ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจผันผวนและกำลังซื้อชะลอตัว แต่แสนสิริยังคงยืนแกร่งเบอร์ 1 ด้วยผลประกอบการ 9 เดือน (สิ้นสุด ก.ย. 68) กำไรสูงสุดในกลุ่มอสังหาฯ, จ่ายปันผลสม่ำเสมอ Dividend Yield สูง (ราว 10%) พร้อมยอดขาย-ยอดโอน สิ้นปี 68 ที่ 51,000 ล้านบาท และ 36,700 ล้านบาท ตามลำดับ และเป็นอันดับ 1 กลุ่มอสังหาฯ องค์กรที่คนรุ่นใหม่อยากร่วมงานด้วยมากที่สุด 

รากฐานที่ส่งต่อความเชื่อมั่นสู่แผนปี 2569

ความแข็งแกร่งของแสนสิริ พิสูจน์ได้จากผลประกอบการปี 2568 ที่ผ่านมา ด้วยยอดขายทะลุ 51,000 ล้านบาท ยอดโอน 36,700 ล้านบาท Sold Out รวม 29 โครงการ มูลค่า 28,800 ล้านบาท และครองแชมป์กำไรสูงสุดเมื่อเทียบกับบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ในอุตสาหกรรม อยู่ที่ 3,029 ล้านบาท (งวด 9 เดือน สิ้นสุด 30 กันยายน 68) รวมถึงการจ่ายเงินปันผลอย่างสม่ำเสมอ และมี Dividend Yield ในระดับสูง (ราว 10%), มีสินทรัพย์สูงถึง 148,426 ล้านบาท ช่วยสร้างความมั่นคงทางรายได้ เพิ่มความสามารถรับมือความผันผวน และรองรับการเติบโตในระยะยาวของบริษัท นอกจากนี้แสนสิริยังคงได้รับการตอบรับที่ดีจากนักลงทุนในการออกหุ้นกู้ (ส่วนใหญ่จะ over subscribe)  

ปัจจุบันแสนสิริมี Backlog แข็งแกร่งกว่า 19,700 ล้านบาท โดยจะรับรู้รายได้ในปีนี้ทันทีกว่า 10,000 ล้านบาท เสริมทัพด้วย 10 คอนโดสร้างเสร็จใหม่ (Ready to Move) มูลค่ารวม 23,000 ล้านบาท ซึ่งมีสต็อกพร้อมขายอีก 14,000 ล้านบาท รวมถึงการรุกโครงการใหม่รูปแบบ RTM ในปีนี้ จะเป็นตัวเร่งการรับรู้รายได้ทันทีหลังการโอน มั่นใจผลักดันผลประกอบการทะลุเป้าหมาย พร้อมรักษาการเติบโตอย่างมั่นคงและต่อเนื่อง

 

เปิดแผนปี 2569 รุกตลาด Premium และ Medium 80%

คุณอุทัย อุทัยแสงสุข กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.แสนสิริ เผยโรดแมปปี 2569 ด้วยเป้าหมายที่ท้าทาย แต่เติบโตอย่างมั่นคง ตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 48,000 ล้านบาท และยอดที่ 39,000 ล้านบาท วางแผนเปิดตัว 33 โครงการ มูลค่ารวม 51,000 ล้านบาท โดยเน้นสัดส่วนกลุ่ม Premium และ Medium ถึง 80% เพื่อเจาะกลุ่มกำลังซื้อคุณภาพ (โครงการที่จะเปิดขายในปีนี้มีที่ดินครบหมดแล้ว)

"การจัดเตรียมที่ดินครบ 100%" หมายความว่าทุกโครงการที่จะเปิดตัวมีที่ดินรองรับไว้เรียบร้อยแล้ว ช่วยลดความเสี่ยงจากการพุ่งสูงขึ้นของราคาที่ดินในอนาคต

ยุทธศาสตร์การกระจายพอร์ตโฟลิโอในปีนี้ แสนสิริเลือกมุ่งเน้นกลุ่มตลาดระดับ Premium และ Medium ในสัดส่วนสูงถึง 80% เนื่องจากเป็นกลุ่มลูกค้าที่มีความมั่นคงทางเงิน และได้รับผลกระทบจากมาตรการคัดกรองสินเชื่อของธนาคารน้อย โดยแสนสิริสามารถรักษาอัตราการปฏิเสธสินเชื่อ (Rejection Rate) ไว้ที่ประมาณ 10% ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมอย่างมีนัยสำคัญ ผ่านการใช้กลยุทธ์ "เครดิต เดย์ " ที่ร่วมกับธนาคารพันธมิตรในการประเมินวงเงินกู้ล่วงหน้าให้ลูกค้า

 

 

4 กลยุทธ์เหล็ก รับมือความผันผวน

แม้ว่าปัญหาหนี้ครัวเรือนจะส่งผลให้การเข้าถึงที่อยู่อาศัยลดลง อีกทั้งสถาบันการเงินยังเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อทั้งแก่ลูกค้ารายย่อยและผู้ประกอบการ ซึ่งจะทำให้ซัพพลายในตลาดลดลงและเข้าสู่จุดสมดุลใหม่ แต่ ภูมิภักดิ์ จุลมณีโชติ ประธานผู้บริหารสายกลยุทธ์ บมจ.แสนสิริ ยังมองว่ามีปัจจัยบวกอื่นๆ เสริม อาทิ ทิศทางดอกเบี้ยขาลงจะช่วยลดต้นทุนผู้ประกอบการและเพิ่มกำลังซื้อให้ผู้บริโภค รวมถึงความสนใจในอสังหาฯ ไทย ในกลุ่มชาวต่างชาติ อาทิ พม่า, อินเดีย, ตะวันตก ที่สนใจย้ายถิ่นฐานมาไทย 

ที่ผ่านมาแสนสิริมีการควบคุมสต็อกสินค้าได้ดี โดยมีคอนโดพร้อมอยู่ประมาณ 3,000 ยูนิต และบ้านแนวราบที่ลดลงจาก 1,000 หลังเหลือ 800 หลังในปีล่าสุด โดยแสนสิริได้วางโครงสร้าง 4 กลยุทธ์หลักเพื่อขับเคลื่อนธุรกิจสู่ความยั่งยืน:

  1. การรุกตลาดระดับกลางถึงบน (Medium to Premium Focus): แสนสิริจะเปิดโครงการในทำเลที่มีศักยภาพสูงและมีกำลังซื้อจริง พร้อมบริหารจัดการสต็อกสินค้า (Inventory) อย่างเข้มงวด โดยเฉพาะคอนโดมิเนียมพร้อมอยู่ที่จะรักษาระดับสต็อกไว้ที่ 3,200 – 3,400 ยูนิต เพื่อเพิ่มความคล่องตัวทางการเงินและกระแสเงินสดหมุนเวียน ในขณะที่บ้านเดี่ยวและทาวน์โฮม มีอัตราการระบายสต็อกได้ดี สะท้อนถึงความต้องการซื้อในกลุ่ม Real Demand ที่มีต่อแบรนด์แสนสิริ
  2. การตอกย้ำภาพลักษณ์แบรนด์อันดับ 1 (Trust & Reliability): ในสภาวะที่ผู้บริโภคมีความระมัดระวังในการใช้จ่าย แบรนด์ที่ได้รับความไว้วางใจจะเป็นผู้ชนะ แสนสิริเน้นย้ำจุดแข็งเรื่องงานดีไซน์ คุณภาพโครงการ และการบริการหลังการขายที่เป็นเลิศผ่านบริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ และระบบความปลอดภัยอัจฉริยะ LIV-24 เพื่อรักษามูลค่าสินทรัพย์ให้ลูกบ้านในระยะยาว
  3. การปั้น New S-Curve และธุรกิจ Non-Real Estate: แสนสิริมุ่งเพิ่มสัดส่วนรายได้จากธุรกิจใหม่จาก 15% เป็น 25% ภายใน 5 ปี โดยมีหัวหอกสำคัญคือ "ต้นแบบ" (Crafted by Sansiri) ธุรกิจรับสร้างบ้านที่ตั้งเป้ายอดขายเติบโตถึง 100% (สู่ระดับ 500 ล้านบาท) พร้อมจัดตั้งกองทุนมูลค่า 1,000 ล้านบาท เพื่อเข้าลงทุนในธุรกิจศักยภาพสูงอื่นๆ
  4. การขยายการร่วมทุน เสริมความแกร่งโครงสร้างทางการเงิน (Joint Venture Strategy): การขยายการร่วมทุนกับพันธมิตรระดับสากล เช่น Tokyu มาช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับงบแสดงฐานะการเงิน (Balance Sheet) และเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการทุน ทำให้บริษัทพร้อมรับทุกโอกาสการขยายตัวในอนาคต

 

กลยุทธ์รายผลิตภัณฑ์ ชู “กรุงเทพกรีฑา” และ “ภูเก็ต”

หากเจาะลึกแผนการพัฒนาธุรกิจ ในปี 2569 ของแสนสิริ จะแบ่งออกเป็นแนวราบและแนวสูง ได้แก่ 

  • โครงการแนวราบ (บ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์โฮม): เปิดตัว 17 โครงการใหม่ มูลค่ารวม 25,000 ล้านบาท ครอบคลุมทุกเซกเมนต์ตั้งแต่ นาราสิริ เศรษฐสิริ บุราสิริ ไปจนถึงอณาสิริ โดยมีการปรับดีไซน์ใหม่เพื่อตอบโจทย์กลุ่ม "DINK" (Double Income, No Kids) และกลุ่ม "Silver Age" (ผู้สูงวัย) พร้อมมุ่งสร้างมาตรฐานใหม่ด้วย Sansiri Community แห่งใหม่ ที่คำนึงถึง Health and Wellness บนทำเลกรุงเทพกรีฑา ด้วยพื้นที่กว่า 142 ไร่ 
  • โครงการคอนโดมิเนียม: รุกหนักด้วย 16 โครงการใหม่ มูลค่า 26,000 ล้านบาท โดยไฮไลท์อยู่ที่การเปิดตัวแบรนด์ใหม่ "LOVE by Sansiri" ประเดิมที่ทำเลเจริญนคร ร่วมกับมิตซุย ฟุโดซัง เอเชีย ดีเวลลอปเมนท์ (ไทยแลนด์) มูลค่าโครงการกว่า 6,300 ล้านบาท พร้อมเดินหน้า Strategic Location ในภูเก็ตด้วยโครงการใหม่บนทำเลศักยภาพหาดสุรินทร์ และการกลับมาของแบรนด์ระดับตำนานอย่าง XT และ THE MONUMENT รวมถึงการรุกตลาดภูเก็ตบนทำเลหาดสุรินทร์ เพื่อรองรับความต้องการจากชาวต่างชาติที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง 

  

“แสนสิริอยู่ในภูเก็ตมา 15 ปี มองว่าเป็นเมืองท่องเที่ยวอันดับ 1 ที่ดึงรายได้ใหม่จากต่างชาติได้ดี โดยราคาที่ดินในภูเก็ตเติบโตขึ้นถึง 50% ในรอบ 10 กว่าปี ที่ผ่านมาบริษัทวางแผน 3 ปี เปิดตัวในภูเก็ต 120 โครงการ มูลค่า 24,000 ล้านบาท” คุณอุทัยเสริม

นอกจากนี้ยังตอกย้ำความแข็งแกร่งในเซกเมนต์ลักชัวรี ด้วยโครงการพร้อมอยู่ภายใต้แบรนด์ VIA ถึง 3 ทำเล และเดินหน้ายกระดับมาตรฐานที่อยู่อาศัยผ่าน 3 แกนหลัก ได้แก่ Pets-Welcome ที่จะเพิ่มพอร์ตเป็น 20 โครงการเพื่อตอบโจทย์คนรักสัตว์ และ Pet Parent, Well-being ที่เน้นสุขภาพกายและใจ และมุ่งสร้างวัฒนธรรมการอยู่อาศัยที่ยั่งยืน ครอบคลุมตั้งแต่ระดับ Affordable ไปจนถึง Premium ทั่วประเทศ

Design as a Value Creator: ดีไซน์คือหัวใจการสร้างมูลค่าที่ไม่สิ้นสุด 

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้แสนสิริ อยู่ในใจของผู้อยู่อาศัยได้ตลอดกาล คือ เรื่องดีไซน์ ในมุมของแสนสิริ ดีไซน์ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของรูปลักษณ์ภายนอก แต่คือกระบวนการสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value-added Design) ให้กับผู้อยู่อาศัย 

คุณวทัญญู ตันติวงศ์ ผู้อำนวยการฝ่าย Aesthetics & Interior Design ระบุว่า แสนสิริ มีการตีความคำว่า Best-in-Class ในมุมมองที่ไม่ยึดติดเพียงแค่ความหรูหราของระดับราคา แต่คือ การสร้างมาตรฐานการพัฒนาที่อยู่อาศัยเพื่อมอบคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุดให้กับลูกบ้าน “ทุกกลุ่ม” ตั้งแต่ Day 1 ด้วย DNA ที่มุ่งเน้นความใส่ใจในทุกรายละเอียด (Attention to Detail) ลงลึกถึงการทำรีเสิร์ชและมาร์เก็ตเซอร์เวย์ เพื่อค้นหาอินไซต์ความต้องการและไลฟ์สไตล์ที่แท้จริงของลูกค้า ส่งมอบคุณค่าผ่านวัสดุ ฟังก์ชันที่ใช้งานได้จริง และงานดีไซน์ที่สร้างมูลค่าเพิ่ม (Value-added Design) ซึ่งล้วนกลั่นกรองมาจากความเข้าใจในตัวตนของลูกค้าในทุกทำเลและทุกระดับราคาอย่างลึกซึ้ง ได้แก่

  • โครงการระดับ Affordable เน้นความคุ้มค่าของพื้นที่ (Space Optimization) การจัดวางฟังก์ชันห้องให้ครบถ้วนแบบแต่งครบ (Fully Furnished) ควบคู่กับสไตล์ที่โดดเด่นและตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ได้จริง 
  • โครงการระดับ Medium เน้นดีไซน์ที่มีเรื่องราวและส่วนกลางโดดเด่นเกินราคา 
  • โครงการระดับ Premium - Luxury เน้นงานออกแบบระดับเวิลด์คลาส ความร่วมมือกับแบรนด์หรือดีไซเนอร์ระดับโลก และมาตรฐานงานบริการเหนือระดับ 

Landscape & Interior: งานศิลปะที่เติบโต & เพิ่มมูลค่า

งานดีไซน์ของแสนสิริ เน้นถ่ายทอดนิยามของการออกแบบและดีไซน์ ผ่านมุมมอง "งานศิลปะที่เติบโตได้" ที่เชื่อมโยงงานสถาปัตยกรรมตั้งแต่วินาทีแรกที่ก้าวเข้าสู่โครงการ โดยมองว่า Landscape และ Interior คือ การสร้างสรรค์ผลงาน ที่สามารถเติบโตและงดงามขึ้นตามกาลเวลา การออกแบบภูมิสถาปัตยกรรม (Landscape) ถูกวางจังหวะอย่างพิถีพิถัน ตั้งแต่การวางผังเมือง เพื่อสร้างอาณาจักรแห่งการอยู่อาศัย ลงลึกถึงรายละเอียด เพื่อให้บรรยากาศรอบโครงการไม่ใช่แค่ฉากทัศน์ที่หยุดนิ่ง แต่เป็นทัศนียภาพที่มีชีวิตและสร้างสุนทรียภาพที่สมบูรณ์ขึ้นในทุกปี 

ขณะเดียวกัน งานออกแบบภายใน (Interior) จะถูกรังสรรค์ให้เป็นพื้นที่ที่เติบโตไปพร้อมกับไลฟ์สไตล์ของผู้อยู่อาศัย 

ปัทมาวดี ดีซอน รองผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์ บมจ.แสนสิริ กล่าวว่า การออกแบบ Landscape คือ การสร้าง Quality of Life ที่ยั่งยืน และช่วยเพิ่มมูลค่าให้โครงการในระยะยาวผ่าน 3 มิติสำคัญ 

  • เริ่มจากการสร้าง Lifetime Asset Value ที่การันตีว่าพื้นที่สีเขียวและการบริหารจัดการที่ดีเยี่ยมจะช่วยรักษาให้โครงการดูใหม่และทรงคุณค่าเสมอ ส่งผลโดยตรงต่อราคาขายต่อและผลตอบแทนในอนาคต 
  • Sansiri Community เชื่อมโยงทุกแบรนด์และทุกฟังก์ชันการใช้งาน ทุกพื้นที่เข้าด้วยกันอย่างลงตัว รองรับการใช้งานของคนทุกวัย (Universal Design) เช่น สวนสาธารณะขนาดใหญ่ที่เป็น
  • การสร้าง Community & Culture มากกว่าแค่สวน แต่คือการเปลี่ยนพื้นที่ส่วนกลาง ให้เป็นพื้นที่กิจกรรมสร้างรอยยิ้มและความผูกพันที่ยั่งยืนให้แก่ผู้อยู่อาศัยทุกคน อาทิ เลนจักรยานที่ปลอดภัย และสว่างไสวด้วยระบบ Lighting ทั่วโครงการ พร้อมความอุ่นใจจากระบบรักษาความปลอดภัย LIV-24 Sansiri Future-Proof Living Design งานออกแบบที่พร้อมเติบโตและโอบกอดทุกชีวิต

Sansiri Future-Proof Living Design งานออกแบบโอบกอดทุกชีวิต

นอกจากนี้แสนสิริยกระดับการอยู่อาศัย ด้วยแนวคิด Future-Proof Design ที่มุ่งเน้นการแก้ปัญหา (Solution-based) มากกว่าเพียงความสวยงาม โดยออกแบบบ้านให้พร้อมรับมือ กับความเปลี่ยนแปลงของโลก โดยโฟกัสในเรื่อง Health and Well-being Design รวมถึงการใช้วัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Green Materials) เพื่อรองรับในเรื่องสภาพอากาศ สังคมสูงวัย และรูปแบบการทำงานที่เปลี่ยนไป 

หัวใจสำคัญคือการให้ Nature as Co-Designer หรือการให้ธรรมชาติทำงานร่วมกับงานดีไซน์ เพื่อเยียวยาจิตใจและเพิ่มคุณค่าให้กับการอยู่อาศัย ควบคู่ไปกับหลักการ Inclusivity Design ที่เชื่อว่า งานออกแบบที่ดีต้องเข้าถึงและใช้งานได้จริงสำหรับทุกคน (Design for All) ไม่ว่าจะเป็นความแตกต่างทางด้านวัย ร่างกาย หรือไลฟ์สไตล์ เพื่อสร้างพื้นที่ที่มอบความสงบทางใจ (Peace of Mind) และความสบายกายในทุกช่วงจังหวะของชีวิต

ภายใต้แผนการดำเนินงานปี 2026 แสนสิริก้าวไปสู่อีกขั้นด้วยแนวคิด Multi-Species Living ที่มองว่าความสุขที่สมบูรณ์แบบต้องครอบคลุมถึง "คน สัตว์ และธรรมชาติ" โดยชูความสำคัญของความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) และการสร้างระบบนิเวศที่เกื้อกูลกันอย่างยั่งยืน มุ่งเน้นการสร้าง Sustainable Design ที่เชื่อมโยงพื้นที่สีเขียวและแหล่งน้ำ (Blue & Green) เข้าด้วยกันอย่างลงตัว เพื่อสร้างพื้นที่ปลอดภัยที่เป็นมิตรต่อสิ่งมีชีวิตทุกสายพันธุ์ ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อการฟื้นฟูสุขภาพทั้งกายและใจ (Body & Mind) ของผู้อยู่อาศัย ให้ผู้อยู่อาศัยมีร่างกายที่แข็งแรงและมีอายุยืนยาวอย่างมีความสุขในสังคมที่ยั่งยืน ภายใต้ Sansiri Community แห่งใหม่ ที่คำนึงถึง Health and Well-being บนทำเลกรุงเทพกรีฑา ด้วยพื้นที่กว่า 142 ไร่

ทั้งหมดนี้เพื่อทำให้ทุกๆ วัน คือ ชีวิตที่ดีภายใต้คำมั่นสัญญาที่ว่า "Every day, Life is good"