ตลาดอสังหาริมทรัพย์ของประเทศไทยยังคงได้รับความสนใจอย่างแข็งแกร่งจากผู้ซื้อชาวต่างชาติ แม้ว่ากลุ่มผู้ซื้อชาวจีนจะยังคงครองตลาดโดยมีสัดส่วนมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์ของชาวต่างชาติสูงถึงประมาณ 31% ในปี 2568 แต่ภาพรวมของกลุ่มผู้ซื้อเริ่มมีความหลากหลายมากขึ้น ข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ชี้ให้เห็นถึงการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของผู้ซื้อชาวเมียนมาที่ก้าวขึ้นมาอยู่อันดับที่ 2 ควบคู่ไปกับความสนใจที่ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่องจากผู้ซื้อชาวรัสเซีย ไต้หวัน อเมริกัน และยุโรป

จากข้อมูลของ REIC พบว่าในปี 2568 มียอดการโอนกรรมสิทธิ์ของชาวต่างชาติรวมทั้งสิ้น 14,899 หน่วย (เพิ่มขึ้น +2.2% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว) ในขณะที่มูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์รวมอยู่ที่ 60,921 ล้านบาท (ลดลง -10.7% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว) ทั้งนี้ การโอนกรรมสิทธิ์ของชาวต่างชาติคิดเป็นสัดส่วน 14.7% ของจำนวนหน่วยโอนทั้งหมด และคิดเป็น 25% ของมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์ทั้งหมดทั่วประเทศ

ผู้ซื้อชาวจีน ยังคงเป็นกลุ่มหลักที่ซื้ออสังหาริมทรัพย์ในไทยมากที่สุด แม้ว่าจำนวนหน่วยและมูลค่าการโอนจะลดลงจากปีก่อนหน้าก็ตาม โดยสาเหตุของการลดลงมาจากมาตรการควบคุมการโอนเงินระหว่างจีนและไทยที่เข้มงวดขึ้นจากทั้งสองรัฐบาล สำหรับทำเลยอดนิยมของชาวจีนยังคงเป็น กรุงเทพฯ ชลบุรี และเชียงใหม่

ในส่วนของผู้ซื้อชาวเมียนมา พบว่ามีการเติบโตขึ้นอย่างมาก โดยมียอดโอนกรรมสิทธิ์เพิ่มขึ้นกว่า 40% ซึ่งทำเลยอดนิยมประกอบด้วย กรุงเทพฯ สมุทรปราการ และเชียงใหม่

ทางด้านผู้ซื้อชาวรัสเซีย มีมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์เพิ่มขึ้นกว่า 30% เมื่อเทียบกับปี 2567 สะท้อนให้เห็นถึงความสนใจที่ต่อเนื่อง โดยเฉพาะในเมืองตากอากาศชายทะเลอย่าง ภูเก็ต ชลบุรี (พัทยา) และประจวบคีรีขันธ์ (หัวหิน)

นอกจากนี้ ความสนใจจากผู้ซื้อชาวไต้หวัน อินเดีย และยุโรป ยังช่วยให้ผู้ซื้อตลาดอสังหาริมทรัพย์ในไทยมีความหลากหลายมากขึ้น การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และการบริการให้ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะของแต่ละสัญชาติ จึงเป็นกลยุทธ์สำคัญในการดำเนินธุรกิจท่ามกลางสภาวะตลาดที่มีความหลากหลายเช่นนี้

ปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญของตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย

อสังหาริมทรัพย์ไทยยังคงมีแรงดึงดูดที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนทั่วโลก โดยมีปัจจัยพื้นฐานเป็นตัวสนับสนุน ดังนี้:

สินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven Assets): ผู้ซื้อจากหลายประเทศเริ่มมองว่าอสังหาริมทรัพย์ไทยเป็นแหล่งเก็บมูลค่าสินทรัพย์ที่มีความมั่นคง ท่ามกลางความผันผวนทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์โลก เนื่องจากประเทศไทยมีนโยบายระหว่างประเทศที่เป็นกลางและไม่แข็งกร้าว

โครงข่ายของโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Synergy): มูลค่าอสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่อย่างชลบุรี (เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC) และกรุงเทพฯ กำลังถูกผลักดันจากการขยายตัวของระบบขนส่งมวลชน ทางหลวง และโครงการรถไฟความเร็วสูง

ศักยภาพของผลตอบแทน (Yield Potential): ด้วยอัตราผลตอบแทนจากการเช่า (Rental Yield) ในพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญที่อยู่ระหว่าง 4% ถึง 8% ทำให้ประเทศไทยยังคงมีความคุ้มค่าและน่าลงทุนมากกว่าคู่แข่งในภูมิภาคอย่างสิงคโปร์หรือฮ่องกง

ภาคอสังหาริมทรัพย์ของไทยกำลังเปลี่ยนผ่านจากช่วงเวลาแห่งการฟื้นฟูเข้าสู่ยุคใหม่ที่มีความยืดหยุ่นและหลากหลาย แม้นักลงทุนชาวจีนจะยังคงเป็นเสาหลักของตลาด แต่การก้าวขึ้นมาอย่างรวดเร็วของผู้ซื้อชาวเมียนมา รัสเซีย และชาติตะวันตก พิสูจน์ให้เห็นว่าเสน่ห์ของประเทศไทยนั้นก้าวข้ามขีดจำกัดด้านประชากรศาสตร์เพียงกลุ่มเดียว สำหรับนักลงทุนระดับโลกแล้ว การผสมผสานที่ลงตัวระหว่างศักยภาพของผลตอบแทนที่สูงและเสน่ห์ด้านไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต ทำให้ประเทศไทยยังคงเป็นข้อเสนอที่ยากจะปฏิเสธ ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่กำลังหันมาจับตามองการเติบโตในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

References:

ต่างชาติซื้อ 'คอนโดฯไทย' ลดลง 'จีน' ยังแชมป์ เมียนมา แซง รัสเซีย

https://www.reic.or.th/News/RealEstate/470678