ตลาดอุตสาหกรรม ครึ่งปีหลัง 2567
ภาพรวมตลาด (Market Overview)เศรษฐกิจไทยเติบโตต่อเนื่องในไตรมาสที่ 3 ปี 2567 โดยขยายตัวสูงสุดของปีนี้ที่ 3.0% (ปีต่อปี) ปัจจัยสำคัญมาจากการส่งออกสินค้าที่แข็งแกร่ง และการเร่งเบิกจ่ายงบลงทุนภาครัฐ ซึ่งช่วยหนุนภาคการก่อสร้าง
ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2567 ประเทศไทยยังคง เกินดุลการค้า โดยการส่งออกสินค้าและบริการเติบโต 10.6% สูงกว่าการนำเข้าซึ่งเติบโต 9.8% ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนขยายตัวเพียง 1.7% เนื่องจากเงื่อนไขสินเชื่อที่เข้มงวดขึ้น การชะลอการตัดสินใจใช้จ่ายของผู้บริโภค และการลดลงของการใช้จ่ายสินค้าคงทน โดยเฉพาะยานยนต์ที่หดตัวอย่างรุนแรงจากการแข่งขันด้านราคาของ EV ในขณะเดียวกัน รายจ่ายภาครัฐเพิ่มขึ้น 1.6% จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น โครงการแจกเงิน 10,000 บาทระยะที่ 1 และการจ่ายค่าตอบแทนพนักงานที่เพิ่มขึ้น 1.1% ขณะที่การลงทุนในสินทรัพย์ถาวรลดลง 1.7% เนื่องจากการลดการลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์และการก่อสร้างภาคเอกชน ซึ่งสะท้อนถึงข้อจำกัดด้านสินเชื่อและความเชื่อมั่นทางธุรกิจที่อ่อนแอลง

แรงกดดันด้านเงินเฟ้อในไทยยังอยู่ในระดับต่ำในช่วงครึ่งหลังของปี 2567 โดยอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยอยู่ที่ 0.6% ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลมาจากต้นทุนพลังงานที่ลดลง เช่น ราคาค่าไฟฟ้าและเชื้อเพลิง รวมถึงราคาสินค้าอาหารที่ปรับลดลงจากสภาวะอุปทานภายในประเทศที่ดีขึ้น นอกจากนี้ มาตรการอุดหนุนราคาดีเซลและค่าไฟฟ้าของรัฐบาลมีบทบาทสำคัญในการรักษาค่าครองชีพของภาคครัวเรือนและธุรกิจ อย่างไรก็ตาม อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานยังคงสูงขึ้นเล็กน้อย เนื่องจากต้นทุนในบางหมวดสินค้าที่ไม่ใช่อาหารยังคงเพิ่มขึ้น ซึ่งสะท้อนถึงแรงกดดันด้านต้นทุนเชิงโครงสร้าง อัตราเงินเฟ้อของไทยในช่วงครึ่งหลังของปีถือว่าต่ำที่สุดในภูมิภาค สะท้อนถึงเสถียรภาพของประเทศท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจโลก
ในเดือนตุลาคม 2567 ดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรม (MPI) ของไทยหลังปรับฤดูกาล ยังคงทรงตัวอยู่ที่ 96% ซึ่งสะท้อนถึงการฟื้นตัวของภาคการผลิต แม้ว่าจะยังคงเผชิญกับปัจจัยท้าทาย เช่น กำลังซื้อภายในประเทศที่ยังอ่อนแอ และการนำเข้าสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคให้หันไปซื้อสินค้านำเข้ามากกว่าสินค้าในประเทศ นอกจากนี้ การเข้มงวดของการอนุมัติสินเชื่อยังส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมสำคัญ เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ ทำให้การผลิตรถกระบะ รถยนต์นั่งขนาดเล็ก และรถยนต์ไฮบริดหดตัวอย่างมีนัยสำคัญ

รายงานจาก BOI ระบุว่า จำนวนนักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติที่ยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนระหว่างเดือนมกราคมถึงกันยายน 2567 เพิ่มขึ้นถึง 33% โดยมีโครงการที่ได้รับอนุมัติ 2,218 โครงการ เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และมูลค่าการลงทุนยังเพิ่มขึ้นถึง 40% อยู่ที่ 745,962 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 532,593 ล้านบาทในปีที่แล้ว การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) เป็นปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนการเติบโตนี้ โดยมีโครงการจากต่างชาติ 1,420 โครงการ คิดเป็นมูลค่า 546,680 ล้านบาท ซึ่งกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีการลงทุนสูงสุดคืออุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า โดยมี 253 โครงการ คิดเป็นกว่าหนึ่งในสี่ของมูลค่าการลงทุนที่ได้รับอนุมัติทั้งหมด
ภาคการดำเนินงานของโรงงานในไทยแสดงสัญญาณการฟื้นตัวที่ชัดเจนในปี 2567 เมื่อเทียบกับปี 2566 จำนวนโรงงานที่ขยายการดำเนินงานเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญถึง 59% อยู่ที่ 484 โครงการ ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นในภาคอุตสาหกรรมของไทย ขณะที่โรงงานที่เริ่มดำเนินการใหม่ก็เติบโตอย่างต่อเนื่อง เพิ่มขึ้น 18% เมื่อเทียบกับปีก่อน เป็น 2,112 แห่ง ในขณะที่จำนวนโรงงานที่ปิดตัวลงลดลง 8% เหลือ 1,234 แห่ง แม้ว่าภาคอุตสาหกรรมยังอยู่ในช่วงฟื้นตัวและยังไม่กลับสู่ระดับก่อนเกิดการระบาดของโควิด-19 แต่การเพิ่มขึ้นอย่างมากของโครงการขยายโรงงานแสดงให้เห็นถึงการฟื้นตัวที่แข็งแกร่งของการลงทุนภาคอุตสาหกรรม และแนวโน้มที่เป็นบวกของภาคการผลิตในประเทศไทย

ที่ดินเปล่าเพื่อการอุตสาหกรรม (Serviced Industrial Land)
อุปทาน (Supply) ในช่วงครึ่งหลังของปี 2567 ปริมาณที่ดินเปล่าเพื่อการอุตสาหกรรมพร้อมขายหรือให้เช่า (Serviced Industrial Land Plots - SILP) ในนิคมอุตสาหกรรม เขตประกอบการอุตสาหกรรม และสวนอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น 1.6% เมื่อเทียบกับครึ่งปีก่อนหน้า หรือเพิ่มขึ้น 2,863 ไร่ รวมเป็น 183,256 ไร่ การเพิ่มขึ้นนี้ได้รับแรงหนุนจากการเปิดตัวโครงการใหม่ อมตะ ชลบุรี 2 ซึ่งช่วยขยายอุปทานให้เพิ่มขึ้นในตลาด โดยตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา อุปทานของ SILP มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยอยู่ที่ 1-4% ต่อปี
แม้ว่าการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) จะเพิ่มขึ้น แต่ที่ดินขนาดใหญ่สำหรับการผลิตหรือพัฒนาเป็นนิคมอุตสาหกรรมกลับมีจำนวนลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดข้อจำกัดสำหรับนักลงทุนที่ต้องการขยายกิจการ การขาดแคลนที่ดินอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ในทำเลยุทธศาสตร์เป็นความท้าทายสำคัญ และอาจเป็นปัจจัยชะลอการเติบโตของอุตสาหกรรมที่ต้องพึ่งพาการดำเนินงานในระดับใหญ่

การกระจายของอุปทาน (Supply Distribution)
ที่ดินเปล่าเพื่อการอุตสาหกรรม (SILP) ในประเทศไทยยังคงกระจุกตัวอยู่ในเขต ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เป็นหลัก โดยคิดเป็น 64% ของส่วนแบ่งตลาดทั้งหมด ภายในเขต EEC จังหวัดระยองมีสัดส่วนมากที่สุดที่ 38.4% ของอุปทาน SILP ทั้งหมด รองลงมาคือชลบุรี 19.5% และฉะเชิงเทรา 5.5% ซึ่งจังหวัดเหล่านี้เป็นศูนย์กลางสำคัญของอุตสาหกรรมหลัก เช่น ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และปิโตรเคมี นอกจากนี้ ทำเลที่ตั้งใกล้ท่าเรือแหลมฉบังทำให้ EEC ได้รับประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่ง เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่มุ่งเน้นการส่งออกของประเทศไทย ในช่วงครึ่งหลังของปี 2567 อุปทานที่ดินในเขต EEC เพิ่มขึ้น 1.7% เทียบกับครึ่งปีแรก หรือคิดเป็น 116,218 ไร่ โดยได้รับแรงหนุนจากการเปิดตัวอย่างเป็นทางการของนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ 2 ในชลบุรี
ในขณะที่ ภาคกลาง ซึ่งประกอบด้วยพระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี และสระบุรี มีสัดส่วนอุปทานที่ดินเปล่าเพื่อการอุตสาหกรรมคิดเป็น 15% ของอุปทาน SILP ทั้งหมด โดยอยุธยามีสัดส่วนมากที่สุดที่ 7.2% รองลงมาคือ ปทุมธานี 4.2% และสระบุรี 3.1% ภูมิภาคนี้ยังคงเป็นจุดหมายปลายทางที่น่าสนใจสำหรับการลงทุนอุตสาหกรรมเนื่องจากความสะดวกในการเข้าถึงและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง เขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล อยู่ในอันดับที่สามโดยมีสัดส่วนอุปทานที่ดิน 6% ของอุปทาน SILP โดยสมุทรปราการมีสัดส่วน 3.9% และกรุงเทพฯ มี 1.4% ซึ่งไม่มีการเปลี่ยนแปลงของอุปทานในช่วงครึ่งหลังของปี
อุปสงค์ (Demand) จากรายงานของการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (IEAT) และการวิจัยของไนท์แฟรงค์ พบว่าความต้องการที่ดินเปล่าเพื่อการอุตสาหกรรม (SILP) ในช่วงครึ่งหลังของปี 2567 ลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับครึ่งปีแรก โดยมีพื้นที่ที่ถูกขายหรือให้เช่ารวม 4,263 ไร่ ส่งผลให้ยอดรวมประจำปี 2567 อยู่ที่ 12,340 ไร่ เพิ่มขึ้น 39% เมื่อเทียบกับปี 2566 แสดงให้เห็นถึงความสนใจอย่างต่อเนื่องในตลาดที่ดินอุตสาหกรรมของไทย ซึ่งได้รับแรงหนุนจากอุตสาหกรรมหลัก เช่น ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และศูนย์ข้อมูล (Data Centers)

EEC ยังคงเป็นตลาดย่อยที่มีอุปสงค์สูงสุด โดยคิดเป็น 64% ของธุรกรรมทั้งหมดในปี 2567 จังหวัดระยองมียอดซื้อขายสูงสุดที่ 4,600 ไร่ ตามมาด้วยชลบุรี 3,223 ไร่ และฉะเชิงเทรา 572 ไร่ ซึ่งได้แรงหนุนจากโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งและทำเลที่อยู่ใกล้กับท่าเรือที่สำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มีการทำสัญญาซื้อขายที่ดินครั้งใหญ่กับ Google ซึ่งมีแผนจะจัดตั้งศูนย์ข้อมูล(Data Center) และคลาวด์รีเจียน (Cloud Region) ในจังหวัดชลบุรี นอกเขต EEC มีการซื้อขายที่ดินรวม 3,944 ไร่ โดยปราจีนบุรี พระนครศรีอยุธยา และสมุทรปราการเป็นพื้นที่ที่มีความเคลื่อนไหวมากที่สุด
อัตราการขายสะสมของตลาดแสดงการเติบโตที่ดีขึ้น 1.4% เมื่อเทียบกับครึ่งปีแรก ทำให้ในครึ่งหลังของปี 2567 อัตราการขายสะสมอยู่ที่ 88.3% โดยเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลมีอัตราการขายสูงสุดที่ 94.1% รองลงมาคือภาคกลาง 92.9% และภาคเหนือ 90.5% ในขณะที่ เขตตะวันออกนอก EEC มีการเติบโตมากที่สุด โดยเพิ่มขึ้น 2.7% เป็น 85.9% ส่วน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แม้ว่าจะมีอัตราการขายต่ำสุดที่ 69.0% แต่ก็ยังแสดงแนวโน้มการเติบโตต่อเนื่อง โดยเพิ่มขึ้น 1.3% เทียบกับครึ่งปีแรก

ราคาที่ดิน (Asking Prices) ในช่วงครึ่งหลังของปี 2567 ราคาที่ดินเฉลี่ยในประเทศไทยเพิ่มขึ้น 3.2% เมื่อเทียบกับครึ่งปีแรก โดยอยู่ที่ 6.34 ล้านบาทต่อไร่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ยังคงเป็นพื้นที่ที่มีราคาสูงสุดที่ 11.1 ล้านบาทต่อไร่ EEC มีราคาเฉลี่ย 6.9 ล้านบาทต่อไร่ ภาคกลาง มีราคาเฉลี่ย 6.4 ล้านบาทต่อไร่ เขต ตะวันออกนอก EEC มีการปรับราคาสูงสุด 8.0% เทียบกับครึ่งปีแรก ขณะที่ EEC มีการปรับราคาขึ้นอย่างต่อเนื่อง 2.9% โดยใน EEC ราคาที่ดินมีความหลากหลาย ตั้งแต่ 3.6 - 12.0 ล้านบาทต่อไร่ โดยนิคมอุตสาหกรรมที่อยู่ใกล้ท่าเรือแหลมฉบังและมาบตาพุดมีราคาสูงสุด ส่วนพื้นที่ที่มีราคาต่ำที่สุด (ต่ำกว่า 3 ล้านบาทต่อไร่) อยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งสะท้อนถึงอุปสงค์ที่ต่ำกว่าพื้นที่อุตสาหกรรมหลัก

บทวิเคราะห์และแนวโน้มตลาด (Review & Outlook)
ในช่วงครึ่งหลังของปี 2567 ตลาดอสังหาริมทรัพย์ภาคอุตสาหกรรมของประเทศไทยมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับแรงหนุนจากความสนใจอย่างต่อเนื่องของนักลงทุนต่างชาติ โดยมีปริมาณการซื้อขายและเช่าที่ดินอุตสาหกรรมแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 12,340 ไร่ ซึ่งทำสถิติสูงสุดเป็นปีที่สองติดต่อกัน สะท้อนถึงความต้องการที่ดินในนิคมอุตสาหกรรมที่ยังคงอยู่ในระดับสูงอย่างมาก ทั้งนี้ ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ระบุว่าจำนวนคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2567 เพิ่มขึ้นถึง 40% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยกลุ่มอุตสาหกรรมหลักที่ได้รับการส่งเสริม ได้แก่ โรงงานผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และผู้ผลิตในห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) อย่างไรก็ตาม การเพิ่มขึ้นของอุปทานที่ดินเปล่าเพื่อการอุตสาหกรรม (SILP) มีเพียง 1% ทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับอุปทานที่ดินในอนาคต เนื่องจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอาจทำให้นักลงทุนต่างชาติลังเลที่จะตั้งฐานการผลิตหรือขยายธุรกิจในประเทศไทย

นอกจากนี้ การประกาศลงทุนของ Google ในประเทศไทยยังเน้นย้ำถึงศักยภาพและความพร้อมของประเทศในอุตสาหกรรมดิจิทัล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคศูนย์ข้อมูล (Data Center) และบริการคลาวด์ (Cloud Service) การลงทุนดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของไทย เช่น อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ระบบพลังงานที่มีเสถียรภาพ และแรงงานที่มีทักษะสูง ล่าสุด การอนุมัติการส่งเสริมการลงทุนรวม 46 โครงการ มีมูลค่าการลงทุนรวมกว่า 160,000 ล้านบาท ซึ่งนอกจากจะช่วยเสริมโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลของประเทศแล้ว ยังส่งผลให้ความต้องการที่ดินอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีเครือข่ายโลจิสติกส์ที่ก้าวหน้า เช่น เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)

ในทางกลับกัน อุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยต้องเผชิญกับความท้าทายอย่างมากในปี 2567 โดยยอดขายรถยนต์รวมลดลงถึง 33% เหลือประมาณ 518,000 คัน ซึ่งเป็นผลมาจากภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซา หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และมาตรการเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อที่ส่งผลให้กำลังซื้อของผู้บริโภคลดลง โดยเฉพาะตลาดรถกระบะซึ่งเป็นกลุ่มหลักของตลาดภายในประเทศได้รับผลกระทบหนักที่สุด โดยยอดขายจากผู้ผลิตรายสำคัญ เช่น อีซูซุ และฟอร์ด ลดลง 43.7% และ 42.7% ตามลำดับ แม้แต่ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งก่อนหน้านี้มีแนวโน้มเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ก็เริ่มชะลอตัวเช่นกัน โดยจำนวนการจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าลดลงจาก 76,314 คันในปี 2566 เหลือประมาณ 70,000 คัน ในปี 2567 ด้วยเหตุนี้ อุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์ที่ชะลอตัวทำให้ผู้ผลิตลดเป้าหมายการผลิตและชะลอแผนการขยายตัว นอกจากนี้ โครงการโรงงานที่เกี่ยวข้องกับ EV ซึ่งเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญของความต้องการที่ดินอุตสาหกรรมในช่วงที่ผ่านมา ได้รับการพัฒนาเสร็จสิ้นไปแล้วบางส่วน ส่งผลให้ผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมอาจต้องเผชิญกับช่วงเวลาการปรับตัวที่การเติบโตของยอดขายที่ดินในภาคยานยนต์ชะลอตัว เพื่อรับมือกับความท้าทายนี้ ผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมจำเป็นต้องกระจายกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย โดยให้ความสำคัญกับภาคส่วนที่มีอัตราการเติบโตสูง เช่น อิเล็กทรอนิกส์ พลังงานหมุนเวียน และอุตสาหกรรมดิจิทัล เพื่อรักษาความต้องการที่ดินในระยะยาว

สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2568 คาดว่าจะขยายตัวในช่วง 2.3 - 3.3% โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการใช้จ่ายและการลงทุนของภาครัฐที่เพิ่มขึ้น การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง และการเติบโตอย่างต่อเนื่องของภาคการส่งออก ในส่วนของตลาดอสังหาริมทรัพย์อุตสาหกรรม ยังคงได้รับประโยชน์จากความต้องการที่มั่นคง แม้ว่าการขยายตัวของฐานการผลิตโดยนักลงทุนต่างชาติอาจชะลอตัวลงเล็กน้อยก็ตาม กลุ่มอุตสาหกรรมหลักที่ยังคงเป็นปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญ ได้แก่ ผู้ผลิตในห่วงโซ่อุปทานระดับโลก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งยังคงมองหาที่ดินอุตสาหกรรมในทำเลยุทธศาสตร์เพื่อรองรับการผลิตและการส่งออกต่อไป
มร.มาร์คัส เบอร์เทนชอว์ หุ้นส่วน - หัวหน้าฝ่ายที่ปรึกษาด้านพื้นที่โลจิสติกส์และอุตสาหกรรม กล่าวว่า “ตลาดอุตสาหกรรมของไทยยังคงแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งและความน่าดึงดูดอย่างต่อเนื่อง โดยยอดขายที่ดินอุตสาหกรรมทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) พุ่งขึ้น 40% อย่างไรก็ตาม นโยบายการค้าระหว่างประเทศที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะระบบภาษีตอบโต้ที่สหรัฐฯ เสนอ อาจส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานและอุตสาหกรรมส่งออกหลัก เช่น ยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ ในขณะเดียวกัน ไทยยังคงได้รับประโยชน์จากการกระจายฐานการผลิตออกจากจีน ซึ่งช่วยเสริมบทบาทของประเทศในฐานะศูนย์กลางการผลิตระดับภูมิภาค เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน ประเทศไทยจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการขยายเขตการค้าเสรี (Free Trade Zones) ปรับปรุงประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์ และลงทุนในคลังสินค้าอัจฉริยะ รวมถึงระบบขนส่งหลายรูปแบบ (Multimodal Transport) การเสริมสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางการค้าและความสามารถในการปรับตัวของห่วงโซ่อุปทานจะช่วยให้ประเทศไทยสามารถรักษาการเติบโตของภาคอุตสาหกรรม และยกระดับสู่การเป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์และการผลิตชั้นนำของภูมิภาคได้อย่างยั่งยืน"