การลงทุนจากต่างชาติในภาคอุตสาหกรรมของประเทศไทย
การลงทุนในประเทศไทยมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลไทยในการส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมสมัยใหม่ โดยข้อมูลจาก คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เผยว่าในปี 2567 มีจำนวนยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนมูลค่ากว่า 1.13 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 35 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สูงสุดในรอบ 10 ปี และมีจำนวนโครงการมากกว่า 3,100 โครงการ ซึ่งเป็นยอดจำนวนโครงการที่สูงสุดนับแต่ก่อตั้งบีโอไอ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่เห็นว่าประเทศไทยมีความพร้อมในด้านต่างๆ ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน พื้นที่รองรับอุตสาหกรรมต่างๆ ระบบไฟฟ้า ซัพพลายเชนที่ครบวงจร

ภาพรวมโครงการลงทุนจากต่างชาติ การลงทุนจากต่างชาติยังเติบโตได้ดีในปี 2567 มีจำนวนโครงการต่างชาติที่ยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนมากกว่า 2,000 โครงการ คิดเป็นร้อยละ 65 ของยอดโครงการขอรับการส่งเสริมการลงทุนทั้งหมด โดยส่วนใหญ่อยู่ใน อุตสาหกรรมเครื่องจักรและยานยนต์ ทั้งโครงการผลิตรถยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และเครื่องยนต์สันดาป (ICE) โดยค่ายรถยนต์จากจีน ญี่ปุ่น และ ยุโรป รองลงมาเป็น อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ และ อุตสาหกรรมโลหะและวัสดุ ตามลำดับ
ในส่วนของมูลค่าของเงินลงทุนจากต่างประเทศมีมากกว่า 8 แสนล้านบาท ส่วนใหญ่อยู่ใน อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ตามด้วย อุตสาหกรรมดิจิทัล เช่น Data Center และ Cloud service และ การพัฒนาซอฟแวร์ ดิจิทัลแพลตฟอร์ม

จำนวนโครงการจากต่างชาติยังขยายตัวต่อเนื่อง โดยมีโครงการจากจีนมากที่สุด จากจำนวนโครงการต่างชาติทั้งหมดที่ยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนในปี 2567 จีน มีจำนวนโครงการที่ยื่นขอรับการส่งเสริมมากที่สุด 810 โครงการคิดเป็นร้อยละ 40 ของจำนวนโครงการลงทุนจากต่างประเทศทั้งหมด โดยประเทศ/เขตเศรษฐกิจที่มีจำนวนโครงการขอรับการส่งเสริมสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่
(1) จีน 810 โครงการ มูลค่า 174,638 ล้านบาท
(2) สิงคโปร์ 305 โครงการ มูลค่า 357,540 ล้านบาท
(3) ญี่ปุ่น 271 โครงการ มูลค่า 49,148 ล้านบาท
(3) ฮ่องกง 177 โครงการ มูลค่า 82,266 ล้านบาท
(4) ไต้หวัน 126 โครงการ มูลค่า 49,967 ล้านบาท
แม้ว่ามูลค่าของการลงทุนจากจีน (174,638 ล้านบาท) จะน้อยกว่ามูลค่าการลงทุนจากสิงคโปร์ (357,540 ล้านบาท) แต่การลงทุนจากสิงคโปร์นั้น ส่วนหนึ่งเกิดจากการลงทุนขนาดใหญ่ของบริษัทที่มีบริษัทแม่เป็นสัญชาติจีนและสหรัฐอเมริกา ที่เลือกใช้สิงคโปร์เป็นฐานในการขยายการลงทุน โดยเฉพาะในธุรกิจ Data Center และ Cloud Service ซึ่งเป็นการลงทุนที่มีมูลค่าสูงและมีความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้

ภาคตะวันออกเป็นศูนย์กลางการลงทุนจากต่างชาติ ภาคตะวันออกของประเทศไทยยังคงได้รับความสนใจในการลงทุนจากนักลงทุนต่างชาติอย่างต่อเนื่อง โดยมีโครงการที่ขอรับการสนับสนุนมากกว่า 1,200 โครงการ ตามด้วย ภาคกลาง 674 โครงการ แสดงให้เห็นถึงการเติบโตของเศรษฐกิจในจังหวัดทางภาคกลางจนถึงภาคตะวันออกของไทย ซึ่งจากการลงทุนที่เพิ่มมากขึ้นในพื้นที่เหล่านี้ทำให้เกิดการหลั่งไหลของชาวต่างชาติและคนไทยที่เข้ามาทำงานในพื้นที่ ทำให้ความต้องการที่อยู่อาศัยและราคาอสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่เหล่านี้เพิ่มสูงขึ้น

ภาคตะวันออกของประเทศไทยได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องให้เป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมหลักของประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ชายฝั่งทะเล เช่น จังหวัดชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา ซึ่งรวมอยู่ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor: EEC) ภูมิภาคนี้มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยทั้งในด้านการผลิต การส่งออก และการลงทุนจากต่างประเทศ และภาคตะวันออกยังเป็นที่ตั้งของนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่จำนวนมาก ทั้งในอุตสาหกรรมยานยนต์ ปิโตรเคมี อิเล็กทรอนิกส์ และเทคโนโลยีขั้นสูง โดยมีโครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัยรองรับ เช่น ท่าเรือแหลมฉบัง ท่าอากาศยานอู่ตะเภา และทางหลวงเชื่อมโยงกับภูมิภาคอื่น ๆ ของประเทศ นอกจากนี้ ยังมีการสนับสนุนการลงทุนจากภาครัฐทั้งในรูปแบบสิทธิประโยชน์ทางภาษีและมาตรการอำนวยความสะดวกด้านธุรกิจ
อ้างอิง https://www.boi.go.th/index.php?page=statistics_oversea_report_st