โครงการ “บ้านชาวไทย” ถูกพัฒนาขึ้นให้คนไทยสามารถเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยได้ในราคาที่เข้าถึงได้จริง ผ่านการควบคุมต้นทุน การออกแบบที่ตอบโจทย์การใช้งาน และการตั้งราคาที่สอดคล้องกับกำลังซื้อของคนส่วนใหญ่ ล่าสุด โครงการได้เปิด Sales Gallery “D:CRAFT KHLONG LUANG” อย่างเป็นทางการ พร้อมเปิดตัวห้องไซซ์ใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์การอยู่อาศัยของนักศึกษาและคนรุ่นใหม่โดยเฉพาะ ภายใต้แนวคิดการใช้พื้นที่อย่างคุ้มค่าในทุกตารางเมตร

ภายใน Sales Gallery ได้จัดแสดงห้องตัวอย่างทั้งหมด 4 รูปแบบ ครอบคลุมตั้งแต่การอยู่อาศัยแบบกะทัดรัดไปจนถึงครอบครัวขนาดเล็กถึงกลาง ได้แก่
1. ห้องแบบใหม่ล่าสุด Student ขนาด 25 ตร.ม. 1 ห้องนอน พร้อมเตียง 2 ชั้น และพื้นที่อีกหนึ่งห้อง สามารถอยู่อาศัยได้สูงสุด 3 คน ราคาเริ่มต้นประมาณ 1.3 ล้านบาท

2. ห้องชุดขนาด 30 ตร.ม. 1 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ ครัวเปิด ราคาเริ่มต้นประมาณ 1.6 ล้านบาท

3. ห้องชุดขนาด 45 ตร.ม. 2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ ครัวเปิด ราคาเริ่มต้นประมาณ 2.4 ล้านบาท

4. ห้องชุดขนาด 60 ตร.ม. 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ ครัวเปิด และสามารถปรับเป็นครัวปิดได้ ราคาเริ่มต้นประมาณ 3.2 ล้านบาท

การออกแบบห้องไซซ์ใหม่ โดยเฉพาะยูนิต 25 ตร.ม. ถือเป็นการตอบโจทย์กลุ่มนักศึกษาและการอยู่อาศัยร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายต่อคนลงอย่างมีนัยสำคัญ ขณะเดียวกันยังคงฟังก์ชันที่ครบถ้วนสำหรับการใช้ชีวิตประจำวัน แก่นของโครงการไม่ได้อยู่ที่การสร้างกำไรสูงสุด แต่คือการทำให้คนไทยสามารถมีที่อยู่อาศัยได้จริงในระดับราคาที่เหมาะสม แนวทางนี้สะท้อนผ่านการตั้งราคาที่เข้าถึงได้ การควบคุมต้นทุนอย่างเข้มงวด และการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์การใช้งานจริงมากกว่าความหรูหราเกินจำเป็น

ความสำเร็จของแนวคิดนี้ คือ การลงทะเบียนซื้อที่สูงกว่าจำนวนยูนิตถึงประมาณ 3 เท่า ส่งผลให้ต้องใช้ระบบจับสลากในการคัดเลือกผู้มีสิทธิ์เข้าซื้อในรอบแรก ซึ่งแสดงให้เห็นว่าตลาดยังมีดีมานด์สะสมจำนวนมาก โดยเฉพาะในกลุ่มผู้มีรายได้ระดับต้นถึงกลางที่ต้องการเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัย แต่ไม่สามารถเข้าถึงสินทรัพย์ในตลาดปัจจุบันได้ โครงการวางระดับราคาประมาณ 1.3 ล้านบาทต่อยูนิต โดยมีภาระผ่อนชำระเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 3,000–5,000 บาทต่อเดือน ซึ่งต่ำกว่าค่าเช่าคอนโดมิเนียมในทำเลใกล้เคียงที่อยู่ในช่วง 7,000–10,000 บาทต่อเดือน

กลุ่มเป้าหมายหลักของโครงการคือ นักศึกษาและคนทำงานเริ่มต้น โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีสถาบันการศึกษาขนาดใหญ่ เช่น โซนคลองหลวง–รังสิต ซึ่งมีความต้องการที่อยู่อาศัยสูงอย่างต่อเนื่อง การออกแบบจึงเน้นฟังก์ชันที่รองรับการอยู่อาศัยจริง เช่น ห้องขนาดกะทัดรัด การใช้พื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ และการจัดสรรพื้นที่ส่วนกลางที่ตอบโจทย์ชีวิตประจำวัน เช่น พื้นที่อ่านหนังสือ ร้านค้า และพื้นที่กิจกรรม

โครงการเลือกใช้แนวทาง “ตกแต่งครบ” หรือ Fully Furnished เพื่อควบคุมต้นทุนผ่านการสั่งผลิตจำนวนมาก ซึ่งช่วยลดต้นทุนต่อยูนิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้จะแลกกับความยืดหยุ่นในการปรับแต่งของลูกค้า แต่สามารถรักษาระดับราคาที่เข้าถึงได้ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของโครงการ

การพัฒนาโครงการใช้กลยุทธ์ “ขยายแบบเป็นเฟส” โดยเริ่มจากทำเลที่มีศักยภาพสูงก่อน แล้วจึงขยายไปยังโลเคชันอื่นตามลำดับ วิธีนี้ช่วยลดความเสี่ยงในการลงทุน และทำให้สามารถทดสอบตลาดจริงก่อนการขยายขนาดในอนาคต อีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญคือการสนับสนุนจากสถาบันการเงิน อย่าง ธอส. ซึ่งเปิดกว้างมากขึ้นในการพิจารณาสินเชื่อ ทั้งสำหรับผู้มีรายได้ประจำและอาชีพอิสระ โดยเน้นประเมินจากความสามารถในการผ่อนชำระจริง ส่งผลให้ผู้ซื้อสามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น การออกแบบและก่อสร้าง โครงการยังคงยึดตามมาตรฐานกฎหมายอาคารของประเทศไทย โดยอาคารต้องสามารถรองรับแรงสั่นสะเทือนได้ตามเกณฑ์ที่กำหนด ซึ่งเป็นการยืนยันถึงความปลอดภัยในระดับพื้นฐานของโครงการ ขณะที่แนวคิดการออกแบบโดยรวมเน้นการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อคุณภาพชีวิตและการใช้งานในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม โมเดลนี้มีความท้าทายสำคัญในด้านต้นทุน โดยเฉพาะจากปัจจัยภายนอก เช่น ราคาน้ำมันและวัสดุก่อสร้างที่มีความผันผวนสูง โดยสรุป โครงการ “บ้านชาวไทย” คือโครงการที่สร้างสมดุลระหว่างราคา การเข้าถึง และคุณภาพชีวิต โมเดลนี้ หากสามารถควบคุมต้นทุนและบริหารดีมานด์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ตอบโจทย์คนส่วนใหญ่ของประเทศก็สามารถเกิดขึ้นได้จริงในเชิงธุรกิจและสังคม