณ์ลูกค้า และที่สำคัญที่สุด คือ การเห็นคุณค่าของผู้คน เพราะธุรกิจสีเขียวที่ไปได้ไกล ไม่ใช่เพียงรักษ์โลก แต่คือธุรกิจที่ออกแบบให้ความยั่งยืน กินได้ ใช้ได้ ขายได้ และส่งต่อได้จริง เริ่มต้นที่
▪️จากลูกชิ้นปลา สู่แคลเซียมธรรมชาติ เมื่อของเหลือคือจุดเริ่มต้นของนวัตกรรม โดย ดร. เกยูร โชคล้ำเลิศ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ยู้ ฟิชบอล จำกัด และเจ้าของผลิตภัณฑ์ ยูเอ็นซี (UNC)
เรื่องราวของคุณยู้ เริ่มต้นจากธุรกิจครอบครัวลูกชิ้นปลาเยาวราช แต่สิ่งที่เธอนำมาเล่าบนเวทีไม่ใช่เพียงความสำเร็จของร้านอาหาร หากคือ บทเรียนของผู้ประกอบการที่ต้องผ่านทั้งความอดทน ความล้มเหลว และการมองเห็นคุณค่าที่คนอื่นอาจมองข้าม คำสอนจากครอบครัว คือ “ถ้าจะทำธุรกิจ ต้องรู้จักอดกลั้น” เพราะเบื้องหลังธุรกิจที่ดูเดินหน้าได้ทุกวัน คือแรงกดดัน ความไม่แน่นอน และความพยายามของคนหลายรุ่น
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อคุณยู้ตั้งคำถามกับปลาหนึ่งตัวว่า หากธรรมชาติสร้างปลามาทั้งตัว เหตุใดมนุษย์จึงใช้ประโยชน์จากปลาเพียงบางส่วน โดยในกระบวนการผลิตลูกชิ้นปลา เนื้อปลาถูกนำไปใช้เพียงประมาณ 30–40% ขณะที่ส่วนที่เหลือจำนวนมากกลายเป็นของเสีย เป็นต้นทุน และภาระในการจัดการ แต่เมื่อมีบริษัทจากญี่ปุ่นมาขอซื้อหนังปลาเพื่อนำไปทำคอลลาเจน คุณยู้จึงเริ่มเห็นว่า สิ่งที่เคยถูกมองเป็น “ของเหลือ” อาจไม่ใช่ขยะ หากแต่เป็นทรัพยากรที่ยังไม่มีใครปลดล็อกมูลค่า จากนั้น เธอต่อยอดสู่การวิจัยแคลเซียมจากก้างปลาทะเล ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านไบโอมารีน โดยจากก้างปลา 100 กิโลกรัม สามารถสกัดแคลเซียมออกมาได้เพียงประมาณ 7 ขีด เท่านั้น และนี่ คือ แก่นแท้ของนวัตกรรมในมุมของคุณยู้ เพราะนวัตกรรมไม่ใช่การผลิตของจำนวนมากที่สุดด้วยต้นทุนต่ำที่สุดเสมอไป แต่อาจเป็นการมองเห็น “เพชรเม็ดเดียว” ในสิ่งที่คนอื่นมองเป็นก้อนหิน
สำหรับคุณยู้ ความยั่งยืนจึงหมายถึง การสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีคุณค่าต่อสุขภาพ ผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อม พร้อมส่งต่อวิธีคิดจากรุ่นสู่รุ่น และธุรกิจที่ยั่งยืนที่สุด จึงไม่ใช่ธุรกิจที่อยู่รอดเพียง 10 ปี 20 ปี หรือ 50 ปี แต่คือ ธุรกิจที่ยังมีคุณค่ามากพอให้คนรุ่นต่อไป “อยากรักษาไว้เอง”
▪️จากขวดพลาสติก สู่โรงงานรีไซเคิลมาตรฐานโลก♻️ เมื่อความล้มเหลวกลายเป็นอาวุธของธุรกิจ โดยคุณพลธรพัฒน์ ภูธรทอง ผู้ก่อตั้งและผู้บริหาร บริษัท ภูธรทองไฟเบอร์ จำกัด
เรื่องของ คุณพลธรพัฒน์ เริ่มจากคำถามง่าย ๆ ว่า เมื่อเราดื่มน้ำจากขวดพลาสติกหมดแล้ว ขวดเหล่านั้นจะไปอยู่ที่ไหน? เพราะขวดพลาสติกจำนวนมหาศาลอาจกลายเป็นขยะในป่า แม่น้ำ ทะเล หรือหลุมฝังกลบ แต่หากเข้าสู่ระบบที่ถูกต้อง มันสามารถกลับมาเป็นวัตถุดิบใหม่ได้อีกครั้ง ย้อนกลับไปกว่า 13 ปี เริ่มจากการเป็นเจ้าของร้านฮาร์ดแวร์ ก่อนหันมาสนใจธุรกิจรีไซเคิล เพราะดูเหมือนเป็นธุรกิจที่ไม่ต้องสต็อกสินค้า ขายแล้วได้เงินทันที แต่ความจริงไม่ง่ายอย่างที่คิด ช่วงเริ่มต้น เขามองกระบวนการอย่างเรียบง่ายเกินไป ซื้อขวดพลาสติกมา สับ บด ล้าง แพ็ก แล้วขาย ทำไปไม่นานจึงพบว่า ต้นทุนหายไป ระบบการผลิตมีความสูญเสียจำนวนมาก และความรู้ที่มีไม่พอ คำว่า “เจ๊ง” จึงกลายเป็นบทเรียนใหญ่
ด้วยความล้มเหลวที่ผ่านได้ ผลักดันให้กลับไปตรวจสอบธุรกิจใหม่ทั้งหมด ตั้งแต่กระบวนการผลิต การอบรม การดูงาน การวางระบบ ไปจนถึงการเปลี่ยนมายด์เซตจากการวัดดวง สู่การทำธุรกิจด้วยข้อมูลและมาตรฐาน โดยมีอีกจุดเปลี่ยนสำคัญคือการเข้าถึงเงินทุนจาก KBank ซึ่งเปรียบเสมือน “ลมหายใจ” ที่ช่วยให้ธุรกิจเดินต่อ ขยายกำลังการผลิต และยกระดับสู่มาตรฐานสากล เช่น GRS และ FDA ของสหรัฐอเมริกา
จากธุรกิจที่เคยเกือบล้ม รายได้จากหลักสิบล้านต่อปีเพิ่มขึ้นเป็นหลักร้อยล้านต่อปีภายในระยะเวลาเพียง 1 ปี สำหรับภูธรทองไฟเบอร์ ขวดพลาสติกคือจุดเริ่มต้นของวัตถุดิบใหม่ ที่สามารถแปรเปลี่ยนเป็นเสื้อผ้า หมอน ที่นอน ผ้าห่ม หรือผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ในระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน เพราะ พลาสติกจะเป็นผู้ร้ายหรือพระเอก ไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวพลาสติก แต่อยู่ที่มนุษย์จะเลือกจัดการมันอย่างไร?
นี่คือหัวใจของ Circular Economy ที่ต้องมีระบบ มีมาตรฐาน มีเงินทุน มีตลาด และมีผู้ประกอบการที่พร้อมเปลี่ยนของที่เคยไร้ค่า ให้กลับมาเป็นทรัพยากรอีกครั้ง
▪️ จากโรงแรมเล็กริมแม่น้ำ สู่พื้นที่ทดลองใช้ชีวิตที่เป็นมิตรต่อโลก ???? โดยคุณวิชฌ์ วิทยฐานกรณ์ ผู้ร่วมก่อตั้ง neera retreat hotel
สำหรับธุรกิจบริการที่ละเอียดอ่อน เพราะโจทย์ของโรงแรมต้องตอบให้ได้ว่า “ทำอย่างไรให้ลูกค้ายังรู้สึกสะดวก สบาย และอยากกลับมา” คุณซาน หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง neera retreat hotel เล่าว่า โรงแรมเล็กริมแม่น้ำท่าจีน จังหวัดนครปฐมแห่งนี้ เริ่มจากคำถามว่า หากจะทำโรงแรมสักแห่ง โรงแรมนั้นจะเป็นได้มากกว่าแค่ที่พักหรือไม่?
neera เกิดจากพี่น้อง 3 คน ที่นำความถนัด ประสบการณ์ครอบครัว และอิทธิพลจากคุณแม่ที่แยกขยะเก่งมาก มาผสมกับแนวคิดของโรงแรมที่อยากให้ผู้เข้าพักได้หยุด อยู่กับตัวเอง ใกล้ชิดธรรมชาติ และทดลองใช้ชีวิตที่เป็นมิตรต่อโลกมากขึ้น โดยคำว่า “neera” แปลว่า “หยดน้ำ” โรงแรมแห่งนี้จึงตั้งใจเป็นเหมือนหยดน้ำเล็ก ๆ ที่สร้างแรงกระเพื่อมออกไปสู่สังคม
แต่ในปีแรก ความตั้งใจที่ดีไม่ได้แปลว่าลูกค้าจะเข้าใจทันที neera เจอทั้งคำถามและแรงเสียดทาน เช่น ทำไมต้องแยกขยะ ทำไมบางอย่างไม่มีให้เหมือนโรงแรมอื่น หรือทำไมของบางอย่างต้องขอเพิ่มแทนที่จะวางไว้ในห้องตั้งแต่แรก บทเรียน คือ ความยั่งยืนที่ดีไม่ใช่แค่การมีเจตนาดี แต่ต้องถูกออกแบบให้คนเข้าใจ เข้าถึง และเริ่มทำได้ง่าย
neera จึงไม่ใช้วิธีบังคับ แต่เลือกสร้างประสบการณ์ให้แขก “ได้ลอง” เช่น ลองแยกขยะ ลองใช้ของให้น้อยลง ลองพกขวดน้ำ ลองสั่งอาหารในปริมาณที่พอดี หรือทดลองตั้งคำถามกับสิ่งที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ความยั่งยืนจึงถูกแทรกเข้าไปใน Customer Journey อย่างเป็นธรรมชาติ ตั้งแต่เช็กอิน ห้องพัก ห้องอาหาร ไปจนถึงเช็กเอาต์ โดยไม่ทำให้แขกรู้สึกว่าถูกบังคับหรือต้องสมบูรณ์แบบตั้งแต่วันแรก
ตัวอย่างที่คือ การใช้วัสดุอัพไซเคิลในห้องพัก การลดพลาสติกใช้ครั้งเดียว การไม่วางของบางอย่างไว้ในห้องหากไม่จำเป็น แต่ยังมีบริการให้เมื่อแขกต้องการ เช่น แปรงสีฟัน หรือยาสีฟันแบบเม็ดที่ช่วยลดการใช้หลอดพลาสติก หรือในห้องอาหาร neera ยังออกแบบเมนูให้มี 2 ขนาด คือ **ไซซ์ S และไซซ์ L** เพื่อให้ลูกค้าเลือกปริมาณที่เหมาะกับความหิว ลดเศษอาหาร และยังคงประสบการณ์การกินร่วมกันได้อย่างดี
สิ่งเหล่านี้อาจดูเป็นรายละเอียดเล็ก ๆ แต่เมื่อเชื่อมรวมกัน มันคือการออกแบบธุรกิจบริการที่ทำให้ความยั่งยืนไม่ใช่ภาระ แต่เป็นประสบการณ์ที่สัมผัสได้จริง
✨ ความยั่งยืนที่แท้จริง ต้องออกแบบให้คนอยากเริ่ม เมื่อมองทั้งสามเรื่องร่วมกัน จะเห็นว่าความยั่งยืนไม่ได้มีสูตรเดียว
▪️สำหรับ ดร.เกยูร ความยั่งยืนคือการเปลี่ยนของเหลือจากธุรกิจอาหารให้กลายเป็นนวัตกรรมสุขภาพ
▪️สำหรับ คุณพลธรพัฒน์ ความยั่งยืนคือการสร้างระบบรีไซเคิลที่มีมาตรฐาน และเปลี่ยนขยะพลาสติกให้กลับเข้าสู่เศรษฐกิจได้จริง
▪️สำหรับ คุณวิชฌ์ ความยั่งยืนคือการออกแบบประสบการณ์ให้ผู้คนเริ่มใช้ชีวิตที่เป็นมิตรต่อโลกได้ง่ายขึ้น โดยไม่รู้สึกว่าถูกบังคับ
ดังนั้นความยั่งยืนไม่ควรถูกวางเป็นภาระเพิ่มเติมของธุรกิจ แต่ควรถูกออกแบบให้เป็นส่วนหนึ่งของโมเดลธุรกิจ เป็นโอกาสในการลดต้นทุน เพิ่มมูลค่า สร้างความแตกต่าง และทำให้แบรนด์มีความหมายมากขึ้น เพราะสุดท้ายแล้ว ความยั่งยืนที่มีพลังที่สุด คือ ความยั่งยืนที่เริ่มจากคำถามเล็ก ๆ ในธุรกิจของเราเองว่า ของเหลือในวันนี้ จะกลายเป็นคุณค่าใหม่ของวันพรุ่งนี้ได้อย่างไร ????