AWC หนุน “เที่ยวดีมีคืน” กระตุ้นท่องเที่ยวไทย ปล่อยสิทธิลดหย่อนภาษีสูงสุด 30,000 บาท ดึงเครือโรงแรมหรูทั่วประเทศร่วมโครงการ
ในช่วงปลายปี 2568 ภาคการท่องเที่ยวไทยได้รับแรงหนุนสำคัญจากภาครัฐผ่านโครงการ “เที่ยวดีมีคืน” ที่มุ่งกระตุ้นกำลังซื้อและส่งเสริมการเดินทางภายในประเทศ โดย บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC ได้ประกาศเข้าร่วมสนับสนุนนโยบายดังกล่าวอย่างเต็มรูปแบบ เปิดให้บริการทั้งโรงแรมและห้องอาหารในเครือกว่า 25 แห่งทั่วประเทศ เพื่อให้คนไทยได้พักผ่อนและใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้จริง
สิทธิประโยชน์หลักของโครงการคือ การลดหย่อนภาษีสูงสุดถึง 30,000 บาท สำหรับบุคคลธรรมดาที่ใช้บริการห้องพัก ห้องอาหาร หรือบริการอื่น ๆ ภายในโรงแรมในเครือ AWC ระหว่างวันที่ 29 ตุลาคม – 15 ธันวาคม 2568 โดยต้องเป็นการ “จองตรงกับโรงแรม” ตามเงื่อนไขที่รัฐบาลกำหนด ทั้งนี้ยังเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจเข้ามามีส่วนร่วม โดยนิติบุคคลสามารถนำค่าใช้จ่ายจากการจัดอบรม สัมมนา หรือประชุมในโรงแรม หักรายจ่ายได้ 1.5 เท่าตามเงื่อนไขของกรมสรรพากร

AWC ถือเป็นหนึ่งในผู้ประกอบการรายใหญ่ที่มีพอร์ตโรงแรมและรีสอร์ตหลากหลายทั่วประเทศ ทั้งในกรุงเทพฯ หัวหิน เชียงใหม่ พัทยา ภูเก็ต สมุย และกระบี่ รวมถึงห้องอาหารเด่นระดับไอคอนิกในโครงการเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น ซึ่งเป็นแลนด์มาร์กสำคัญของเมืองหลวงที่มีผู้เข้าชมกว่า 50 ล้านคนต่อปี
ในกรุงเทพมหานคร มีโรงแรมชั้นนำเข้าร่วมมากที่สุดกว่า 10 แห่ง อาทิ ดิ โอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯ, ดิ แอทธินี โฮเทล แบงค็อก, แบงค็อก แมริออท มาร์คีส์ ควีนส์ปาร์ค, ฮิลตัน สุขุมวิท กรุงเทพฯ และ เลอ เมอริเดียน กรุงเทพ ซึ่งทั้งหมดเป็นโรงแรมในระดับ Luxury และ Upper Upscale ที่มีอัตราการเข้าพักเฉลี่ยสูงกว่า 80% ต่อเนื่องในปีที่ผ่านมา

ส่วนเมืองท่องเที่ยวหลักอย่างหัวหิน เชียงใหม่ พัทยา ภูเก็ต สมุย และกระบี่ ก็พร้อมรองรับนักท่องเที่ยวด้วยเครือข่ายโรงแรมแบรนด์ดังระดับโลกในพอร์ตของ AWC เช่น บันยันทรี, แมริออท, มีเลีย, อินเตอร์คอนติเนนตัล และเชอราตัน รวมแล้วกว่า 15 แห่งทั่วประเทศ ครอบคลุมพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญของไทยทุกภูมิภาค
สำหรับห้องอาหารที่เข้าร่วมโครงการ “เที่ยวดีมีคืน” มีทั้งภายในโรงแรมและนอกโรงแรม โดยเฉพาะที่โครงการเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เช่น เรือสิริมหรรณพ, เดอะ คริสตัลล์ กริลล์ เฮาส์, เดอะ สยาม ที รูมท์ และเอเชียทีค แอนเชี่ยนท์ ที เฮ้าส์ ซึ่งเป็นร้านยอดนิยมของทั้งนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติ นอกจากนี้ยังมีร้านชื่อดังในเครือ เช่น โอกุระ ครุซ, โนบุ กรุงเทพฯ และ Fossil & Flame Restaurant
AWC มองว่า การเข้าร่วมโครงการนี้ไม่เพียงช่วยกระตุ้นรายได้ของภาคธุรกิจโรงแรม แต่ยังช่วยกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการรายย่อยในห่วงโซ่ท่องเที่ยว เช่น ร้านอาหารท้องถิ่น คนขับรถเช่า และธุรกิจบริการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยคาดว่าการใช้สิทธิ์ภายในโครงการจะสามารถสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจกว่า 10,000 ล้านบาททั่วประเทศในช่วง 45 วันของโครงการ
ในมุมมองของนักวิเคราะห์เศรษฐกิจ การมีผู้เล่นรายใหญ่เช่น AWC เข้าร่วมถือเป็นแรงขับสำคัญในการฟื้นตัวของตลาดโรงแรมระดับพรีเมียม ซึ่งมีอัตราเติบโตเฉลี่ย 12% ต่อปีหลังโควิด และเป็นตลาดที่นักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะจากจีนและตะวันออกกลาง กลับมาใช้บริการเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

ภายใต้แนวคิด “การท่องเที่ยวไทยเติบโตอย่างยั่งยืน” AWC ยังคงเดินหน้าพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อการท่องเที่ยวและการบริการอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีพอร์ตโรงแรมและรีสอร์ตในไทยมากกว่า 6,000 ห้อง และตั้งเป้าขยายแตะ 10,000 ห้องภายในปี 2570 โดยเน้นกลยุทธ์ “Integrated Lifestyle Destination” เพื่อสร้างประสบการณ์การพักผ่อนครบวงจร

ในท้ายที่สุด การสนับสนุนโครงการ “เที่ยวดีมีคืน” ของ AWC ไม่เพียงช่วยเติมพลังให้การท่องเที่ยวไทยฟื้นตัวอย่างมั่นคง แต่ยังสะท้อนบทบาทของภาคเอกชนไทยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจร่วมกับนโยบายรัฐ สร้างสมดุลระหว่างผลตอบแทนทางธุรกิจและการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก เพื่อให้ประเทศไทยเดินหน้าสู่จุดหมายแห่งการฟื้นฟูอย่างยั่งยืนในปี 2568