ราคาปุ๋ยยูเรียโลกพุ่ง จากสงครามอิหร่าน กดดันการปลูกข้าวนาปี คาดฉุดผลผลิตลดกว่า 21% (ศูนย์วิจัยกสิกรไทย Infographic)
- ราคาปุ๋ยยูเรียโลกพุ่งสูงสุดรอบ 43 เดือนแตะ 750 ดอลลาร์ฯต่อตันในมี.ค. 2569 จากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้เพิ่มความเสี่ยงปุ๋ยขาดแคลนและราคาสูงขึ้นทั่วโลก เนื่องจากช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งหลักทั่วโลกต้องหยุดชะงัก ทั้งนี้กว่า 1 ใน 3 ผลิตในตะวันออกกลาง และยังเป็นผู้ส่งออกปุ๋ยยูเรียอันดับ 1 ของโลกกว่า 26%
- ไทยต้องนำเข้าปุ๋ยยูเรียแพงตามตลาดโลกและเสี่ยงขาดแคลน เนื่องจากไทยพึ่งพาการนำเข้าทั้งหมด ซึ่งปุ๋ยยูเรียเป็นปุ๋ยหลักภาคเกษตรไทยในการเพิ่มผลผลิตพืชไร่ โดยมีการนำเข้ากว่า 50% จากปุ๋ยเคมีทั้งหมด และเป็นการนำเข้าจากตะวันออกกลางเป็นหลักกว่า 55%
- คาดว่าจะกระทบการปลูกข้าวนาปีในพ.ค.-ก.ค. 2569 เนื่องจากตรงกับช่วงเริ่มปลูกข้าวนาปีที่จำเป็นต้องใช้ปุ๋ยจำนวนมาก ประกอบกับต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นจากราคาปุ๋ยแพง จะฉุดผลผลิตให้ลดลง 21% ขณะที่ราคาข้าวคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 2% ทำให้โดยรวมแล้วรายได้เกษตรกรอาจลดลง 19%
ราคาปุ๋ยยูเรียในตลาดโลกกำลังกลับมาเป็นแรงกดดันสำคัญต่อภาคเกษตรอีกครั้ง หลังสถานการณ์ความตึงเครียดจากสงครามอิหร่านส่งผลต่อเส้นทางขนส่งหลักของโลก โดยเฉพาะช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของการขนส่งพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ เมื่อการขนส่งเริ่มเผชิญความไม่แน่นอน ราคาปุ๋ยยูเรียโลกจึงพุ่งขึ้นแตะ 750 ดอลลาร์ต่อตันในเดือนมีนาคม 2569 ถือเป็นระดับสูงสุดในรอบ 43 เดือน และเพิ่มขึ้นราว 55% จากช่วงก่อนเกิดสงคราม

ประเด็นนี้ไม่ได้กระทบเพียงตลาดโลก แต่ส่งแรงสั่นสะเทือนมาถึงภาคเกษตรไทยโดยตรง เพราะไทยยังต้องพึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยยูเรียทั้งหมดตามราคาตลาดโลก ขณะที่ปุ๋ยยูเรียถือเป็นปัจจัยการผลิตสำคัญของภาคเกษตร โดยเฉพาะการปลูกพืชไร่และข้าวนาปี ซึ่งต้องใช้ปุ๋ยจำนวนมากในช่วงเริ่มต้นการเพาะปลูก อีกทั้งในโครงสร้างการใช้ปุ๋ยเคมีของไทย ปุ๋ยยูเรียมีสัดส่วนการนำเข้ากว่า 50% และในจำนวนนี้มากกว่า 55% ยังพึ่งพาการนำเข้าจากตะวันออกกลางเป็นหลัก
ความเปราะบางจึงไม่ได้อยู่แค่เรื่อง “ราคาแพงขึ้น” แต่รวมถึง “ความเสี่ยงขาดแคลน” ด้วยเช่นกัน เพราะตะวันออกกลางเป็นแหล่งผลิตปุ๋ยยูเรียสำคัญของโลก คิดเป็นมากกว่า 1 ใน 3 ของการผลิตทั้งหมด และยังเป็นผู้ส่งออกอันดับ 1 ของโลกด้วยสัดส่วนกว่า 26% เมื่อพื้นที่ต้นทางเกิดความไม่แน่นอน ผลกระทบจึงส่งต่อเป็นลูกโซ่ไปยังประเทศที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าอย่างไทยอย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก
สิ่งที่น่ากังวลคือ ช่วงเวลาที่ราคาปุ๋ยพุ่งขึ้นนี้ ตรงกับจังหวะเริ่มปลูกข้าวนาปีในเดือนพฤษภาคมถึงกรกฎาคม 2569 ซึ่งเป็นช่วงที่เกษตรกรมีความจำเป็นต้องใช้ปุ๋ยสูงถึงราว 82% ในระยะแตกกอและตั้งท้อง นั่นหมายความว่า ต้นทุนการผลิตจะเพิ่มขึ้นทันทีในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของฤดูกาลเพาะปลูก และเมื่อปุ๋ยมีสัดส่วนราว 13% ของต้นทุนรวม ราคาปุ๋ยที่แพงขึ้นจึงไม่ใช่ภาระเล็ก แต่เป็นแรงกดดันที่กระทบต่อทั้งผลผลิตและรายได้ของเกษตรกร

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า สถานการณ์ดังกล่าวอาจฉุดผลผลิตข้าวนาปีลดลง 21% แม้ราคาข้าวมีแนวโน้มขยับขึ้น 2% แต่ก็ยังไม่มากพอจะชดเชยต้นทุนที่สูงขึ้นได้ทั้งหมด ทำให้โดยรวมแล้วรายได้เกษตรกรมีโอกาสลดลง 19% ภาพที่เกิดขึ้นจึงสะท้อนชัดว่า ในภาคเกษตร “ราคาขายเพิ่มขึ้นเล็กน้อย” ไม่ได้แปลว่า “รายได้ดีขึ้น” เสมอไป หากต้นทุนการผลิตพุ่งแรงกว่า
ในมุมที่ลึกกว่านั้น เหตุการณ์นี้กำลังตอกย้ำปัญหาเชิงโครงสร้างของภาคเกษตรไทย นั่นคือการพึ่งพาปัจจัยการผลิตจากต่างประเทศในระดับสูง เมื่อเกิดวิกฤติด้านภูมิรัฐศาสตร์หรือการขนส่ง ไทยจึงแทบไม่มีอำนาจต่อรอง และต้องรับแรงกระแทกจากตลาดโลกเต็ม ๆ ทั้งในด้านราคาและความต่อเนื่องของอุปทาน
วิกฤติปุ๋ยยูเรียครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงข่าวราคาสินค้าเกษตรขยับขึ้น แต่คือสัญญาณเตือนถึงความเปราะบางของระบบการผลิตอาหารไทยในวันที่โลกเชื่อมโยงกันมากกว่าที่เคย และทุกความขัดแย้งที่เกิดขึ้นไกลตัว อาจย้อนกลับมากระทบต้นทุนบนผืนนาไทยได้อย่างรวดเร็วและรุนแรงกว่าที่หลายคนคาด