ถอดกลยุทธ์ปี 2026 ของ ‘เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ประเทศไทย’ ปักหมุดอสังหาฯ ครบวงจร ท้าทายความผันผวนด้วยความแกร่งเชิงโครงสร้าง
ท่ามกลางมรสุมเศรษฐกิจที่คาดเดาได้ยาก อสังหาริมทรัพย์ยุคใหม่ “วันนี้” ไม่ได้วัดกันที่ขนาด แต่ตัดสินกันที่ความยืดหยุ่น เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ประเทศไทย (FPT) จึงประกาศรุกปี 2026 ด้วย Multi-Asset Class ชูจุดแข็งพอร์ตโฟลิโอหลากหลาย สมดุล และเชื่อมโยงกันอย่างไร้รอยต่อ ตอบโจทย์ทุกความต้องการของลูกค้า เพื่อเปลี่ยนความ “ผันผวน” ของตลาดให้เป็น “โอกาสเติบโต” ที่ยั่งยืน
แนวทางการออกแบบพอร์ตโฟลิโอ: บริหารความเสี่ยงเชิงรุก
นายฮั่ว เตียง ลิม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ฉายภาพความโดดเด่นของ FPT ไม่ใช่เพียงแค่การเป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ แต่คือการเป็น "แพลตฟอร์ม" ที่สามารถเชื่อมโยงความเชี่ยวชาญแต่ละอุตสาหกรรมเข้าด้วยกัน โดยพอร์ตโฟลิโอของปี 2025 มีสัดส่วนของกลุ่มอุตสาหกรรม 50% ที่อยู่อาศัย 40% และพาณิชยกรรม 10% ซึ่งสัดส่วนนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นการออกแบบโครงสร้างธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อรับมือกับวัฏจักรธุรกิจที่แตกต่างกัน

ในขณะที่ตลาดที่อยู่อาศัยอาจได้รับแรงกดดันจากสภาวะหนี้ครัวเรือนและอัตราการปฏิเสธสินเชื่อที่ขยับตัวสูงขึ้น แต่ในทางกลับกันภาคอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์กลับได้รับอานิสงส์อย่างเต็มที่จากกระแสการย้ายฐานการผลิตระดับโลกจาก "China Plus One"
การมีสินทรัพย์ที่หลากหลาย จึงทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันความเสี่ยง ทำให้บริษัทสามารถสร้างรายได้ปี 2025 ไว้ที่ 14,686 ล้านบาท กำไร 1,455 ล้านบาท สะท้อนถึงเสถียรภาพและความแข็งแกร่งของธุรกิจแม้ในสภาวะที่ตลาดผันผวน
ธุรกิจอุตสาหกรรม&โลจิสติกส์: เครื่องยนต์หลักการเติบโต
หากจะกล่าวถึงเครื่องยนต์หลักที่สร้างความแข็งแกร่งเชิงตัวเลขให้กับ FPT คงหนีไม่พ้นธุรกิจอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ โดยปัจจุบันบริษัทบริหารจัดการพื้นที่รวมกว่า 3.8 ล้านตารางเมตร และกำลังมุ่งเป้าสู่ 4 ล้านตารางเมตรในปีนี้ ความเป็นผู้นำตลาดระดับนี้สร้างความได้เปรียบในเชิง Economies of Scale ทั้งในด้านต้นทุนการก่อสร้าง การบริหารจัดการทรัพย์สิน สิ่งที่น่าสนใจคือสถิติอัตราการเช่า (Occupancy Rate) พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 92% และสูงถึง 97% สำหรับโรงงานสำเร็จรูป ตัวเลขเหล่านี้เป็นผลจากการที่ประเทศไทยเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญจากการปรับโครงสร้าง Supply Chain ซึ่ง FPT ได้ขยายขอบเขตการให้บริการเพิ่มเติมครอบคลุมตลอดห่วงโซ่คุณค่าในการทำธุรกิจของลูกค้า

ต่อยอดความแข็งแกร่งสู่ธุรกิจนิคมอุตสาหกรรม
เพื่อเป็นการเติมเต็มระบบนิเวศธุรกิจให้ครบวงจร FPT ได้ยกระดับสู่การเป็นผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมอย่างเต็มตัวผ่านโครงการ "อารยะ ดิ อีสเทิร์น เกตเวย์" (ARAYA The Eastern Gateway) ซึ่งร่วมมือกับบริษัท สวนอุตสาหกรรมโรจนะ จำกัด (มหาชน) และบริษัท นิคมอุตสาหกรรมเอเซีย จำกัด โดยเป็นเมืองอุตสาหกรรมและนวัตกรรมครบวงจรบนพื้นที่กว่า 4,600 ไร่ นอกจากนี้ยังมีการเข้าซื้อที่ดินเพิ่มอีก 2,200 ไร่ในจังหวัดชลบุรี ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ยุทธศาสตร์ EEC

แผนการพัฒนาพื้นที่ใหม่นี้มองไกลไปถึงเมกะเทรนด์ดิจิทัลและ AI โดยมีแผนจัดสรรพื้นที่ 30-40% สำหรับลูกค้ากลุ่ม Data Center เพื่อรองรับความต้องการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว
พื้นที่พาณิชยกรรมพรีเมียมสู่มาตรฐานใหม่ทำเลพระราม 4
FPT มีพอร์ตโฟลิโออสังหาริมทรัพย์พาณิชยกรรมระดับพรีเมียมที่ใหญ่ที่สุดในไทย จากการผสานพลังร่วมกับโครงการ "วัน แบงค็อก" (One Bangkok) ซึ่งเป็นโครงการมิกซ์ยูสระดับโลก การผนึกกำลังครั้งนี้ไม่ใช่แค่การเพิ่มตัวเลขพื้นที่เช่า แต่คือการรวบรวมทีมงานผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารสินทรัพย์และการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับผู้เช่าเข้าไว้ด้วยกัน

โดยบริษัทฯ บริหารจัดการอาคารสำนักงานเกรดพรีเมียมและรีเทลในทำเล CBD รวม 7 โครงการมิกซ์ยูส และ 10 อาคารสำนักงาน ครอบคลุมพื้นที่กว่า 1.8 ล้านตารางเมตร ท่ามกลางสภาวะที่ตลาดสำนักงานในกรุงเทพฯ มีซัพพลายรวมกว่า 11 ล้านตารางเมตร แต่ส่วนใหญ่เป็นอาคารเก่าที่มีอายุมากกว่า 20 ปี FPT จึงมองเห็นโอกาสในการนำเสนออาคารรุ่นใหม่ที่ตอบโจทย์มาตรฐาน ESG และเทคโนโลยีสมัยใหม่ มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ซึ่งเป็นสิ่งที่องค์กรข้ามชาติและบริษัทชั้นนำยุคใหม่ให้ความสำคัญสูงสุด

โครงสร้างองค์กรใหม่: พลังแห่งการผสานทีมบริหารมืออาชีพ
เพื่อให้การขยายธุรกิจเป็นไปอย่างคล่องตัว FPT ได้จัดวางโครงสร้างองค์กรใหม่ที่เน้นการเชื่อมต่อ Ecosystem ระหว่างธุรกิจ โดยมีทีมผู้บริหารระดับสูงที่เปี่ยมไปด้วยประสบการณ์ร่วมขับเคลื่อน ได้แก่ นายสมบูรณ์ วศินชัชวาล ดำรงตำแหน่งรองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ประเทศไทย และนายวรวรรต ศรีสอ้าน ดำรงตำแหน่งรองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โครงการวัน แบงค็อก พร้อมด้วยนายเกรียงไกร โภคานุกรม ดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน รวมถึงแต่งตั้งผู้บริหารระดับสูงในการขับเคลื่อนการเติบโตแต่ละธุรกิจ ดังนี้
1. นายวรวรรต ศรีสอ้าน – ธุรกิจรีเทล (Retail)
2. นายอุรเสฏฐ นาวานุเคราะห์ – ธุรกิจอาคารสำนักงานและโรงแรม (Office & Hotel)
3. นายพีระพัฒน์ ศรีสุคนธ์ – ธุรกิจอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ (Industrial & Logistics)
4. นางสาวกมลกาญจน์ คงคาทอง – ธุรกิจนิคมอุตสาหกรรม (Industrial Estate)
5. นายภวรัญชน์ อุดมศิริ – ธุรกิจที่อยู่อาศัยแนวราบ (Landed Residential)
6. นายวิทวัส คุตตะเทพ – ธุรกิจที่อยู่อาศัยแนวสูง (High-Rise Residential)
โครงสร้างใหม่นี้จะช่วยให้การส่งมอบสินค้าและบริการเป็นไปอย่างไร้รอยต่อ และสร้างพลัง Synergy ที่แข็งแกร่ง โดยบริษัทคาดการณ์ว่าในปีงบประมาณ 2569 จะสามารถสร้างรายได้รวมถึง 15,045 ล้านบาท

บทสรุปแห่งอนาคต: ความยั่งยืนผ่านความหลากหลาย
จากกลยุทธ์ของ FPT สามารถถอดรหัสบทเรียนสำคัญ 3 ประการ ที่เป็นหัวใจหลักในการสร้างความแข็งแกร่งเชิงโครงสร้าง เพื่อรับมือกับความผันผวนของโลกธุรกิจในปี 2026 ได้ดังนี้
1.ออกแบบพอร์ตโฟลิโอเพื่อต้านทานวัฏจักรเศรษฐกิจ การกระจายพอร์ตของ FPT ไม่ได้เป็นเพียงการขยายธุรกิจไปในหลายทิศทางเพื่อลดความเสี่ยงแบบทั่วไป แต่เป็นการ "ออกแบบโครงสร้าง" ที่สอดประสานกันอย่างมีกลยุทธ์
แนวคิดนี้ตั้งอยู่บนความเข้าใจว่าแต่ละเซกเมนต์มี "วัฏจักร" ที่ต่างกัน ในวันที่กลุ่มที่อยู่อาศัยเผชิญความท้าทายจากกำลังซื้อและอัตราดอกเบี้ย กลุ่มอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ กำลังทำหน้าที่เป็น "แกนหลัก" ที่สร้างรายได้ประจำ (Recurring Income) กลับมาทดแทน ในขณะที่กลุ่มพาณิชยกรรมช่วยยกระดับมูลค่าแบรนด์และดึงดูดเม็ดเงินจากองค์กรระดับโลก การจัดพอร์ตลักษณะนี้จึงช่วยให้บริษัทมีกระแสเงินสดที่สมดุลในทุกสภาวะเศรษฐกิจ
2. ครอบคลุมห่วงโซ่คุณค่าของการทำธุรกิจเพื่อรองรับทุกดีมานด์ ในกลุ่มอุตสาหกรรม FPT ไม่ได้หยุดอยู่แค่การเป็นผู้ให้บริการโรงงานและคลังสินค้าให้เช่า แต่รุกเข้าสู่ธุรกิจ "นิคมอุตสาหกรรม" ทำให้บริษัทสามารถดูแลลูกค้าได้ตั้งแต่ก้าวแรกที่ย้ายฐานการผลิตเข้ามาในไทย
การมีสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์การทำธุรกิจตลอดห่วงโซ่คุณค่าสร้างความได้เปรียบในการนำเสนอโซลูชันให้ตรงตามดีมานด์ใหม่ๆ เช่น การจัดสรรพื้นที่สำหรับ Data Center หรือคลังสินค้าควบคุมอุณหภูมิ ซึ่งเป็นการสร้างรายได้จากหลายจุดในห่วงโซ่ธุรกิจเดียวกัน
3. คุณภาพและประสบการณ์คือความได้เปรียบในภาวะซัพพลายล้น ท่ามกลางตลาดอาคารสำนักงานที่มีซัพพลายเก่าสะสมอยู่มหาศาล FPT เลือกที่จะไม่ลงไปแข่งในสมรภูมิด้านราคา แต่เน้นการสร้าง "ความแตกต่างเชิงคุณภาพ" โดยชูเรื่องความยั่งยืน (ESG), เทคโนโลยีอัจฉริยะ และการออกแบบพื้นที่ที่เน้นสุขภาวะของผู้ใช้งาน (Well-being) เน้นมอบประสบการณ์ที่เหนือกว่าให้แก่ผู้เช่า โดยมองว่าในยามที่ตลาดมีพื้นที่ว่างเหลือเฟือ แต่อาคารที่ตอบโจทย์เทรนด์โลกและมีประสิทธิภาพการใช้สอยสูงจะยังคงมีอัตราการเช่าที่แข็งแกร่งเสมอ
ทั้งหมดนี้ FPT กำลังพิสูจน์ให้เห็นว่า การเติบโตอย่างยั่งยืนไม่ใช่เพียงการขยายตัวเชิงปริมาณ แต่เป็นการสร้างธุรกิจให้มีความมั่นคง พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับผู้คน และขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไปพร้อมกัน