การกระตุ้นเศรษฐกิจปลายปี กับความท้าทายของธุรกิจรีสอร์ต โรงแรม และคาร์บอนฟุตพรินต์
ในช่วงปลายปีของทุกปี ภาคการท่องเที่ยวมักเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง ทั้งจากนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติที่ออกเดินทางพักผ่อน จับจ่ายใช้สอย และใช้บริการในภาคธุรกิจต่าง ๆ ซึ่งล้วนช่วยสร้างรายได้และหมุนเวียนเม็ดเงินในระบบอย่างต่อเนื่อง
แต่จากวิกฤตการท่องเที่ยวของไทยที่ต้องเจอกับภาวะสะดุด จากปัจจัยด้านลบต่อความเชื่อมั่น เช่น ความปลอดภัยบริเวณชายแดนไทย–เมียนมา ผลกระทบจากภัยธรรมชาติ และภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว
รายงานล่าสุดของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ระบุว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.–21 ก.ย. 2568 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยสะสม 23,450,122 คน ลดลง 7.44% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ รัฐบาลได้ออกมาตรการ “เที่ยวดี มีคืน 2568” ให้สิทธิลดหย่อนภาษีสูงสุดถึง 30,000 บาทต่อคน เพื่อกระตุ้นให้คนไทยเดินทางท่องเที่ยวในประเทศมากขึ้นในช่วงปลายปีถึงต้นปีหน้า คาดว่าจะช่วยสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนจำนวนมากในระบบเศรษฐกิจ เพิ่มรายได้แก่ธุรกิจท้องถิ่นและชุมชนทั่วประเทศ พร้อมทั้งกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมในภาคการท่องเที่ยวด้วย

อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไม่ได้เป็นเพียงแรงขับทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังเป็นหนึ่งในแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกขนาดใหญ่ของโลก
รายงานของ Krungsri Research (2567) ระบุว่า กิจกรรมการท่องเที่ยวทั่วโลกปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวมประมาณ 3.9–5.4 พันล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า หรือคิดเป็น 8–11% ของการปล่อยทั่วโลก โดยเฉพาะภาคธุรกิจโรงแรมมีสัดส่วนราว 6% ของการปล่อยทั้งหมด
ขณะที่ EY Parthenon และ Booking.com ระบุว่า ผู้ให้บริการที่พักทั่วโลกปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์รวมกว่า 264 ล้านตันต่อปี หรือราว 10% ของคาร์บอนฟุตพรินต์ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวทั้งหมด
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าธุรกิจโรงแรมเป็นหนึ่งในภาคส่วนที่ต้องเร่งปรับตัวมากที่สุด โรงแรมทั่วโลกเริ่มให้ความสำคัญกับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ผ่านการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ การจัดการทรัพยากรน้ำ และการลดของเสียในทุกขั้นตอนของการดำเนินงาน
แนวทางสำคัญที่ได้รับความนิยมมากขึ้นคือ การขอรับรองมาตรฐานอาคารเขียว (Green Building Certification) เช่น LEED, TREES, EDGE และ Green Hotel Plus ซึ่งไม่เพียงยืนยันความใส่ใจสิ่งแวดล้อมขององค์กร แต่ยังสร้างผลลัพธ์เชิงปฏิบัติที่วัดได้จริง เช่น
-
ลดการใช้พลังงานไฟฟ้าเฉลี่ย 20–40%
-
ลดการใช้น้ำ 20–30%
-
ลดขยะฝังกลบได้มากกว่า 50%
ในประเทศไทย ตัวอย่างเช่น InterContinental Chiang Mai Mae Ping และ TRIBE Living Bangkok Sukhumvit 39 ได้รับการรับรองมาตรฐานอาคารเขียวระดับสากล สามารถลดการใช้พลังงานได้กว่า 25% ต่อปี และลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากกว่า 1,000 ตันต่อปี ซึ่งเป็นตัวอย่างของธุรกิจที่ผสมผสาน “ผลกำไรทางเศรษฐกิจ” เข้ากับ “ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม” ได้อย่างลงตัว

พฤติกรรมนักท่องเที่ยวยุคใหม่ก็เปลี่ยนแปลงชัดเจน งานวิจัยของ Booking.com (2567) พบว่า
-
81% ของนักท่องเที่ยวทั่วโลก และ
-
98% ของนักท่องเที่ยวชาวไทย
ต้องการเลือกพักในที่พักที่ดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน
ขณะเดียวกัน 83% ของนักท่องเที่ยวไทยยินดีจ่ายเพิ่มเพื่อสนับสนุนโรงแรมที่มีแนวทางด้านสิ่งแวดล้อมชัดเจน สะท้อนว่า “ความยั่งยืน” ไม่ใช่เพียงภาพลักษณ์อีกต่อไป แต่กลายเป็น “ปัจจัยหลักในการตัดสินใจของผู้บริโภค”
ภาครัฐยังผลักดันนโยบาย Value over Volume เพื่อเปลี่ยนจากการพึ่งพาจำนวนนักท่องเที่ยว ไปสู่การสร้าง “คุณค่า” ทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน ผ่านการยกระดับคุณภาพแหล่งท่องเที่ยว การอนุรักษ์วัฒนธรรม และการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิด Circular Economy (เศรษฐกิจหมุนเวียน) ที่ส่งเสริมให้ธุรกิจท่องเที่ยวใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่าและหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่
โดยรวม การกระตุ้นเศรษฐกิจปลายปีถือเป็นโอกาสสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโต แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นจุดเปลี่ยนที่ทุกภาคส่วนควรมองให้ไกลกว่าจำนวนของนักท่องเที่ยว เพราะความยั่งยืนของอุตสาหกรรมนี้จะเกิดขึ้นจริงได้ก็ต่อเมื่อ “เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และสังคม” เติบโตไปด้วยกันอย่างสมดุล
“การเติบโตทางเศรษฐกิจจะมีความหมายมากขึ้น หากเป็นการเติบโตที่ไม่ทิ้งสิ่งแวดล้อมไว้ข้างหลัง”
ธุรกิจโรงแรมและรีสอร์ตจึงไม่เพียงสร้างรายได้ แต่ยังเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ (Low-Carbon Economy) และอนาคตของการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน ซึ่งผู้คน ธุรกิจ และธรรมชาติสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสมดุล
สนใจข้อมูลเพิ่มเติม เข้าไปดูได้ที่ www.lws.co.th
โดย ประพันธ์ศักดิ์ รักษ์ไชยวรรณ
กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอล ดับเบิลยูเอส วิสดอม แอนด์ โซลูชั่นส์ จำกัด