หลังเหตุการณ์แผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 ทำให้เกิดคำถามถึงความพร้อมและสมรรถนะอาคารสูงในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล รวมไปถึง อาคารสูงทั่วประเทศ ในการรับมือกับภัยพิบัติอย่าง “แผ่นดินไหว”  ทำให้ผมคิดถึงดัชนีวัดความสามารถของอาคารในการรับมือกับความเสี่ยงด้านภัยพิบัติตัวหนึ่งที่พัฒนาโดย IFC (International Finance Corporation) ที่เรียกว่า Building Resilience Index หรือ ดัชนี BRI ที่เริ่มนำมาใช้เมื่อปี 2563 

BRI คืออะไร?

ดัชนี BRI เป็นดัชนีที่ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อใช้ประเมินความสามารถของอาคารในการรับมือกับความเสี่ยงด้านภัยพิบัติต่างๆ  ไม่ว่าจะเป็น น้ำท่วม พายุ ไฟไหม้ แผ่นดินไหว และ ภัยพิบัติอื่น ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นและส่งผลกระทบต่อความแข็งแรงของอาคาร เพื่อช่วยให้ผู้ที่เกี่ยวข้องสามารถประเมินความเสี่ยงของอาคารได้ ไม่ว่าจะเป็น เจ้าของโครงการ ผู้ลงทุน ผู้เช่าอาคาร หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องกับการอนุมัติในการก่อสร้างอาคาร รวมไปถึงหน่วยงานของรัฐที่ต้องการยกระดับของการพัฒนาเมือง ไปจนถึงสถาบันการเงินที่ให้สินเชื่อในการพัฒนาโครงการ 

โดยดัชนีนี้จะช่วยให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด สามารถประเมินระดับความพร้อมของอาคารในการเผชิญกับผลกระทบจากภับพิบัติได้อย่างมีมาตรฐาน

ดัชนี BRI เป็นดัชนีที่ถูกออกแบบให้สามารถวัดค่าความยืดหยุ่น ความแข็งแรง และ ความสามารถของอาคารในการรับมือกับภัยพิบัติที่เกิดขึ้นได้ โดยการวิเคราะห์จากแบบก่อสร้างของโครงการ ทำเลที่ตั้งของโครงการ และ สภาพแวดล้อมโดยรวมของทำเลที่ตั้งของโครงการ จากนั้นจะประมวลผลออกมาให้ทราบว่า อาคารมีจุดอ่อนอย่างไร ต้องวางแผนปรับปรุงให้สามารถรับมือกับภัยพิบัติอย่างไร เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับโครงการในสายตานักลงทุน รวมไปถึงเป็นข้อมูลประกอบการขอสินเชื่อหรือออกตราสารทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืนหรือ ESG (Environment, Social, Governance) และมีส่วนช่วยให้โครงการสามารถเข้าถึงแหล่งทุนที่มีต้นทุนต่ำจากสถาบันการเงินที่สนับสนุนโครงการที่ยั่งยืน

โดยมีกระบวนการการวิเคราะห์ของดัชนี BRI แบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอนได้แก่

  1. Identify risk เป็นการวิเคราะห์ทำเลและสถานที่ตั้งของอาคารว่าอยู่ในพื้นที่ที่มีโอกาสที่จะเผชิญกับความเสี่ยงทางธรรมชาติอะไรบ้าง เช่น อุทกภัย แผ่นดินไหว คลื่อนความร้อน ภูเขาไฟระเบิด ไฟป่า ฯลฯ 
  2.  Manage risk เป็นกระบวนการวิเคราะห์การออกแบบของอาคารว่ามีการออกแบบโดยคำนึงถึงแนวทางป้องกันและลดความเสี่ยงไว้หรือไม่อย่างไร เพื่อช่วยให้อาคารมีความแข็งแรงและสามารถใช้งานได้แม้จะเกิดภัยพิบัติ
  3. Disclose risk จากกระบวนการประเมินทั้ง 2 ขั้นตอนแรก จะมีระบบการให้คะแนนถึงความเสี่ยง และ ความยืดหยุ่นของอาคารเพื่อรับมือกับความเสี่ยงที่เกิดขึ้นซึ่งสามารถนำไปใช้แสดงให้กับผู้ที่เกี่ยวข้อง ทั้งผู้ลงทุน และ สถาบันการเงินให้มีความมั่นใจถึงการลงทุนหรือใช้อาคารได้

โดยหลักเกณฑ์ที่ใช้ในการประเมินดัชนี BRI ประกอบด้วย 

  1. Hazard Assessment (การประเมินภัยธรรมชาติที่มีโอกาสเกิดขึ้น)
    วิเคราะห์ความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติในพื้นที่ เช่น น้ำท่วม ลมแรง ไฟไหม้ แผ่นดินไหว 
  2. Site (ที่อยู่ของโครงการ)
    ประเมินลักษณะของพื้นที่ของโครงการ ว่ามีความเสี่ยงสูงหรือต่ำเพียงใด โดยอ้างอิงข้อมูลจาก หน่วยงานที่น่าเชื่อถือ เช่น NASA (National Geospatial-Intelligence Agency) ในการนำข้อมูลด้านภูมิอากาศของโลกมาใช้, USGS (United States Geological Survey) ในการนำข้อมูลภูมิประเทศ แผ่นดินไหว ธรณีวิทยา จากหลายแหล่งงานวิจัยมาใช้ในการพัฒนาระบบ GIS (Geographic Information System) เป็นต้น
  3. Vulnerability (รูปแบบการสร้างโครงการ)
    ตรวจสอบว่ามีการออกแบบ ปรับปรุง หรือเตรียมพร้อมด้านใดบ้าง เช่น ระบบระบายน้ำมีความเหมาะสมหรือไม่ โครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็กมีการออกแบบอย่างไร มีการใช้มาตรฐานใดในการออกแบบ การเลือกใช้วัสดุในอาคาร หรือแผนจัดการเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน

 

ผลลัพธ์ที่ได้จากการประเมินจะแสดงระดับ “ความยืดหยุ่น” ของอาคารในรูปแบบที่เข้าใจง่าย พร้อมคำแนะนำในการพัฒนาเพิ่มเติม โดยประเมินออกมาจาก 4 ภัยพิบัติหลัก ๆ ได้แก่

  • วาตภัย (ภัยพิบัติที่เกิดจากลม)
  • อุทกภัย (ภัยพิบัติที่เกิดจากน้ำ)
  • อัคคีภัย (ภัยพิบัติที่เกิดจากไฟ)
  • ธรณีพิบัติภัย (ภัยพิบัติที่เกิดจากดิน)

โดยผู้ใช้งานจะสามารถดำเนินการสร้างโครงการของตนเองได้ ซึ่งสามารถสร้างได้ไม่ว่าจะอยู่ในช่วงใดของโครงการ ทั้งช่วงการออกแบบ, ช่วงหลังการก่อสร้าง, การปรับปรุงและซ่อมแซมอาคารโดยใช้ข้อมูลจากที่อยู่โครงการจริงเพื่อประเมินลักษณะภูมิอากาศ และภูมิประเทศโดยรอบของโครงการ

จากนั้นจะเป็นขั้นตอนการ “Assessment” ซึ่งจะเป็นการให้ผู้ใช้งานใส่รายละเอียดของรูปแบบโครงการ เพื่อประเมินภัยพิบัติที่เกี่ยวข้องโดยอ้างอิงจากที่อยู่ของโครงการ เช่น มีการออกแบบด้านทานแรงลมที่เท่าไร รูปแบบโครงสร้างอาคารเป็นรูปแบบไหน มีการออกแบบโครงสร้างอาคารให้มีความสามารถในการทนไฟกี่ชั่วโมง เป็นต้น

ขั้นตอนถัดมาหลังจากทำการใส่รายละเอียดของรูปแบบอาคารเสร็จสิ้นจะเป็นการยืนยันข้อมูล “Verification” โดยจำเป็นต้องใช้ 2 Verifiers เพื่อยืนยันข้อมูลที่ใส่นั้นเป็นจริง และมีข้อที่ต้องปรับปรุง หรือเฝ้าระวังในเรื่องใดบ้าง ซึ่งผู้เข้าประเมินควรดำเนินการเข้าไปตรวจสอบที่โครงการจริง และสอบถามผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการดำเนินการตรวจสอบ 

 

หลังจากได้รับการ “Verified” แล้วระบบจะดำเนินการประเมินผลของโครงการ ออกมาในรูปแบบคะแนนเป็นรูปแบบตัวอักษร แบ่งเป็น 4 ระดับได้แก่ AA,A,B และ NR 

 

แหล่งที่มา : https://www.resilienceindex.org/about

จากแนวทางและมาตรการดังกล่าว ปัจจุบัน IFC ได้มีการนำดัชนี BRI ไปใช้ครั้งแรกที่ประเทศฟิลิปปินส์ ในปี 2563 เนื่องจากพื้นที่ของประเทศ มีโอกาสในการเผชิญกับภัยพิบัติทางธรรมชาติที่หลากหลาย สภาพภูมิประเทศที่เป็นเกาะ ตั้งอยู่ในบริเวณ Pacific Ring of Fire ทำให้มีโอกาสที่จะเผชิญทั้งวาตภัย อุทกภัย ไปจนถึง แผ่นดินไหว  โดย IFC และ ธนาคารโลก ให้เงินทุนสนับสนุนกับภาคธุรกิจที่สนใจนำดัชนี BRI ไปใช้ในการพัฒนาและปรับปรุงอาคารให้เป็นไปตามมาตรฐานของ ดัชนี BRI โดย ณ สิ้นปี 2565 มีอาคารเข้าร่วมแล้วคิดเป็นพื้นที่ 500,000 ตารางเมตร โดยบริษัทที่เข้าร่วมโครงการได้แก่ Imperial Homes Corporation, NEO, และ SM Group โดย IFC มีเป้าหมายที่ 1 ล้านตารางเมตร 

นอกจาก ฟิลิปปินส์ แล้ว ในปี 2566 IFC ได้เข้าไปแนะนำการใช้ดัชนี BRI ในประเทศเวียดนาม เนื่องจากประเทศเวียดนาม เป็นหนึ่งในประเทศที่มีความเปราะบางที่สุดต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยในปี 2563 ประเทศเวียดนามได้รับความเสียหายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ คิดเป็นมูลค่าที่สูงถึง 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือ คิดเป็นสัดส่วน 3.2% ของผลิตภัณฑ์มวลรมภายในประเทศของเวียดนาม (GDP) เนื่องจากภูมิประเทศของเวียดนาม เป็นพื้นที่ราบต่ำ และมีพื้นที่เมืองชายฝั่งถึง 300 แห่ง ทำให้ต้องเผชิญกับพายุ และ น้ำท่วม ทำให้ IFC เข้าไปศึกษา พัฒนา และ ปรับปรุงอาคารภายในประเทศเวียดนามให้มีความยืดหยุ่นและรองรับกับความเสี่ยงจากภัยพิบัติทางธรรมชาติได้ดีขึ้น

 ถึงแม้ประเทศไทย จะไม่ได้มีภัยพิบัติที่ร้ายแรง แต่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้น ส่งผลกระทบให้ประเทศไทยต้องเผชิญกับความแปรปรวนของสภาพอากาศ รวมไปถึงต้องเผชิญกับความเสี่ยงทางธรรมชาติมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์น้ำท่วมใหญ่ ไปจนถึงเหตุการณ์แผ่นดินไหว ถึงแม้ไทยจะไม่ใช่จุดศูนย์กลางแผ่นดินไหว แต่เนื่องจากพื้นที่กรุงเทพมหานคร เป็นพื้นที่ที่ดินอ่อน ทำให้สามารถรับแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวที่ส่งมาจากประเทศเพื่อนบ้านได้ การนำดัชนี BRI มาใช้ในการประเมินความยืดหยุ่นและความแข็งแรงของอาคาร ในประเทศไทย น่าจะสร้างความมั่นใจให้กับทั้งนักลงทุน สถาบันการเงิน ไปจนถึงผู้ซื้อและผู้ใช้อาคารได้ 

เพราะดัชนี BRI ไม่ใช่แค่การ "เพิ่มมาตรฐาน" ให้กับโครงการ แต่ยังเป็นการ "เพิ่มความมั่นใจ" ให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่ายในอสังหาริมทรัพย์

ในขณะที่การพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable development) กลายเป็นกระแสหลักของโลก การมีเครื่องมืออย่าง BRI จะช่วยให้นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ไทยสามารถพัฒนาแนวทางการออกแบบเพื่อป้องกันภัยพิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับผู้ที่สนใจอยากทดลองการใช้งาน สามารถทดลองใช้ และเรียนรู้การใช้งาน โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ได้ที่ https://www.resilienceindex.org/  และ www.lws.co.th

แล้วพบกันใหม่เดือนหน้าครับ