ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงโลกอสังหาริมทรัพย์ ไม่ได้วัดกันแค่ “ทำเล” หรือ “ราคา” อีกต่อไป แต่กลับกลายเป็นเรื่องของ “คุณภาพชีวิต” และ “สุขภาพ” ที่กลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ (New Standard) 

เมื่อมองมาถึงย่านพระราม 2 ที่บางคนอาจมีภาพจำ "ถนนเจ็ดชั่วโคตร" กับการก่อสร้างซ่อมแซมไม่รู้จะเสร็จเมื่อไร แต่ถ้ามองให้ไกลกว่านั้น นี่คือย่านที่กำลังทรานส์ฟอร์มสู่ Growth Corridor แห่งใหม่ของกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันตก 

วันนี้เรามีโอกาสได้พูดคุยแบบ Exclusive กับ คุณสุเทพ ปัญญาสาคร กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ดี-แลนด์ กรุ๊ป จำกัด ผู้บริหารวิสัยทัศน์ไกลที่ยอม “รื้อ” ทุกความเชื่อเดิมๆ เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับคำว่า “บ้าน” กับ โปรเจกต์ไฮไลต์ของบริษัทอย่าง ESSENTIA RAMA 2 

สำหรับ ดี-แลนด์ กรุ๊ป โลดแล่นอยู่ในวงการอสังหาริมทรัพย์มากว่า 23 ปี สร้างชื่อผ่านโครงการที่หลากหลาย ตั้งแต่ทาวน์โฮม บ้านเดี่ยว ไปจนถึงมิกซ์ยูส ความสำเร็จในอดีตอย่างอาทิ โครงการ เดอะพราว เพรสทีจ บายพาส-ราชบุรี,  ทาวน์โฮม อาทิ บ้านดี เดอะ แฮมิลตัน กาญจนาภิเษก-บางใหญ่, อาคารพาณิชย์, คอนโดมิเนียม อาทิ ดีพาร์ค คอนโด และโครงการให้บริการเช่าพื้นที่ Community Mall ภายใต้แบรนด์ พอร์โต้ ชิโน่ และ พอร์โต้ โก รวมถึงธุรกิจรับสร้างบ้านคุณภาพแบบครบวงจร

จากโครงการเหล่านี้เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความเข้าใจในทำเลและการบริหารจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ จนมาถึงการพัฒนาโครงการล่าสุดอย่าง ESSENTIA RAMA 2 (เอสเซนเทีย พระราม 2) มูลค่าโครงการรวมกว่า 2,000 ล้านบาท บนพื้นที่โครงการกว่า 43 ไร่ บนทำเลพระราม 2 ภายใต้คอนเซปต์ "The Essence of Life บ้านที่คิดครบ เพื่อความสุขสบายใจ"

‘Well-being’ ไม่ใช่เทรนด์ แต่คือลมหายใจของที่อยู่อาศัยยุคใหม่

คุณสุเทพเริ่มต้นบทสนทนาด้วยมุมมองที่สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงของโลกอสังหาริมทรัพย์ในปัจจุบัน ซึ่งชี้ให้เห็นว่าพฤติกรรมผู้บริโภคกำลังเปลี่ยนผ่านจากยุคที่มองหาความหรูหราเพียงภายนอก ไปสู่ยุคแห่งความหรูหราทางจิตวิญญาณและสุขภาพ (Spiritual & Health Luxury) หรือที่เรียกว่า Longevity Living

“เรากำลังอยู่ในยุคที่คนไม่ได้อยากได้แค่บ้านหลังใหญ่ แต่เขาอยากได้บ้านที่อยู่แล้วอายุยืนขึ้น” คุณสุเทพเริ่มเกริ่น 

“คำว่า Well-being สำหรับ ดี-แลนด์ จึงไม่ใช่แค่การมีสวนหรือฟิตเนส แต่คือการออกแบบทุกตารางนิ้วให้สอดประสานกับธรรมชาติและกลไกของร่างกายมนุษย์ ซึ่งนี่คือโจทย์ใหญ่ที่เราใช้เวลาตกผลึกอยู่นานกว่าจะออกมาเป็น ESSENTIA ในวันนี้”


ESSENTIA RAMA 2 ความใส่ใจที่ยอม “รื้อ” เพื่อสิ่งที่ดีที่สุด

หัวใจหลักของบทสนทนาในวันนี้ คือ โครงการ ESSENTIA RAMA 2 ซึ่งคุณสุเทพเผยเบื้องหลังที่น่าตกใจว่า โครงการนี้ใช้เวลาในการวางแผนผัง (Layout) นานถึง 1 ปีเต็ม และมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่แสดงถึงความทุ่มเทอย่างที่สุด

“เรายอมทุบบ้านตัวอย่างทิ้ง และรื้อผังเดิมทั้งหมด”

เนื่องจากเดิมที ที่ดินผืนนี้ในอดีตถูกวางแผนไว้เป็นโครงการบ้านแฝดและทาวน์โฮมที่มีความหนาแน่นสูงถึง 230 ยูนิต ซึ่งในทางธุรกิจย่อมหมายถึงรายได้ที่รวดเร็ว แต่เมื่อเวลาผ่านไปคุณสุเทพกลับมองเห็นสิ่งที่ต่างออกไป 

“เดิมเราเคยวางแผนทำโครงการรูปแบบทั่วไป เป็นบ้านแฝดและบ้านเดี่ยวรวมกว่า 230 ยูนิต ในระดับราคา 4-10 ล้านบาท แถมตอนนั้นเราเริ่มสร้างบ้านตัวอย่างไปได้ถึง 40% แล้วด้วย แต่พอเรากลับมานั่งทบทวนถึงเป้าประสงค์ที่แท้จริงว่าเราอยากสร้างที่อยู่อาศัยเชิง Wellbeing จึงตัดสินใจยอม ‘รื้อผังใหม่ทั้งหมด’ แม้จะต้องทุบบ้านตัวอย่างที่กำลังสร้างไปถึง 4 หลัง เพื่อเปลี่ยนมาเป็นโครงการบ้านเดี่ยว ที่เน้นคุณภาพชีวิต ลดจำนวนยูนิตลงเหลือเพียง 107 ยูนิต และเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้สูงถึง 52% ของโครงการ”


เจาะลึกบ้านคิดครบ ความต่างที่สัมผัสได้จากความรู้สึก

อินไซต์สำคัญที่นำมาสู่แนวคิดโครงการคือ “ปัญหาการนอนไม่หลับ” ของคนเมือง คุณสุเทพเล่าว่าเขาศึกษาเรื่องการทำงานของสมองและฮอร์โมน 4 ชนิด (Dopamine, Oxytocin, Serotonin, Endorphins) เพื่อนำมาเป็นแกนหลักในการออกแบบพื้นที่ 

“แนวคิดเรื่อง Wellbeing ไม่ใช่เพียงแค่กระแสชั่วคราว แต่เป็นเทรนด์ยั่งยืนที่ผู้คนให้ความสำคัญอย่างแท้จริง เพราะเราใช้ชีวิตอยู่ถึง 2 ใน 3 ของวันในบ้าน ดังนั้นการพัฒนาโครงการจึงต้องวางแผนมาสเตอร์แพลนมาซัพพอร์ตสุขภาวะในทุกมิติ ไม่ใช่แค่เพียงตัวบ้านเท่านั้น ซึ่งผมเชื่อว่าหัวใจสำคัญของคอนเซปต์นี้ สามารถนำไปปรับใช้ เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับโครงการอื่นๆ ได้เช่นกัน”

ความพิเศษของ ESSENTIA RAMA 2 ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่คอนเซปต์ภาพรวม แต่ลงรายละเอียดในทุกมิติของการอยู่อาศัย และงานออกแบบภูมิสถาปัตยกรรมที่ได้รับความร่วมมือจาก Research Studio Panin นำโดย ศาสตราจารย์ ดร. ต้นข้าว ปาณินท์ ที่มาร่วมสร้างนิยามใหม่ของพื้นที่พักผ่อน ผ่านคอนเซปต์ The Essences of Life ที่มุ่งให้ผู้อยู่อาศัยได้สัมผัสความสุขและส่งเสริมสุขภาพใน 4 มิติ ครอบคลุมการออกแบบตัวบ้านไปจนถึงภูมิทัศน์โดยรอบ ได้แก่ 

  • The Essence of Serenity ความสงบจากพื้นที่สีเขียวกว่า 11 ไร่ ต้นไม้ใหญ่ภายในโครงการมากถึง 500 ต้นและสวนหลังบ้านกว้าง 4 เมตร
  • The Essence of Wellbeing สุขภาวะจากธรรมชาติที่โอบล้อมรอบบ้าน พร้อมพื้นที่ส่วนกลางที่ช่วยให้การออกกำลังกาย เกิดขึ้นได้ที่บ้านแบบไม่ต้องเดินทางไปยิม
  • The Essence of Relationships การออกแบบภายในที่เสริมสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัว
  • The Essence of Privacy พื้นที่ส่วนตัวที่ลงตัวในทุกมุมของบ้าน รวมถึงการออกแบบพื้นที่ระหว่างบ้านแต่ละหลังให้ ทุกครอบครัวได้พักผ่อนอย่างเป็นส่วนตัว

ความสำเร็จและความมุ่งมั่นในการรักษามาตรฐานคุณภาพนี้เอง ที่ส่งผลให้ ดี-แลนด์ กรุ๊ป คว้ารางวัลเกียรติยศจาก KKP (ธนาคารเกียรตินาคินภัทร) ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันถึงศักยภาพในการบริหารจัดการโครงการที่เป็นเลิศ และการสร้างสรรค์อสังหาริมทรัพย์ที่มีความคุ้มค่าและยั่งยืน



หัวใจอยู่ที่ผังโครงการและความเป็นส่วนตัวสูง

หัวใจสำคัญของส่วนนี้คือการออกแบบผังโครงการแบบ Resort Layout ที่เน้นความโปร่งโล่งเป็นพิเศษ โดยมีไฮไลต์อยู่ที่การจัดวางตัวบ้านให้มีระยะห่าง และการเว้นพื้นที่ระหว่างหลังบ้านที่เรียกว่า The Backyard Concept ซึ่งหาได้ยากในโครงการจัดสรรทั่วไป

  • Whisper Walk: บริเวณหลังบ้านทุกหลังจะไม่มีกำแพงชนกับเพื่อนบ้าน แต่จะถูกคั่นด้วยทางเดินส่วนตัวกว้างถึง 4 เมตร พร้อมทางเดินพักผ่อนที่รถเข้าไม่ได้ ช่วยลดเสียงรบกวนและเพิ่มความเป็นส่วนตัวสูงสุด
  • Seamless Connection: ทำหน้าที่เป็นเส้นทางสีเขียวที่เชื่อมต่อจากหลังบ้านทุกหลัง สู่สวนส่วนกลางขนาดยักษ์ 11 ไร่ ได้โดยตรง มอบประสบการณ์การใช้ชีวิตที่เหมือนพักผ่อนอยู่ในรีสอร์ตหรูตลอด 365 วัน และทุกมุมของบ้านต้องมองเห็นพื้นที่สีเขียว

“หนึ่งในฟีดแบ็กที่เราได้รับจากลูกค้า คือ ความรู้สึกอิสระ ลูกค้าประทับใจแบบบ้านที่รู้สึกว่าแตกต่าง เป็นเอกลักษณ์ รู้สึกถึงรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่เราคิดมาอย่างตั้งใจ โดยเฉพาะสวนหลังบ้าน (Backyard) ที่ทำให้เกิดทางเดินพักผ่อนที่เชื่อมสู่พื้นที่สีเขียว 11 ไร่ ให้บรรยากาศเหมือนคุณเดินอยู่ในรีสอร์ตตลอดเวลาและยังช่วยเว้นระยะไม่ให้หลังบ้านติดกัน มอบความสงบและความเป็นส่วนตัว" คุณสุเทพกล่าวถึงฟังก์ชันที่ลูกค้าชื่นชอบ

 



นวัตกรรม ERV: บ้านที่ "หายใจได้" เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี

เพื่อตอบโจทย์ Pain Point เรื่องสุขภาพ ตัวโครงการได้นำนวัตกรรม ERV (Energy Recovery Ventilator) จากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ มาติดตั้งในห้องนอนทุกห้อง เพื่อยกระดับสุขภาวะขึ้นไปอีกขั้น

  • Oxygen Replenishment: ระบบจะทำหน้าที่เติมอากาศบริสุทธิ์และออกซิเจนเข้าสู่ตัวบ้านอย่างต่อเนื่อง แม้ในยามที่เราปิดหน้าต่างสนิทเพื่อป้องกันเสียงรบกวนและความร้อน
  • PM 2.5 & CO2 Filter: ช่วยกรองฝุ่นละอองขนาดเล็กและระบายก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่สะสมจากการหายใจขณะนอนหลับออกไปภายนอก ทำให้สมองได้รับอากาศที่สะอาดตลอดคืน ส่งผลให้หลับลึกและตื่นมาพร้อมความสดชื่นอย่างแท้จริง

นอกจากนี้ตัวโครงการยังออกแบบภายใต้สไตล์ Modern Tropical ที่เน้นความโปร่งและแสงธรรมชาติ โดยมีฟังก์ชันที่โดดเด่นดังนี้

 

  • Double Master Bedroom: บ้านทุกแบบมีห้องนอนขนาดใหญ่ถึง 2 ห้อง เพื่อรองรับครอบครัวขยายหรือการอยู่ร่วมกันแบบหลายเจเนอเรชันโดยไม่เสียความเป็นส่วนตัว
  • Visitor Parking: มีการจัดสรรที่จอดรถสำหรับผู้มาติดต่อแยกต่างหาก เพื่อความเป็นระเบียบและลดปัญหาการจอดรถขวางหน้าบ้านในซอยอยู่อาศัย
  • Rhythm Lane: ลู่วิ่งจ็อกกิ้งผิวแอสฟัลต์ช่วยลดแรงกระแทกยาว 1.5 กิโลเมตรรอบโครงการ พร้อมวิวทะเลสาบและพื้นที่สีเขียวที่ถูกออกแบบมาเพื่อกระตุ้นสารความสุข (Endorphins) โดยเฉพาะฟีดแบ็กจากลูกค้าที่เข้าเยี่ยมชมต่างประทับใจใน "รายละเอียดเล็กๆ ที่ยิ่งใหญ่" เหล่านี้ ซึ่งเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าทำไม ดี-แลนด์ กรุ๊ป จึงเป็นผู้ประกอบการที่ได้รับความไว้วางใจและคว้ารางวัลคุณภาพจาก KKP มาครองได้สำเร็จ และ ESSENTIA RAMA 2 คือบทสรุปของความตั้งใจนั้นที่พร้อมส่งมอบให้กับลูกบ้านทุกคน



ทำเลพระราม 2 กับความเชื่อมั่นในอนาคต

แม้ภาพลักษณ์ของพระราม 2 ในปัจจุบันจะมีความกังวลเรื่องการเดินทางและการก่อสร้าง แต่คุณสุเทพมองเห็นมุมต่างที่น่าสนใจยิ่งกว่า 

“เราวิเคราะห์จากหลายๆ ข้อมูล พระราม 2 กำลังจะเป็น Growth Corridor ใหม่ เมื่อทางด่วนและโครงการขนส่งเสร็จสมบูรณ์ มูลค่าที่นี่จะกระโดดขึ้นทันที เราเลือกทำเลบริเวณ กม.40 เพราะมันคือ ‘จุดพัก’ หรือ Node ที่คนเดินทางมักจะเริ่มอยากแวะพักพอดี ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดการเลือกทำเลแบบ Data-Driven ของเรา”

"พระราม 2 ในอนาคตคือทำเลที่จะปังมาก ใครที่มองเห็นโอกาสในวันนี้ คือคนที่ลงทุนกับอนาคตที่คุ้มค่าที่สุด"


การบริหารท่ามกลางวิกฤตสงคราม

เท่านั้นไม่พอประเด็นที่ท้าทายที่สุดสำหรับผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในเวลานี้ ย่อมต้องหมายถึงสถานการณ์สงครามตะวันออกกลาง ที่ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการก่อสร้าง คุณสุเทพตอบด้วยความจริงใจและแสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์การจัดการที่เน้นลูกค้าเป็นศูนย์กลาง

“ต้นทุนก่อสร้างจริงพุ่งสูงขึ้นกว่า 12% ซึ่งถ้าเราปรับราคาขายตามนั้นทั้งหมด ลูกค้าจะได้รับผลกระทบหนักมาก” คุณสุเทพกล่าว “ในส่วนของบ้านเดี่ยวพรีเมียม เราเลือกที่จะแบกรับต้นทุน (Absorb) ไว้เองบางส่วนโดยยอมลด Margin ลง เพื่อรักษาความสามารถในการเข้าถึงของลูกค้า เพราะเราเชื่อว่าในระยะยาว ความพึงพอใจและความมั่นคงของลูกบ้านคือสิ่งที่มีค่ามากกว่ากำไรในระยะสั้น”

คุณสุเทพยอมรับว่าสิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่เพียงแค่ราคาวัสดุ แต่คือ ‘กำลังซื้อที่แท้จริง’ และ ‘อัตราการปฏิเสธสินเชื่อ’ (Rejection Rate) ที่สูงขึ้นจากภาวะเศรษฐกิจ 

“เราจึงต้องให้ความสำคัญกับการคัดกรองกลุ่มลูกค้าที่แข็งแรง และช่วยเขาวางแผนการเงินตั้งแต่เริ่มต้น เพื่อให้ฝันในการมีบ้านของเขาเป็นจริงได้โดยไม่กลายเป็นภาระหนักเกินไป”

ก้าวต่อไปของ D-Land

นอกจาก โครงการ ESSENTIA RAMA 2 แล้ว ดี-แลนด์ ยังมุ่งมั่นขยายฐานลูกค้าในกลุ่มคอนโดมิเนียม โดยเฉพาะในโซนเศรษฐกิจสำคัญอย่าง ศรีราชา จ.ชลบุรี ผ่านแบรนด์ D Park คอนโด

“ศรีราชาเป็นทำเลที่มี Real Demand สูงมากจากกลุ่มคนทำงานในนิคมอุตสาหกรรมอย่างปิ่นทองและ WHA เราเห็นโอกาสจากคนที่ต้องจ่ายค่าเช่าอพาร์ตเมนต์เดือนละหลายพันบาท ซึ่งถ้าเปลี่ยนมาผ่อนคอนโดในราคา 1.3 - 1.5 ล้านบาท เขาจะได้เป็นเจ้าของทรัพย์สินคุณภาพที่ใกล้แหล่งงานและมี Facility ครบครัน”

ในแง่ของเป้าหมายธุรกิจ ดี-แลนด์ ตั้งเป้าเปิดโครงการใหม่ โดยเน้นกระจายความเสี่ยงไปตามหัวเมืองที่มีศักยภาพ เช่น ระยอง นนทบุรี และราชบุรี โดยใช้หลักการคัดกรองพื้นที่ที่มีหนี้ครัวเรือนต่ำและมีกำลังซื้อที่แข็งแรง เพื่อให้การเติบโตของบริษัทเป็นไปอย่างยั่งยืน

ทั้งหมดนี้ ทำให้เห็นภาพชัดเจนว่า ดี-แลนด์ กรุ๊ป ไม่ใช่แค่ผู้พัฒนาที่ดิน แต่เป็น "นักคิด" ที่พยายามนำวิทยาศาสตร์และศิลปะมาบรรจบกันผ่านโครงการ ESSENTIA RAMA 2 ทุกรายละเอียด ล้วนเป็นคำตอบของคำถามที่ว่า “เราจะอยู่อย่างไรให้มีความสุขและมีสุขภาพที่ดีที่สุด”

ESSENTIA RAMA 2 บ้านเดี่ยวพรีเมียมสไตล์ Modern Tropical เริ่ม 10-25 ล้านบาท*

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม: https://essentia.dl.co.th หรือ โทร 1793

Line Official: @ESSENTIARAMA2