งานสัมมนาใหญ่ประจำปี 2569 ในหัวข้อ อสังหาริมทรัพย์ ดัชนีหลักชี้เศรษฐกิจปี 2026 จัดโดย สมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย สมาคมอาคารชุดไทย และสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร เมื่อวันพุธที่ 11 มีนาคม 2569 เวลา 09.00 – 17.00 น. ณ ห้องเพรสทีจ ฮอลล์ ชั้น 11 โรงแรม แกรนด์ เซ็นเตอร์ พอยต์ เพรสทีจ พบว่าภาคอสังหาริมทรัพย์ยังคงเป็นกลไกเศรษฐกิจหลักของประเทศ ซึ่งเชื่อมโยงกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจจำนวนมาก ตั้งแต่ระบบการเงิน การจ้างงาน ภาคการผลิตวัสดุก่อสร้าง การค้าปลีก ไปจนถึงการบริโภคภาคครัวเรือน รวมถึงในเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจ ระบุว่า

  • ภาคอสังหาริมทรัพย์มีสัดส่วนประมาณ 8–10% ของ GDP ประเทศไทย
  • หากรวมธุรกิจที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เช่น วัสดุก่อสร้าง เฟอร์นิเจอร์ การตกแต่ง และสินเชื่อบ้าน จะมีมูลค่าทางเศรษฐกิจมากกว่า 20% ของกิจกรรมเศรษฐกิจทั้งหมด
  • การจ้างงานที่เกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์มีมากกว่า 2.8–3 ล้านตำแหน่งทั่วประเทศ

ตลอดทั้งวันของการสัมมนา ครอบคลุมมุมมองจากทั้ง ภาครัฐ สถาบันการเงิน นักเศรษฐศาสตร์ และภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ทำให้ภาพรวมของตลาดถูกวิเคราะห์ในหลายมิติ ตั้งแต่โครงสร้างกฎหมาย ระบบสินเชื่อ ภาพเศรษฐกิจมหภาค ไปจนถึงแนวโน้มพฤติกรรมผู้บริโภค 

✨ เริ่มด้วยปาฐกถาพิเศษ ในหัวข้อ บทบาทของกรมที่ดินที่มีต่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โดย คุณเจนกิจ เชฏฐวาณิชย์ รองอธิบดีกรมที่ดิน 

โดยทิศทางใหม่ของกรมที่ดิน กับการปรับตัวของกฎหมายและมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ 2569 เพื่อให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป กรมที่ดินได้มีการปรับปรุงข้อกำหนดและนำมาตรการใหม่ๆ มาใช้เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการและอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน ดังนี้


คุณเจนกิจ เชฏฐวาณิชย์ รองอธิบดีกรมที่ดิน 

1. การแก้ไข พรบ.จัดสรรที่ดิน (ฉบับใหม่) มีผลบังคับใช้ 1 มีนาคม 2569

  • ยืดหยุ่นการเก็บค่าส่วนกลาง โดยปรับเปลี่ยนจากการเก็บรายเดือนเพียงอย่างเดียว เป็นการเก็บรายเดือนหรือตามที่ข้อบังคับนิติบุคคลกำหนด เพื่อให้เหมาะสมกับสภาวะจริงของแต่ละโครงการ
  • มาตรฐานการบำรุงรักษาสาธารณูปโภค แก้ไขนิยามจากเดิม "ให้คงสภาพเดิม" เป็น "ต้องบำรุงรักษาให้ใช้งานได้ตามปกติโดยไม่ต่ำกว่ามาตรฐานเดิมหรือเทียบเท่า" เพื่อให้เกิดความชัดเจนในทางปฏิบัติ
  • การประกาศยุติโครงการผ่านออนไลน์ เปลี่ยนจากการประกาศผ่านหนังสือพิมพ์ มาเป็นการเผยแพร่ผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศของกรมที่ดิน เพื่อความรวดเร็วและประหยัดค่าใช้จ่าย
  • ปรับปรุงอัตราโทษ มีการปรับปรุงบทกำหนดโทษใหม่ให้มีความเหมาะสมกับปัจจุบัน

2. โครงการจัดสรรที่ดิน "ขนาดเล็กพิเศษ" (Small Scale) เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและดึงผู้ประกอบการรายย่อยเข้าสู่ระบบกฎหมาย กรมที่ดินได้ขยายระยะเวลาประกาศออกไปรวดเดียว 3 ปี (1 ม.ค. 69 – 31 ธ.ค. 71) โดยมีสิทธิประโยชน์ดังนี้

  • ผ่อนปรนข้อกำหนด โดยไม่ต้องจัดทำสวน สนามเด็กเล่น หรือสนามกีฬา และไม่ต้องมีสำนักงานนิติบุคคล (ถนนกว้าง 8 เมตร ผิวจราจร 6 เมตร)
  • เงื่อนไข กทม./เทศบาล/พัทยา ไม่เกิน 32 แปลง (เนื้อที่ขายไม่เกิน 2 ไร่) หรืออาคารพาณิชย์ไม่เกิน 20 แปลง
  • เขต อบต. ไม่เกิน 40 แปลง (เนื้อที่ขายไม่เกิน 4 ไร่)
  • *ข้อห้าม คือ ห้ามทำโครงการเล็กพิเศษติดต่อกันหลายโครงการเพื่อเลี่ยงกฎหมาย

3. การปรับลดขนาดที่ดินแปลงย่อย (ตามข้อเสนอ 3 สมาคมอสังหาฯ) ครม. มีมติเห็นชอบ (9 เม.ย. 67) ให้พิจารณาปรับลดขนาดเนื้อที่ดินขั้นต่ำ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงที่อยู่อาศัยได้ง่ายขึ้น ดังนี้

  • บ้านเดี่ยว จาก 50 ตารางวา → เหลือ 35 ตารางวา
  • บ้านแฝด จาก 35 ตารางวา → เหลือ 28 ตารางวา
  • บ้านแถว/อาคารพาณิชย์ จาก 16 ตารางวา → เหลือ 14 ตารางวา
    (ปัจจุบันอยู่ระหว่างสรุปความเห็นจากสภาวิศวกร สภาสถาปนิก และการเคหะฯ เพื่อเร่งดำเนินการประกาศใช้)

4. มาตรการลดค่าธรรมเนียม (ถึง 30 มิถุนายน 2569) สนับสนุนบุคคลสัญชาติไทยที่ซื้อที่อยู่อาศัย (มือหนึ่ง/มือสอง) ราคาไม่เกิน 7 ล้านบาท

  • ค่าจดทะเบียนโอน : ลดจาก 2% → เหลือ 0.01%
  • ค่าจดจำนอง : ลดจาก 1% → เหลือ 0.01% (ต้องจดจำนองพร้อมการซื้อขาย)

5. กรมที่ดิน 125 ปี สู่ยุค Digital (e-Service) มุ่งเน้นความสะดวกผ่าน SmartLand / DOL e-Service 

  • สำนักงานที่ดินอิเล็กทรอนิกส์ ให้บริการ "จดทะเบียนต่างสำนักงานแบบออนไลน์" ได้แล้วใน 34 จังหวัด 230 สำนักงาน (เช่น อยู่กรุงเทพฯ ซื้อที่ดินภูเก็ต สามารถทำเรื่องที่กรุงเทพฯ ได้เลย)
  • ระบบการยื่นคำขอใบอนุญาตให้ทำการจัดสรรที่ดิน ผ่านระบบ e-License จำนวน 8 คำขอ ในเร็วๆ นี้ คือ
    - คำขออนุญาตทำการจัดสรรที่ดิน
    - คำขอแก้ไขเปลี่ยนแปลงแผนผังโครงการหรือวิธีการจัดสรรที่ดิน
    - คำขอโอนใบอนุญาต
    - คำขอโอนใบอนุญาต (กรณีผู้จัดสรรที่ดินตาย)
    - คำขอรับใบแทนใบอนุญาต
    - คำขอยกเลิกจัดสรรที่ดิน
    - คำขออนุญาตการก่อการะหนี้/การะผูกพัน
    - คำขอจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร
  • DOL e-Service บริการออนไลน์อื่นๆ ตรวจสอบหลักทรัพย์ ประเมินราคา และขอรังวัดที่ดินผ่านมือถือ

 

6. ข้อควรระวัง การใช้อาคารชุดเป็นโรงแรม เน้นย้ำว่า "อาคารชุดไม่สามารถนำไปจดทะเบียนเป็นโรงแรมหรือปล่อยเช่ารายวันในลักษณะโรงแรม" เนื่องจากขัดต่อกฎหมายควบคุมอาคารและ พรบ.โรงแรม ซึ่งเป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการกำกับดูแลการใช้งานให้ถูกต้องตามประเภทใบอนุญาต

 

สรุป กรมที่ดิน พร้อมรับฟังและปรับตัวร่วมกับภาคเอกชน เพื่อให้การดำเนินธุรกิจคล่องตัวขึ้น และช่วยให้ประชาชนมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองได้อย่างยั่งยืน

ในส่วนของบทบาทสินเชื่อโครงการและสินเชื่อที่อยู่อาศัยในการขับเคลื่อนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทย 2569  บนเวทีงานสัมมนาใหญ่ประจำปี 2569 

เวทีอภิปรายช่วงนี้รวมมุมมองจาก ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารเกียรตินาคินภัทร และธนาคารอาคารสงเคราะห์ ซึ่งสะท้อนภาพตรงกันว่า ปี 2569 เป็นช่วงเวลาที่ระบบสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์กำลังเผชิญ “การปรับโครงสร้างครั้งสำคัญ” หลังจากตลาดเติบโตต่อเนื่องมายาวนานในช่วงก่อนหน้า หากพิจารณาโครงสร้างของตลาดสินเชื่อที่อยู่อาศัยในประเทศไทย จะพบว่าตลาดนี้มีขนาดใหญ่และมีบทบาทสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม ตัวเลขสำคัญของระบบสินเชื่อที่อยู่อาศัย คือ มูลค่าสินเชื่อที่อยู่อาศัยรวมในระบบธนาคารมากกว่า 4.9 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 22–25% ของสินเชื่อรวมในระบบธนาคารพาณิชย์ โดยมีบัญชีสินเชื่อที่อยู่อาศัยมากกว่า 3.5–4 ล้านบัญชีทั่วประเทศ

ในขณะเดียวกัน เศรษฐกิจครัวเรือนไทยยังเผชิญแรงกดดันสำคัญจากระดับหนี้ที่สูง โดยหนี้ครัวเรือนของไทยอยู่ในระดับประมาณ 90–91% ของ GDP  ส่วนรายได้ครัวเรือนเติบโตเฉลี่ยเพียง 2–3% ต่อปี ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว ส่งผลให้ตลาดสินเชื่อบ้านใหม่มีแนวโน้มชะลอตัว โดยข้อมูลในเวทีระบุว่า ยอดปล่อยสินเชื่อบ้านใหม่ของระบบธนาคาร หดตัวต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 และอัตราการปฏิเสธสินเชื่อ (Mortgage Rejection Rate) ในบางช่วงสูงถึง 30–40% ของผู้ยื่นขอสินเชื่อ

คุณณัฐพล ลือพร้อมชัย รองผู้จัดการใหญ่ ดูแลสายงานผลิตภัณฑ์เครดิต ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ให้มุมมองระบบสินเชื่อที่อยู่อาศัยไทยจากข้อมูลธนาคารกสิกรไทย

คุณณัฐพล ลือพร้อมชัย ได้อธิบายภาพรวมของ ระบบสินเชื่อที่อยู่อาศัยของประเทศไทย ซึ่งถือเป็นหนึ่งในกลไกหลักของระบบเศรษฐกิจไทย โดยข้อมูลจากธนาคารกสิกรไทยระบุว่า ปัจจุบันตลาดสินเชื่อที่อยู่อาศัยของไทยมีมูลค่ารวมมากกว่า 4.9 ล้านล้านบาท และคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 22–25% ของสินเชื่อรวมในระบบธนาคารพาณิชย์

หากพิจารณาในเชิงโครงสร้าง พบว่าในประเทศไทยมีบัญชีสินเชื่อที่อยู่อาศัยมากกว่า 3.5–4 ล้านบัญชีทั่วประเทศ และสินเชื่อประเภทนี้ถือเป็นหนึ่งในสินเชื่อที่มีมูลค่าหลักประกันสูงที่สุดของระบบธนาคาร

อย่างไรก็ตาม ในช่วง 3–4 ปีที่ผ่านมา ยอดปล่อยสินเชื่อบ้านใหม่ของระบบธนาคารมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง ซึ่งสะท้อนความเปราะบางของเศรษฐกิจครัวเรือนไทยและการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างตลาดอสังหาริมทรัพย์

ปัจจัยสำคัญที่กดดันการเติบโตของสินเชื่อที่อยู่อาศัย ได้แก่
ระดับหนี้ครัวเรือนของไทยสูงกว่า 90–91% ของ GDP ซึ่งอยู่ในระดับสูงที่สุดในเอเชีย
• รายได้ครัวเรือนเติบโตเฉลี่ยเพียง 2–3% ต่อปี ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
• อัตราการปฏิเสธสินเชื่อบ้าน (Mortgage Rejection Rate) ในบางช่วงสูงถึง 30–40% ของผู้ยื่นขอสินเชื่อ
• ราคาที่อยู่อาศัยในบางทำเลปรับเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 5–10% ต่อปี ส่งผลให้ความสามารถในการกู้ซื้อบ้านลดลง

ในเชิงโครงสร้างของตลาด คุณณัฐพลอธิบายว่า ระบบสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์สามารถแบ่งออกเป็นสองส่วนหลัก ได้แก่
1. สินเชื่อโครงการ (Project Finance / Pre‑Finance) ซึ่งเป็นสินเชื่อที่ธนาคารปล่อยให้กับผู้ประกอบการเพื่อใช้พัฒนาโครงการ เช่น การซื้อที่ดิน การก่อสร้าง และการพัฒนาโครงการ โดยในช่วงในช่วง 2–3 ปีที่ผ่านมา ผู้ประกอบการต้องเผชิญกับต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยปรับตัวขึ้น ส่งผลให้หลายบริษัทฯ ต้องปรับตัว อาทิ
• การลดจำนวนการเปิดตัวโครงการใหม่
• การชะลอการซื้อที่ดินใหม่
• การปรับขนาดโครงการให้เล็กลง
• การเร่งระบายสต๊อกโครงการเดิม

ข้อมูลจากหลายบริษัทอสังหาริมทรัพย์ระบุว่า ในบางช่วงการเปิดตัวโครงการใหม่ลดลงมากกว่า 20–30% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนโควิด

2. สินเชื่อผู้ซื้อบ้าน (Mortgage / Post‑Finance) ซึ่งเป็นสินเชื่อที่ปล่อยให้กับผู้บริโภคเพื่อซื้อบ้านหรือคอนโดมิเนียม โดยธนาคารต้องพิจารณาความสามารถในการผ่อนชำระของลูกค้าอย่างละเอียดมากขึ้น ทั้งในด้านรายได้ ความสามารถในการผ่อนชำระ ภาระหนี้เดิม และความมั่นคงของอาชีพ ในบางกรณี ผู้ซื้อบ้านจำนวนมากอาจผ่านการจองโครงการ แต่ไม่สามารถผ่านการอนุมัติสินเชื่อได้ ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องปรับกลยุทธ์ เช่น
• การตรวจสอบคุณสมบัติลูกค้าก่อนการจอง

• การร่วมมือกับธนาคารเพื่อประเมินความสามารถในการกู้

ในหลายกรณี ผู้ซื้อบ้านอาจสามารถจองโครงการได้ แต่ไม่สามารถผ่านการอนุมัติสินเชื่อจากธนาคาร ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องเผชิญความเสี่ยงจากยอดโอนที่ไม่เกิดขึ้นจริง

ดังนั้น ในมุมมองของธนาคารกสิกรไทย ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในยุคใหม่จะไม่ได้แข่งขันกันที่ ปริมาณของความต้องการซื้อ (Demand Volume) เพียงอย่างเดียว แต่จะต้องแข่งขันกันที่ คุณภาพของผู้ซื้อและความสามารถในการเข้าถึงสินเชื่อ ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดทิศทางของตลาดในช่วง 2–3 ปีข้างหน้า

ในส่วนของ คุณสุรัตน์ ลีลาทวีวัฒน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ประธานสายสินเชื่อธุรกิจ และประธานสายสินเชื่อบรรษัท ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) ชี้ภาพใหญ่เศรษฐกิจไทยปี 2569 และผลกระทบต่ออสังหาริมทรัพย์ ว่ายังคงเติบโตในอัตราที่ค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยการคาดการณ์ของ KKP Research ระบุว่า
• GDP ไทยปี 2569 มีแนวโน้มเติบโตเพียง 2–3% ต่อปี
• ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศมีอัตราการเติบโต 4–6% ต่อปี

โครงสร้างเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญแรงกดดันหลายด้านพร้อมกัน ซึ่งส่งผลต่อการลงทุนและกำลังซื้อในตลาดอสังหาริมทรัพย์ โดย
ปัจจัยกดดันเศรษฐกิจไทยในระยะกลาง คือ
1. ภาคการผลิตชะลอตัว จากท่ีภาคการผลิตซึ่งเคยเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทยเริ่มชะลอตัวลงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่ต้องแข่งขันกับประเทศต้นทุนต่ำ โดยพบว่า สัดส่วนภาคการผลิตต่อ GDP ลดลงเหลือประมาณ 26–27% และการเติบโตของการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมบางปีอยู่ในระดับเพียง 1–2%
2. การแข่งขันจากสินค้าจีน เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือการแข่งขันจากสินค้าจีนที่มีต้นทุนการผลิตต่ำกว่า ซึ่งสินค้าจีนจำนวนมากเข้าสู่ตลาดอาเซียนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และไทยต้องเผชิญการแข่งขันทั้งในตลาดส่งออกและตลาดภายในประเทศ ซึ่งในบางอุตสาหกรรม เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้าและวัสดุก่อสร้าง สินค้าจีนมีราคาต่ำกว่าสินค้าในประเทศถึง 10–20%
3. ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างรวดเร็ว โดยมีสัดส่วนประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป เพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า 20% ของประชากรทั้งหมด และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 30% ภายในปี 2035 ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากรทำให้ การเติบโตของแรงงานชะลอตัว การบริโภคภายในประเทศเติบโตช้าลง และความต้องการที่อยู่อาศัยเปลี่ยนรูปแบบ

ผลกระทบต่อภาคอสังหาริมทรัพย์ เมื่อเศรษฐกิจเติบโตในระดับต่ำ ตลาดอสังหาริมทรัพย์ก็จะเติบโตในอัตราที่จำกัดเช่นกัน ตัวเลขจากหลายสถาบันระบุว่า
• มูลค่าตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยอยู่ที่ประมาณ 1.3 – 1.5 ล้านล้านบาทต่อปี
• สินเชื่อที่อยู่อาศัยรวมของระบบธนาคารมากกว่า 4.9 ล้านล้านบาท
• ภาคอสังหาริมทรัพย์มีสัดส่วนประมาณ 8 – 10% ของ GDP

ดังนั้น ความผันผวนของเศรษฐกิจมหภาคจึงมีผลโดยตรงต่อการเติบโตของตลาดที่อยู่อาศัยและการลงทุนของผู้ประกอบการ ในยุคที่เศรษฐกิจเติบโตช้า ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์จำเป็นต้องปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจใหม่ เช่น
• การพัฒนาโครงการที่ตอบโจทย์กำลังซื้อจริง
• การควบคุมต้นทุนการพัฒนาโครงการ
• การมองหาโอกาสจากตลาดใหม่ เช่น ตลาดผู้สูงอายุ และตลาดต่างชาติ

ในส่วนของ คุณณรงค์พล ประภานิรินธน์ รองกรรมการผู้จัดการ กลุ่มงานการตลาด ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ในบทบาทของธนาคารอาคารสงเคราะห์ต่อโครงสร้างตลาดที่อยู่อาศัยไทย ในฐานะสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาตลาดที่อยู่อาศัยของประเทศไทย โดยเฉพาะในกลุ่มประชาชนรายได้ปานกลางและรายได้น้อย ปัจจุบัน ธอส. ถือเป็นหนึ่งในสถาบันการเงินที่มีพอร์ตสินเชื่อที่อยู่อาศัยขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศ นั่นคือ
• พอร์ตสินเชื่อที่อยู่อาศัยรวมมากกว่า 1.7 ล้านล้านบาท
• จำนวนลูกค้าสินเชื่อมากกว่า 1.5 ล้านบัญชีทั่วประเทศ
• สัดส่วนตลาดสินเชื่อบ้านประมาณ 25–30% ของตลาดสินเชื่อที่อยู่อาศัยทั้งหมด

หากพิจารณาในเชิงเศรษฐกิจ การดำเนินงานของธอส. มีบทบาทสำคัญในการช่วยให้ประชาชนจำนวนมากสามารถเข้าถึงที่อยู่อาศัยได้จริง โดยเฉพาะกลุ่มครัวเรือนที่มีรายได้ระดับกลางถึงระดับล่าง ซึ่งมักประสบปัญหาในการเข้าถึงสินเชื่อจากธนาคารพาณิชย์

โครงสร้างโครงการสินเชื่อหลักของ ธอส. เน้นการพัฒนาโครงการสินเชื่อที่ตอบโจทย์ประชาชนในหลายกลุ่ม โดยเฉพาะโครงการที่ช่วยลดภาระการผ่อนชำระในช่วงเริ่มต้นของการซื้อบ้าน เช่น
• สินเชื่อบ้านสำหรับผู้มีรายได้น้อย โครงการสินเชื่อที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้ครัวเรือนรายได้ต่ำสามารถเข้าถึงการเป็นเจ้าของบ้านได้ โดยบางโครงการมีอัตราดอกเบี้ยเริ่มต้นต่ำกว่า 3% ต่อปี ในช่วงปีแรก
• โครงการบ้านเพื่อสังคม (Social Housing Loan) โครงการที่สนับสนุนการพัฒนาที่อยู่อาศัยราคาประหยัดสำหรับประชาชนทั่วไป โดยมีวงเงินสนับสนุนหลาย หมื่นล้านบาทต่อปี
• Green Housing Loan โครงการสินเชื่อสำหรับบ้านที่ออกแบบตามแนวคิดการประหยัดพลังงาน เช่น บ้านที่ติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์ หรือโครงการที่มีมาตรฐานอาคารสีเขียว ซึ่งช่วยลดการใช้พลังงานของอาคารได้ประมาณ 20–30%

บทบาทของ ธอส. ต่อเศรษฐกิจและตลาดอสังหาริมทรัพย์ โดยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ธอส. มีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นตลาดอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัว โดยการออกมาตรการสินเชื่อพิเศษเพื่อช่วยกระตุ้นการซื้อที่อยู่อาศัย เช่น
• โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับบ้านราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท
• โครงการสินเชื่อสำหรับผู้ซื้อบ้านหลังแรก
• โครงการช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจ

ในบางปี ธอส. สามารถปล่อยสินเชื่อใหม่ได้มากกว่า 200,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งช่วยให้ตลาดที่อยู่อาศัยยังคงมีการหมุนเวียนของธุรกรรมแม้ในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว ทั้งนี้ ธอส. ไม่ได้เป็นเพียงธนาคารปล่อยสินเชื่อบ้านเท่านั้น แต่ยังทำหน้าที่เป็น กลไกสำคัญของรัฐในการสร้างความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัย และช่วยรักษาเสถียรภาพของตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยในระยะยาว

สรุปทิศทางและนโยบายด้าน Green Loan (สินเชื่อสีเขียว) หลายๆ ธนาคารเริ่มให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ โดยมองว่าเป็น เทรนด์โลก และเป็นพันธสัญญาของประเทศไทย (Net Zero) ซึ่งสถาบันการเงินใช้เป็นกลยุทธ์หลักในปี 2569 อาทิ
- ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ขับเคลื่อนผ่าน 3 ส่วนหลัก คือ Green House, Green Loan และ Green Funding เพื่อตอบโจทย์ความยั่งยืน
- ธนาคารกสิกรไทย (KBank)  เน้นสนับสนุน Green Home และ Green Finance โดยมองว่าไม่ใช่แค่แฟชั่น แต่เป็นตัวช่วยลดต้นทุนให้ผู้บริโภคในระยะยาว

2. สิทธิประโยชน์สำหรับผู้กู้ (Post-Finance) การเลือกซื้อบ้านที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมส่งผลดีต่อศักยภาพในการชำระหนี้ ด้วย
- ดอกเบี้ยพิเศษ หากเป็นโครงการ Green Home ธนาคารจะให้ อัตราดอกเบี้ยที่ถูกกว่า สินเชื่อปกติ
- การเพิ่มสภาพคล่อง (Cash Flow) บ้านสีเขียวช่วยลดค่าใช้จ่ายรายเดือน (เช่น ค่าไฟจากโซลาร์เซลล์) ทำให้ผู้กู้มีเงินเหลือในกระเป๋ามากขึ้น ลดความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้
- สินเชื่อเฉพาะทาง มีสินเชื่อสำหรับติดตั้ง Solar Rooftop โดยเฉพาะ ซึ่งบางกรณี (ของ ธอส.) เป็นสินเชื่อแบบ ไม่ต้องจำนอง และมีสิทธิประโยชน์ทางภาษีร่วมด้วย

3. การสนับสนุนผู้ประกอบการ (Project Finance) ผ่านเครื่องมือต่างๆ อาทิ
- มีการดีลสินเชื่อต้นทุนต่ำ (Soft Loan) สำหรับพัฒนาโครงการที่เป็น Green Project
- ธนาคาร (เช่น KKP) มีบริการช่วยวิเคราะห์การเลือกใช้วัสดุที่มีคาร์บอนต่ำ (Embodied Carbon) และการออกแบบที่ประหยัดพลังงาน ซึ่งช่วยลดคาร์บอนได้ตั้งแต่ขั้นตอนการก่อสร้าง
ทั้งนี้ การทำ Green Home อาจมีต้นทุนเพิ่มขึ้นเพียง 2-3% แต่สร้างมูลค่าแบรนด์และดึงดูดการปล่อยสินเชื่อจากธนาคารได้ง่ายกว่า

4. นวัตกรรมและ Marketplace อย่างแพลตฟอร์ม GHB Big Family ของ ธอส. ที่เปิดให้ผู้ประกอบการนำสินค้ากลุ่ม Green เช่น Solar Rooftop หรือบริการดูแลบ้านมาวางขาย โดยมีส่วนลดพิเศษให้กับลูกค้าที่ซื้อผ่านช่องทางนี้

ทั้งนี้ Green Loan ในปัจจุบันถูกใช้เป็นเครื่องมือในการ "ลดความเสี่ยง" ทั้งฝั่งแบงก์ (ลูกค้ามีเงินผ่อน) และฝั่งผู้กู้ (ประหยัดค่าใช้จ่าย) โดยมีแรงจูงใจหลัก คือ ดอกเบี้ยที่ถูกลง และ การอนุมัติที่ง่ายขึ้นนั่นเอง

Session ต่อมา คือ การอภิปราย “เจาะลึกตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย ปี 2569”
เริ่มต้นที่ คุณกฤช ปิ่มหทัยวุฒิ กรรมการผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท โจนส์ แลง ลาซาลล์ (ประเทศไทย) จำกัด
ชี้ว่า ตลาดกำลังเปลี่ยนผ่านจากยุคที่เติบโตด้วย ปริมาณการพัฒนาไปสู่ยุคที่ต้องใช้ "การวิเคราะห์ข้อมูลและการคัดเลือกโอกาสอย่างแม่นยำ" มากขึ้น ในช่วง 10–15 ปีที่ผ่านมา ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยเคยเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในช่วงปี 2556–2561 ซึ่งเป็นช่วงที่มีการเปิดโครงการคอนโดมิเนียมจำนวนมากในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล พบว่า จำนวนหน่วยคอนโดเปิดขายใหม่ในกรุงเทพฯ บางปีสูงกว่า 60,000 – 70,000 ยูนิตต่อปี โดยมูลค่าการพัฒนาโครงการรวมมากกว่า 300,000 – 400,000 ล้านบาทต่อปี

อย่างไรก็ตาม หลังจากปี 2563 เป็นต้นมา ตลาดเริ่มเข้าสู่ช่วงปรับสมดุล เนื่องจากเศรษฐกิจชะลอตัว กำลังซื้อของผู้บริโภคลดลง และการเข้าถึงสินเชื่อยากขึ้น โดยที่ Take‑up Rate ของคอนโดในบางทำเลลดลงต่ำกว่า 50% ในบางโครงการ อัตราการขายในช่วงเปิดตัวอยู่เพียง 30–40% ของจำนวนยูนิตทั้งหมด  และระยะเวลาการขายโครงการ (Sales Period) จากเดิมประมาณ 12–18 เดือน เพิ่มขึ้นเป็น 24–36 เดือน

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการจำนวนมากเริ่มชะลอการเปิดโครงการใหม่ ทั้งจำนวนโครงการเปิดใหม่ในกรุงเทพฯ ลดลงประมาณ 20–30% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนโควิด รวมถึงหลายบริษัทลดงบลงทุนซื้อที่ดินลงหลาย หมื่นล้านบาทต่อปี

ทั้งนี้แนวโน้มการพัฒนาโครงการในยุคใหม่ จากการเปลี่ยนแปลงของตลาด ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์จำเป็นต้องปรับกลยุทธ์การพัฒนาโครงการให้สอดคล้องกับโครงสร้างตลาดใหม่ เช่น การเลือกทำเลที่มีดีมานด์จริง เช่น พื้นที่ใกล้รถไฟฟ้า หรือพื้นที่ศูนย์กลางเศรษฐกิจ การพัฒนาโครงการที่มีขนาดเล็กลงเพื่อลดความเสี่ยงด้านเงินลงทุน และการออกแบบสินค้าให้ตรงกับกำลังซื้อของกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย

ดังนั้น ในยุคที่ตลาดไม่ได้เติบโตแบบก้าวกระโดดอีกต่อไป ความสำเร็จของผู้ประกอบการจะขึ้นอยู่กับ ความสามารถในการวิเคราะห์ข้อมูลตลาด การบริหารความเสี่ยง และการเลือกลงทุนอย่างแม่นยำ มากกว่าการขยายโครงการจำนวนมากเหมือนในอดีต

Session ต่อมา คือ การอภิปราย “เจาะลึกตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย ปี 2569”
เริ่มต้นที่ คุณกฤช ปิ่มหทัยวุฒิ กรรมการผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท โจนส์ แลง ลาซาลล์ (ประเทศไทย) จำกัด
ชี้ว่า ตลาดกำลังเปลี่ยนผ่านจากยุคที่เติบโตด้วย ปริมาณการพัฒนาไปสู่ยุคที่ต้องใช้ "การวิเคราะห์ข้อมูลและการคัดเลือกโอกาสอย่างแม่นยำ" มากขึ้น ในช่วง 10–15 ปีที่ผ่านมา ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยเคยเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในช่วงปี 2556–2561 ซึ่งเป็นช่วงที่มีการเปิดโครงการคอนโดมิเนียมจำนวนมากในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล พบว่า จำนวนหน่วยคอนโดเปิดขายใหม่ในกรุงเทพฯ บางปีสูงกว่า 60,000 – 70,000 ยูนิตต่อปี โดยมูลค่าการพัฒนาโครงการรวมมากกว่า 300,000 – 400,000 ล้านบาทต่อปี

อย่างไรก็ตาม หลังจากปี 2563 เป็นต้นมา ตลาดเริ่มเข้าสู่ช่วงปรับสมดุล เนื่องจากเศรษฐกิจชะลอตัว กำลังซื้อของผู้บริโภคลดลง และการเข้าถึงสินเชื่อยากขึ้น โดยที่ Take‑up Rate ของคอนโดในบางทำเลลดลงต่ำกว่า 50% ในบางโครงการ อัตราการขายในช่วงเปิดตัวอยู่เพียง 30–40% ของจำนวนยูนิตทั้งหมด  และระยะเวลาการขายโครงการ (Sales Period) จากเดิมประมาณ 12–18 เดือน เพิ่มขึ้นเป็น 24–36 เดือน

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการจำนวนมากเริ่มชะลอการเปิดโครงการใหม่ ทั้งจำนวนโครงการเปิดใหม่ในกรุงเทพฯ ลดลงประมาณ 20–30% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนโควิด รวมถึงหลายบริษัทลดงบลงทุนซื้อที่ดินลงหลาย หมื่นล้านบาทต่อปี

ทั้งนี้แนวโน้มการพัฒนาโครงการในยุคใหม่ จากการเปลี่ยนแปลงของตลาด ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์จำเป็นต้องปรับกลยุทธ์การพัฒนาโครงการให้สอดคล้องกับโครงสร้างตลาดใหม่ เช่น การเลือกทำเลที่มีดีมานด์จริง เช่น พื้นที่ใกล้รถไฟฟ้า หรือพื้นที่ศูนย์กลางเศรษฐกิจ การพัฒนาโครงการที่มีขนาดเล็กลงเพื่อลดความเสี่ยงด้านเงินลงทุน และการออกแบบสินค้าให้ตรงกับกำลังซื้อของกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย

ดังนั้น ในยุคที่ตลาดไม่ได้เติบโตแบบก้าวกระโดดอีกต่อไป ความสำเร็จของผู้ประกอบการจะขึ้นอยู่กับ ความสามารถในการวิเคราะห์ข้อมูลตลาด การบริหารความเสี่ยง และการเลือกลงทุนอย่างแม่นยำ มากกว่าการขยายโครงการจำนวนมากเหมือนในอดีต

ในด้านของ คุณสิทธิเพ็ญ สิทธัตถพงษ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม รักษาการผู้ช่วยผู้อำนวยการ ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ฝ่ายบริหาร ชี้ว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยเริ่ม ผ่านจุดต่ำสุดของวัฏจักรตลาด (Market Bottom) แล้ว แต่การฟื้นตัวจะเป็นลักษณะค่อยเป็นค่อยไป และอาจใช้เวลา 2–3 ปี จึงจะกลับเข้าสู่ภาวะเติบโตที่มีเสถียรภาพ ข้อมูลจาก REIC ระบุว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยมีการปรับตัวอย่างมีนัยสำคัญในช่วงหลังวิกฤตโควิด โดยตัวเลขสำคัญของตลาดที่อยู่อาศัย คือ มูลค่าตลาดที่อยู่อาศัยไทยรวมประมาณ 1.3 – 1.5 ล้านล้านบาทต่อปี โดยที่จำนวนหน่วยที่อยู่อาศัยเปิดขายใหม่ในบางปีลดลงมากกว่า 20 – 30% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนปี 2563 และจำนวนหน่วยโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทั่วประเทศอยู่ที่ประมาณ 350,000 – 400,000 หน่วยต่อปี

ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ข้อมูลจาก REIC ระบุว่า มูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยรวมมากกว่า 700,000 – 800,000 ล้านบาทต่อปี และจำนวนหน่วยที่อยู่อาศัยเปิดขายใหม่ในบางปีอยู่ที่ประมาณ 50,000 – 60,000 หน่วย

อย่างไรก็ตาม ภาวะเศรษฐกิจที่เติบโตช้าและระดับหนี้ครัวเรือนที่สูง ทำให้กำลังซื้อในตลาดยังคงเปราะบาง โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ซื้อบ้านระดับราคา ต่ำกว่า 5 ล้านบาท ซึ่งเป็นเซกเมนต์ที่มีสัดส่วนตลาดสูงที่สุด ทั้งนี้ภาวะตลาดฯ ชี้ให้เห็นแนวโน้มสำคัญ อาทิ 
- อัตราการดูดซับ (Take‑Up Rate) ของโครงการใหม่ในบางทำเลอยู่ที่ประมาณ 40 – 60%
- ระยะเวลาการขายโครงการเพิ่มขึ้นจากเดิมประมาณ 12 – 18 เดือน เป็น 24 – 36 เดือน
- จำนวนโครงการเปิดใหม่ลดลงเฉลี่ย 20 – 30% ในช่วง 2–3 ปีที่ผ่านมา

ในบางพื้นที่ ผู้ประกอบการเลือกชะลอการเปิดตัวโครงการใหม่ เพื่อรอให้ตลาดสามารถดูดซับสต๊อกเดิมได้มากขึ้น ซึ่งเป็นสัญญาณของการปรับสมดุลของตลาด

REIC มองว่า มีปัจจัยบวกหลายประการที่ช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของตลาดอสังหาริมทรัพย์ ได้แก่
- มาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนองเหลือ 0.01% สำหรับบ้านราคาไม่เกิน 7 ล้านบาท
- การผ่อนคลายเกณฑ์ Loan to Value (LTV) ในบางช่วงเวลา
- การที่ผู้ประกอบการลดการเปิดตัวโครงการใหม่ ทำให้อุปทานในตลาดลดลง
ซึ่งมาตรการเหล่านี้ช่วยกระตุ้นกำลังซื้อในตลาดระดับกลาง และช่วยให้ตลาดสามารถดูดซับหน่วยที่อยู่อาศัยที่ค้างอยู่ได้เร็วขึ้น

สำหรับแนวโน้มตลาดอสังหาริมทรัพย์ในช่วง 2–3 ปีข้างหน้า จะมีลักษณะของการเติบโตแบบค่อยเป็นค่อยไป (Gradual Recovery) มากกว่าการฟื้นตัวแบบรวดเร็วเหมือนในอดีต โดยปัจจัยที่กำหนดทิศทางของตลาด ได้แก่
- การเติบโตของเศรษฐกิจไทย ซึ่งคาดว่าจะอยู่ในช่วง 2 – 3% ต่อปี
- ระดับหนี้ครัวเรือนที่ยังสูงกว่า 90% ของ GDP
- การเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากรและพฤติกรรมผู้บริโภค

ซึ่งในระยะยาว ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยจะต้องปรับตัวเข้าสู่ยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วย ข้อมูล (Data‑Driven Market) มากขึ้น โดยการวิเคราะห์ข้อมูลตลาดเชิงลึกจะกลายเป็นเครื่องมือสำคัญของทั้งนักลงทุน ผู้พัฒนาโครงการ และสถาบันการเงิน และถึงแม้ว่าตลาดจะผ่านจุดต่ำสุดของวัฏจักรแล้ว แต่การฟื้นตัวจะไม่ใช่การเติบโตแบบหว่านกว้างเหมือนในอดีต หากแต่จะเป็นการเติบโตที่เกิดจาก การวิเคราะห์ข้อมูล การเลือกทำเลอย่างแม่นยำ และการพัฒนาสินค้าที่ตอบโจทย์กำลังซื้อจริงของตลาด

ต่อมา คือ รศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย อธิบายถึง โลกธุรกิจในปัจจุบันไม่สามารถใช้โมเดลเศรษฐกิจแบบเดิมที่อิงกับเสถียรภาพระยะยาวได้อีกต่อไป โดยชี้ให้เห็นว่าเศรษฐกิจโลกในช่วง 5–10 ปีที่ผ่านมา มีความผันผวนสูงอย่างชัดเจน โดยมีตัวเลขสำคัญ อาทิ GDP โลกเติบโตเฉลี่ยประมาณ 3% ต่อปี แต่มีความผันผวนสูงในแต่ละช่วง โดยที่เงินเฟ้อในหลายประเทศพุ่งขึ้นสูงกว่า 7–10% ในช่วงปี 2022–2023 และอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางหลายประเทศปรับขึ้นจากระดับใกล้ 0% ไปสู่ 4–5% ภายในเวลาเพียง 1–2 ปี ซึ่งความผันผวนเหล่านี้ ส่งผลโดยตรงต่อภาคอสังหาริมทรัพย์ทั่วโลก เนื่องจากอสังหาริมทรัพย์เป็นธุรกิจที่มีความไวต่อ อัตราดอกเบี้ย ต้นทุนเงินทุน และกำลังซื้อของผู้บริโภค

สำหรับผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย เศรษฐกิจยังคงเติบโตในระดับค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน อย่าง GDP ไทยเติบโตเฉลี่ยประมาณ 2–3% ต่อปี หนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูงกว่า 90% ของ GDP โดยที่มูลค่าตลาดอสังหาริมทรัพย์รวมประมาณ 1.3 – 1.5 ล้านล้านบาทต่อปี เมื่อเศรษฐกิจอยู่ในสภาวะเช่นนี้ ภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จึงต้องปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลกในหลายมิติ เช่น
- เทคโนโลยี (Technology Transformation) — การใช้ข้อมูล Big Data และ AI วิเคราะห์พฤติกรรมผู้ซื้อ
- ภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) — การย้ายฐานการลงทุนและการเคลื่อนย้ายทุนระหว่างประเทศ
- การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค (Consumer Behavior Shift) — ผู้ซื้อให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิต ความยืดหยุ่น และความคุ้มค่ามากขึ้น

ด้านเมกะเทรนด์ใหม่ ที่กำลังเปลี่ยนตลาดอสังหาริมทรัพย์ เช่น
- Sustainability & Green Building — อาคารที่ประหยัดพลังงานสามารถลดค่าใช้พลังงานได้ประมาณ 20–30%
- Digital Economy — การทำงานแบบ Hybrid และ Remote Work ทำให้รูปแบบที่อยู่อาศัยเปลี่ยนไป
- Urban Transformation — เมืองใหญ่กำลังปรับตัวสู่รูปแบบ Smart City

ในระยะยาว ตลาดอสังหาริมทรัพย์จะไม่ได้แข่งขันกันเพียงเรื่องทำเลหรือขนาดโครงการ แต่จะต้องแข่งขันกันในเรื่อง คุณภาพการออกแบบ ความยั่งยืนของอาคาร และการใช้เทคโนโลยีในระบบที่อยู่อาศัย

สรุปว่า ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ต้องปรับวิธีคิดจากการวางแผนระยะยาวแบบคงที่ ไปสู่การวางแผนแบบ Adaptive Strategy ที่สามารถปรับตัวตามสถานการณ์เศรษฐกิจ เทคโนโลยี และพฤติกรรมผู้บริโภคได้อย่างรวดเร็ว

ช่วงสุดท้าย การอภิปรายเรื่อง แนวโน้มตลาดอสังหา และข้อเสนอมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ต่อรัฐบาลใหม่ โดย คุณพรนริศ ชวนไชยสิทธิ์ นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย คุณประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต นายกสมาคมอาคารชุดไทย และคุณสุนทร สถาพร นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร

ผู้แทนสมาคมทั้ง 3 สมาคม ชี้ให้เห็นว่า ภาคอสังหาริมทรัพย์ยังคงเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์เศรษฐกิจสำคัญของประเทศ  และอสังหาฯ ไทยไม่ได้อยู่ในช่วงปรับฐานปกติ แต่กำลังเผชิญกับ Structural Crisis หรือ วิกฤตเชิงโครงสร้าง ที่ฟันเฟืองทุกตัว ทั้งดีมานด์ การเงิน รวมถึงนโยบาย ติดขัดพร้อมกัน โดยพบว่า
- มูลค่าตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยประมาณ 1.3 – 1.5 ล้านล้านบาทต่อปี
- หากรวมธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง เช่น ก่อสร้าง วัสดุก่อสร้าง เฟอร์นิเจอร์ และสินเชื่อบ้าน มูลค่าทางเศรษฐกิจรวมอาจสูงถึง 3 – 3.5 ล้านล้านบาทต่อปี
- ภาคอสังหาริมทรัพย์มีสัดส่วนประมาณ 8 – 10% ของ GDP ประเทศไทย
- การจ้างงานที่เกี่ยวข้องกับภาคอสังหาริมทรัพย์มีมากกว่า 2.8 – 3 ล้านตำแหน่งทั่วประเทศ

 

ตัวแทน 3 สมาคม จึงเสนอว่า การกระตุ้นตลาดอสังหาริมทรัพย์นั้น ไม่ได้เป็นเพียงการช่วยเหลือผู้ประกอบการ แต่กำลังเป็นการกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจในวงกว้าง เช่น ธุรกิจก่อสร้าง ธุรกิจวัสดุก่อสร้าง ธุรกิจตกแต่งภายใน ธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ ตลอดจนธุรกิจสินเชื่อที่อยู่อาศัย ซึ่งหากรวมกันแล้ว ห่วงโซ่อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์มีสัดส่วนมากกว่า 20% ของกิจกรรมเศรษฐกิจทั้งหมดของประเทศ

โดยข้อเสนอเชิงนโยบายต่อรัฐบาลใหม่ จากตัวแทน 3 สมาคม เสนอให้รัฐบาลพิจารณามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านภาคอสังหาริมทรัพย์ในหลายด้าน อาทิ 
- การลดค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์และจดจำนอง ปัจจุบันค่าธรรมเนียมการโอนอยู่ที่ประมาณ 2% ของราคาประเมิน และค่าจดจำนองประมาณ 1% ของวงเงินกู้ ซึ่งอาจทำให้ผู้ซื้อบ้านต้องจ่ายค่าใช้จ่ายเพิ่มหลายหมื่นถึงหลายแสนบาท ตัวอย่างเช่น บ้านราคา 5 ล้านบาท อาจมีค่าใช้จ่ายด้านค่าธรรมเนียมรวมมากกว่า 150,000 บาท ดังนั้นการลดค่าธรรมเนียมเหลือ 0.01% จึงสามารถลดภาระผู้ซื้อได้อย่างมีนัยสำคัญ
- การผ่อนคลายเกณฑ์ LTV (Loan to Value) การผ่อนคลายเกณฑ์ LTV จะช่วยให้ผู้ซื้อบ้านสามารถกู้สินเชื่อได้ในสัดส่วนที่สูงขึ้น ลดภาระเงินดาวน์ และช่วยเพิ่มการเข้าถึงที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะในกลุ่มบ้านระดับราคา ต่ำกว่า 5 ล้านบาท ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีสัดส่วนตลาดสูงที่สุด
- การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของรัฐ เช่น โครงการรถไฟฟ้า ทางด่วน มอเตอร์เวย์ และการพัฒนาเมืองใหม่ ซึ่งในอดีตพบว่า การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสามารถทำให้ราคาที่ดินในพื้นที่โดยรอบเพิ่มขึ้นได้ถึง 10 – 30% ภายในระยะเวลา 3 – 5 ปี และช่วยกระตุ้นการลงทุนภาคเอกชนจำนวนมาก
- การลดต้นทุนการพัฒนาโครงการของผู้ประกอบการ เช่น การลดค่าธรรมเนียมการอนุญาตก่อสร้าง หรือการปรับปรุงกฎระเบียบบางส่วน เพื่อลดต้นทุนของโครงการ ซึ่งในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ราคาที่ดินในบางทำเลเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 5 – 10% ต่อปี และต้นทุนวัสดุก่อสร้างเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

สรุป โดยตัวแทน 3 สมาคม เห็นตรงกันว่า หากรัฐบาลสามารถดำเนินมาตรการเหล่านี้ได้อย่างต่อเนื่อง จะช่วยให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์สามารถฟื้นตัวได้เร็วขึ้น และช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยในวงกว้าง และอสังหาฯ ไทยในปัจจุบันคือเกม "Survive to Lead" ใครที่รักษาสภาพคล่อง และประคองตัวผ่านช่วงที่นโยบายรัฐยังคลุมเครือไปได้