ต้องยอมรับว่า 2-3 ปีที่ผ่านมา อสังหาริมทรัพย์ไทยกำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายครั้งใหญ่ ไม่ใช่แค่ภาวะเศรษฐกิจ แต่ส่วนหนึ่งคือระบบสินเชื่อที่ไม่ตอบโจทย์เทรนด์การทำงานยุคใหม่โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่และผู้ประกอบอาชีพอิสระ

จากข้อมูลหลายแห่งชี้ไปในทางเดียวกันว่า อัตราการถูกปฏิเสธสินเชื่อบ้านมูลค่าต่ำกว่า 3 ล้านบาทของธนาคารสูงกว่า 70% โดยในจำนวนเหล่านี้มีกำลังซื้อสูง และมีศักยภาพในการผ่อนชำระ แต่ด้วยเทรนด์การทำงานของคนยุคใหม่ที่หันไปทำงานอิสระ ที่ไม่ใช่พนักงานประจำ (เช่น ฟรีแลนซ์, เจ้าของกิจการ, อินฟลูเอนเซอร์, แม่ค้าออนไลน์ และอีกมากมาย) ซึ่งไม่เข้าเกณฑ์ระบบสินเชื่อแบบดั้งเดิม ทำให้พวกเขาไม่สามารถเป็นเจ้าของสินทรัพย์หรือบ้านได้

ในทางกลับกันปรากฏการณ์ดังกล่าว ในมุมผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ทำให้เกิดการสูญเสียโอกาสเนื่องจากไม่สามารถส่งมอบบ้านหรืออสังหาฯ ที่สร้างเสร็จไปสู่มือผู้ซื้อที่มีกำลังซื้อจริงเหล่านี้ได้

จาก Pain Point ดังกล่าว นำมาสู่โมเดลธุรกิจรูปแบบใหม่ภายใต้ชื่อ PROPTLANE (พร็อพท์เลน) สตาร์ทอัปที่มา ‘เติมเต็มช่องว่าง’ นี้ ด้วยการออกแบบ Ecosystem ผ่านบริการเช่าเพื่อจะซื้อรูปแบบใหม่ที่มาเป็น “สะพานเชื่อมโอกาส” เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งผู้ที่ต้องการมีที่อยู่อาศัย, นักลงทุน, ดีเวลลอปเปอร์, และนายหน้าอสังหาฯ นำมาซึ่งการยกระดับวงการอสังหาฯ ไทย ให้เข้าสู่มาตรฐานใหม่ เพื่อให้บ้านได้รับการส่งต่อถึงมือผู้บริโภคที่แท้จริง


ปลดล็อกศักยภาพ ด้วยระบบนิเวศแห่งโอกาส

บริการเช่าเพื่อจะซื้ออสังหาฯ ของ PROPTLANE เกิดมาจากไอเดียของ คุณชยางกูร หล่อสกุลสินธ์ Chief Executive Officer แห่ง PROPTLANE ที่มีประสบการณ์มาตั้งแต่สมัยทำงานในสถาบันการเงินและเป็นนักลงทุนเอง

“จุดเริ่มต้นของเรามาจาก Pain Point ใหญที่สุด นั่นคือกลุ่มลูกค้าที่มีศักยภาพสูง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นใหม่ที่ประกอบอาชีพและฟรีแลนซ์ เช่น ยูทูบเบอร์, TikToker หรือเจ้าของกิจการ ที่มีรายได้และกำลังในการผ่อนชำระสูง แต่กลับไม่สามารถเข้าถึงเงื่อนไขของสินเชื่อแบบเดิม ๆ ได้ ซึ่งด้วยเทรนด์การทำงานยุคใหม่ คนกลุ่มนี้ก็ขยายวงกว้างไปเรื่อย ๆ” คุณชยางกูรเล่าถึงช่องว่างตรงนี้ที่มาจากประสบการณ์ตรง

จนมาแลกเปลี่ยนแนวคิดกับคุณพีระพัฒน์ ขันธ์นภา (COO, PROPTLANE) ซึ่งเคยทำงานด้านการเงินมาเช่นกัน ทั้งสองจึงเกิดไอเดียหยิบยกบริการเช่าเพื่อจะซื้อบ้านที่มีมาแต่เดิมอยู่แล้ว ในรูปแบบบุคคลต่อบุคคล มายกระดับเป็น PROPTLANE ให้เข้าสู่รูปแบบบริษัทที่มีความน่าเชื่อถือ สร้างระบบคัดกรอง และการดูแลลูกค้าอย่างมืออาชีพ มาเติมเต็มช่องว่างของตลาดนี้

 
Ecosystem ที่เชื่อมทุกภาคส่วน

การพัฒนา PROPTLANE ไม่ได้สร้างแค่โมเดลธุรกิจ แต่สร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่เชื่อมโยงความต้องการของ 4 ส่วนหลักเข้าด้วยกัน ทำให้เกิด Win-Win Situation อย่างแท้จริง ตั้งแต่

1.ผู้เช่าเพื่อจะซื้อ (Buyer) ได้บ้านที่ต้องการ โดยมีทีมงาน PROPTLANE ช่วยให้คำปรึกษาตลอดอายุสัญญา เพื่อให้คนกลุ่มนี้ได้เป็นเจ้าของบ้านได้จริง

2.นักลงทุน (Investor) ไม่ว่าจะเป็นพนักงานประจำ หรือเจ้าของธุรกิจ จะมีหรือไม่มีประสบการณ์ในธุรกิจเช่าเพื่อจะซื้อก็ได้ แต่คุณมีความต้องการที่ความชัดเจน (ผลตอบแทนเริ่มต้นที่ 6-7.5% ต่อปี) จากการลงทุนในอสังหาฯ โดยไม่ต้องยุ่งยากกับการบริหารจัดการทรัพย์สินเอง ซึ่งการลงทุนรูปแบบใหม่นี้ จะต่างจากการลงทุนในอสังหาฯ รูปแบบเดิมๆ

3.ผู้พัฒนาอสังหาฯ (Developer) สามารถแปลงลูกค้าที่ถูก Reject สินเชื่อ ให้กลายเป็นยอดขายจริงได้ทันที เป็นการกู้โอกาสที่สูญเสียไปถึง 70% กลับคืนมา

4.นายหน้าอสังหาฯ (Agent) มีทางเลือกใหม่ในการนำเสนอโซลูชั่นให้กับลูกค้าที่ไม่ตรงเงื่อนไขการยื่นขอสินเชื่อแบบเดิม ๆ เพื่อเปิดโอกาสให้กับลูกค้ากลุ่มนี้ให้เป็นเจ้าของบ้านหรือสินทรัพย์ได้

“ความท้าทายใหญ่สุด ของเราคือการทำให้คนไทยเข้าใจและวางใจในโมเดลที่ค่อนข้างใหม่นี้ ทั้งฝั่ง Buyer ที่มีความกังวลว่าจะได้บ้านจริงไหม และ Investor ที่อยากรู้ว่าจะลงทุนกับอะไรและได้ผลตอบแทนอย่างไร เราจึงต้องให้ความชัดเจนและโปร่งใสในทุกขั้นตอน” คุณชยางกูรกล่าวถึงประเด็นสำคัญที่สุด ที่ทุกคนในกลุ่ม Ecosystem ต้องการ นั่นคือ “ความเชื่อมั่นที่ต้อง ชัดเจน โปร่งใส

โมเดลสร้างโอกาส จุดเด่นที่แตกต่างของ PROPTLANE

นั่นจึงเป็นที่มาของการสร้างจุดแข็งของ PROPTLANE ที่ทำให้แตกต่างจากการเช่าเพื่อจะซื้อรูปแบบเดิมอย่างสิ้นเชิง นอกจากเป็นสะพานเชื่อม Ecosystem ทั้งหมดแล้ว นั่นคือ การเป็น "ตัวกลางสร้างความเชื่อมั่น" และเป็นแพลตฟอร์มที่ดูแลลูกค้าแบบองค์รวม ชูจุดเด่นดังนี้

1.การคัดกรองที่เข้มข้นแต่ยืดหยุ่น: PROPTLANE มีระบบหลังบ้านที่แข็งแกร่งในการคัดกรองทั้งตัวลูกค้า (Buyer) และตัวทรัพย์สิน (Asset) ที่จะเข้าสู่พอร์ต โดยเน้นศักยภาพในการชำระได้จริง ไม่ใช่แค่เอกสารการทำงานประจำ

2.ทีมงานประกบดูแล: นี่คือหัวใจสำคัญของบริการ PROPTLANE มีทีมงานที่มีความเชี่ยวชาญคอยประกบและให้คำแนะนำลูกค้าตั้งแต่แรกเริ่ม เพื่อช่วยลูกค้าเตรียมความพร้อม ให้สามารถปิดจบเป็นเจ้าของบ้านได้จริงภายใน 3 ปี

3.ความชัดเจนและความเชื่อมั่น: ทุกขั้นตอนการทำสัญญาเช่าเพื่อจะซื้อกับ PROPTLANE มีความชัดเจน โปร่งใส และมีสัญญาที่รัดกุม ต่างจากรูปแบบบุคคลต่อบุคคลในอดีตที่ทั้งผู้ซื้อและนักลงทุนอาจขาดความเชื่อมั่นว่าจะได้เป็นเจ้าของทรัพย์ หรือได้ผลตอบแทนจริงหรือไม่?

 

 


โมเดลที่ใช่ สู่การเติบโตแบบก้าวกระโดด

ด้วยโมเดลที่ตอบโจทย์ความต้องการของทุกฝ่าย ทำให้เกิดผลลัพธ์ที่น่าทึ่ง ส่งผลช่วงปีกว่าที่ผ่านมา PROPTLANE ได้ส่งมอบโอกาสให้กว่า 268 ครอบครัวได้เป็นเจ้าของบ้าน รวมมูลค่าทรัพย์สินที่ส่งมอบกว่า 1,087 ล้านบาท ซึ่งเกินกว่าความคาดหมายแรกเมื่อก่อตั้งธุรกิจไปมาก ที่ตั้งเป้าเพียง 60 ครอบครัวเท่านั้น
“เราเห็นเคสที่น่าสนใจอย่าง Buyer อายุ 28 ปี ซื้อบ้าน 19 ล้านบาท และสามารถปิดจบได้ภายใน 1 ปีเท่านั้น ซึ่งยืนยันความเชื่อมั่นของเราว่าคนกลุ่มนี้มีศักยภาพจริง ๆ และลูกค้าที่เข้ามาในพอร์ตก็มีการผ่อนชำระตรงงวดสูงมาก แสดงให้เห็นว่าคนกลุ่มนี้มีดีมานด์จริง มีความสามารถผ่อนชำระสูงจริง”

PROPTLANE มีเป้าหมายสูงสุด คือ การทำให้คนไทยมีโอกาสเข้าถึงและเป็นเจ้าของบ้านได้อย่างเท่าเทียม และโดย CEO คนเดิม ชี้ว่าทิศทางในอีก 3-5 ปีข้างหน้า จะเน้นการเติบโตเชิงคุณภาพควบคู่กับการขยายโอกาส โดยตั้งเป้าหมายจะส่งมอบสินทรัพย์ให้ได้ 400 ครอบครัว (ภายในปี พ.ศ.2569) รวมถึงขยายพันธมิตร เดินหน้าทำ MOU กับผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำ

"เป้าหมายไม่ใช่แค่การเติบโต แต่คือการเป็นผู้สร้างมาตรฐานใหม่ของการเข้าถึงที่อยู่อาศัยในประเทศไทย โดยยังคงยึดหลักการส่งมอบทรัพย์สินให้กับ Real Demand หรือผู้ที่ต้องการอยู่อาศัยจริง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นสูงสุดให้ทุกคนใน Ecosystem นี้”

‘คน’ กุญแจหลักของการสร้างความเชื่อใจ

เมื่อกุญแจสำคัญของโมเดลธุรกิจนี้ คือ การสร้างความเชื่อมั่นให้คน ‘พนักงาน’ จึงเป็นด่านหน้าที่มาสร้างความไว้วางใจ ประกอบกับธุรกิจมีความเป็นสตาร์ทอัป การพัฒนาคนและองค์กร ซึ่งเป็นงานหลังบ้านของ PROPTLANE จึงเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนโมเดลธุรกิจที่มีความซับซ้อน

"ผมมี Mindset ตั้งแต่เริ่มธุรกิจเลยว่า อยากดูแลพนักงานเป็นเรื่องต้น ๆ เพราะถ้าพวกเขามีความสุข งานก็จะออกมาดี รวมไปถึงงานบริการลูกค้าก็จะออกมาดีด้วย" คุณพีระพัฒน์ ขันธ์นภา Chief Operations Officer แห่ง PROPTLANE เกริ่นถึงการติดกระดุมเม็ดแรก ในการดูแลองค์กรและพนักงานเมื่อแรกตั้งบริษัท

ในฐานะ COO คุณพีระพัฒน์มีแนวทางในการให้อิสระกับพนักงานในการทำงาน (Flexible) แต่เน้นที่ผลลัพธ์ (Performance) เป็นหลัก

“เราไม่ได้ Base on Process การทำงานเป็นหลัก แต่ Based on Performance เราจะให้ภาพรวมของงานที่ต้องการ และให้พวกเขาไปออกแบบวิธีการทำงานเองว่าจะทำอย่างไร เพื่อให้ได้ผลตามเป้าหมาย แนวคิดการทำงานต้องสร้างความรู้สึกการเป็น Ownership ให้กับพนักงาน เริ่มจากการให้แต่ละทีม Back Office มีอิสระในการบริหารจัดการเวลาเข้างานเองตามความเหมาะสม เพื่อให้งานมีประสิทธิภาพสูงสุด ยกเว้นทีม Operation และ Customer Service ที่ต้องมีเวลาตอบลูกค้าที่ชัดเจน”


สร้าง Mindset ส่งต่อความเชื่อมั่นจากภายใน

ก่อนส่งต่อความเชื่อมั่นไปยังลูกค้า พนักงานทุกคนต้อง "Believe" ในโมเดลธุรกิจของ PROPTLANE ก่อน คุณพีระพัฒน์จึงมีการ Talk กันทุกไตรมาส เพื่อทบทวนว่าธุรกิจเข้าไปช่วยลูกค้ากลุ่มไหน, เข้าไปสำรวจตลาดอสังหาฯ และย้ำภารกิจกับพนักงานอยู่เสมอ

“ถ้าพนักงานของเราไม่เชื่อในผลิตภัณฑ์หรือโมเดลธุรกิจของเรา เวลาไปขายงาน หรือบริการ พวกเขาจะมีความกังวลและขายไม่ได้ แต่ถ้าเขาเชื่อจะส่งต่องานออกไปให้ลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

นอกจากนี้ PROPTLANE ยังให้ความสำคัญกับ ‘ความชัดเจนในทุกขั้นตอน’ ซึ่งเป็นปัจจัยหลักในการสร้างความไว้วางใจให้กับทั้ง Buyer และ Investor โดยแบ่งหลักกว้าง ๆ ออกเป็น

  • การคัดเลือกบุคลากร: ด้วยความเป็นสตาร์ทอัปที่มีการเติบโตสูงและเร็ว PROPTLANE จึงเน้นคัดเลือกคนที่มีความสามารถ (Talent) โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ (ส่วนใหญ่อายุราว 20 ปลาย ๆ ถึง 30 กลาง ๆ) ที่มีเคมีตรงกันในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ และยอมรับการทำงานที่มีความยืดหยุ่นสูง
  • การบริหารจัดการลูกค้า: ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการทำงาน พร้อมทีมงานที่ให้ข้อมูลที่ชัดเจนและตรงไปตรงมา ในทุกขั้นตอนของสัญญา และมีการดูแลลูกค้าอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ Buyer สามารถปรับปรุงสถานะทางการเงินให้พร้อม “เป็นเจ้าของบ้านได้จริง” เมื่อครบกำหนดสัญญาจริง ๆ โดยมีสัดส่วนการใช้เทคโนโลยี VS คน อยู่ที่ 30-70%

"แม้ว่าเราจะเป็นสตาร์ทอัป แต่ยังให้ความสำคัญกับพนักงานควบคู่กับการใช้เทคโนโลยี เพราะโมเดลธุรกิจเช่าเพื่อจะซื้อของเราไม่ได้ขายแค่ทรัพย์สิน แต่เรากำลังขาย 'ความเชื่อมั่น' และ 'โอกาส' ให้กับกลุ่มลูกค้าที่มีความกังวลสูง เราจึงใช้เทคโนโลยี AI และ Data Analytics มาช่วยคัดกรองข้อมูลและลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน โดยทำงานร่วมกับบุคลากรที่จะเข้าไป 'ให้คำปรึกษา' อย่างละเอียด เพราะความซับซ้อนของเครดิต หรือความไม่เข้าใจในสัญญา ต้องอาศัยการสื่อสารจากมนุษย์ที่มีความชำนาญสูง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการสร้างความไว้วางใจ และนำพาลูกค้าไปสู่การเป็นเจ้าของบ้านได้จริงในที่สุด"

วัฒนธรรมองค์กรและทีมงาน: รากฐานสู่ความยั่งยืน

เพราะคุณพีระพัฒน์มองว่า "ความสุขของพนักงาน" คือการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงที่สุดในการสร้างความยั่งยืนขององค์กร จึงโฟกัสไปที่การทำให้พนักงานมีความสุขกับการทำงาน องค์กรของ PROPTLANE จึงมีการจัดสรรงบประมาณเพื่อการอบรมเฉพาะทางให้เหมาะกับแต่ละบุคคลอย่างเต็มที่ นอกเหนือจากงบอบรมทั่วไป รวมถึงการให้ความสำคัญกับ Employee Well-being อย่างจริงจัง โดยมีการจัดสรรงบประมาณสันทนาการให้กับทุกทีมอย่างสม่ำเสมอ นอกเหนือจากเงินเดือนและโบนัสที่อิงจากผลงาน

“ตัวอย่างที่ชัดเจนเรามีงบประมาณสันทนาการครอบคลุมหลากหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็น การจัดทริปเอาท์ติ้งประจำปีของบริษัท หรือแม้แต่งบสันทนาการเฉพาะบุคคล ที่เปิดโอกาสให้พนักงานเลือกใช้ดูแลตัวเองและเติมพลัง อย่างเช่น บางคนอาจจะเลือกสมัครฟิตเนส หรือบางคนเลือกใช้ในการนวด หรือดูแลผิวหน้า เพื่อให้รู้สึกดีกับตัวเองและพร้อมนำความมั่นใจไปเจอลูกค้า”

ความยืดหยุ่นในการใช้งบส่วนนี้ เป็นการบอกพนักงานของเราว่า 'องค์กรให้ความสำคัญกับความสุขและสุขภาพของคุณอย่างแท้จริง' และเมื่อพวกเขามีพลังงานที่ดี ก็จะสามารถส่งมอบความเชื่อมั่นและบริการที่เป็นเลิศกลับคืนสู่ลูกค้าได้ COO ปิดท้าย

จากตัวเลขการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของ PROPTLANE พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า โมเดลธุรกิจรูปแบบใหม่นี้ไม่ได้เป็นแค่ทางเลือก แต่คือ Game Changer ของตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย ที่กำลังสร้างโอกาสและยกระดับมาตรฐานใหม่ ที่จะพาไปสู่การสร้างมูลค่าแบบ Win-Win ให้กับทุกภาคส่วนอย่างยั่งยืน