การท่องเที่ยวไทยในปี 2568 สะท้อนภาพการฟื้นตัวที่ “กระจายตัวมากขึ้น” ไม่ได้กระจุกอยู่เพียงเมืองท่องเที่ยวหลักเหมือนในอดีต ข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทยชี้ว่า ทั้งนักท่องเที่ยวและนักทัศนาจรชาวไทยและต่างชาติ มีจำนวนรวมกว่า 357 ล้านคน เพิ่มขึ้น 1% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า (YoY) โดยแรงขับสำคัญยังมาจากการท่องเที่ยวภายในประเทศของคนไทยที่เติบโตต่อเนื่อง แม้การขยายตัวจะเกิดขึ้นแบบไม่สม่ำเสมอในแต่ละจังหวัด

เมื่อพิจารณาเชิงโครงสร้าง จะพบความเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจ เมืองท่องเที่ยวหลักกลับมีจำนวนผู้เยี่ยมเยือน ลดลงเล็กน้อย 0.05% (YoY) ขณะที่เมืองรองหรือเมืองน่าเที่ยว มีอัตราการเติบโตของจำนวนผู้เยี่ยมเยือนสูงถึง 3.2% (YoY) สะท้อนพฤติกรรมการเดินทางที่เริ่มมองหาประสบการณ์ใหม่ ความสงบ และอัตลักษณ์เฉพาะถิ่น มากกว่าความหนาแน่นแบบเมืองท่องเที่ยวดั้งเดิม

อย่างไรก็ตาม ภาพการเติบโตด้าน “จำนวนคน” ยังไม่แปรเปลี่ยนเป็น “รายได้” อย่างเต็มศักยภาพ แม้สัดส่วนผู้เยี่ยมเยือนเมืองรองจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่รายได้จากการท่องเที่ยวในเมืองรองกลับมีสัดส่วนเพียง 13% ของรายได้ท่องเที่ยวทั้งหมด เท่านั้น สะท้อนโจทย์เชิงโครงสร้างที่ยังต้องเร่งแก้ ไม่ใช่แค่การดึงคนเข้าไปเที่ยว แต่ต้องทำให้ “การใช้จ่ายต่อทริป” และ “ระยะเวลาการพักค้าง” เพิ่มขึ้นจริง

ประเด็นนี้ชี้ให้เห็นว่า การพัฒนาเมืองรองในระยะถัดไป จำเป็นต้องขยับจากการโปรโมตปลายทาง ไปสู่การออกแบบประสบการณ์เชิงลึก ไม่ว่าจะเป็นการจัดกิจกรรมท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงกับวัฒนธรรมท้องถิ่น อาหาร งานหัตถกรรม หรือเทศกาลเฉพาะพื้นที่ รวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและบริการที่เอื้อต่อการพักค้าง เช่น ที่พักคุณภาพ ระบบคมนาคมภายในจังหวัด และกิจกรรมที่ทำให้นักท่องเที่ยว “อยู่นานขึ้น ไม่ใช่แวะผ่าน”

ในเชิงนโยบาย เมืองรองจึงไม่ควรถูกมองเป็นเพียงพื้นที่รองรับดีมานด์ส่วนเกินจากเมืองหลัก แต่ควรได้รับการยกระดับเป็น “ปลายทางเศรษฐกิจการท่องเที่ยว” ที่สร้างรายได้อย่างยั่งยืนให้กับชุมชน หากสามารถแปลงการเติบโตของจำนวนผู้เยี่ยมเยือน ให้กลายเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจได้จริง เมืองรองจะกลายเป็นกลไกสำคัญในการกระจายรายได้ ลดความเหลื่อมล้ำ และเสริมความแข็งแรงให้โครงสร้างท่องเที่ยวไทยในระยะยาว

ที่มาและอ้างอิงข้อมูล
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย, Infographic: ไทยและต่างชาติเที่ยวเมืองรองเพิ่มขึ้น แต่รายได้ยังมีสัดส่วนเพียง 13%