เจาะลึกพอร์ตธุรกิจของ ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จากยอดขายหมื่นล้านทะยานสู่ปี 2569 อย่างมั่นคง
ต้องยอมรับว่ารอบปีที่ผ่านมา ภาคอสังหาริมทรัพย์ไทยเผชิญกับบททดสอบครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ ทั้งสภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว หนี้ครัวเรือนสูง มาตรการปล่อยสินเชื่อเข้มงวดของสถาบันการเงินที่ทำให้อัตราการปฏิเสธสินเชื่อ หรือ Reject Rate พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์
ท่ามกลางบรรยากาศความไม่แน่นอนเช่นนี้ หลายฝ่ายอาจตั้งคำถามว่าผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์จะสามารถประคองตัวและเดินหน้าต่อได้อย่างมั่นคงได้อย่างไร
หนึ่งในคำตอบนั้นอยู่ในผลงานของกลุ่ม บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI และบริษัทในเครืออย่าง บริทาเนีย หรือ BRI ที่ยังคงโชว์ฟอร์มได้อย่างแข็งแกร่งท่ามกลางมรสุม
หัวใจสำคัญที่ทำให้ออริจิ้นสามารถรักษาระดับการเติบโตได้ ไม่ใช่แค่กลยุทธ์การเลือกทำเลที่ดี หรือการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ความต้องการของดีมานด์ แต่คือการมี "โครงสร้างธุรกิจที่ยืดหยุ่น" ที่สามารถปรับตัวตามกลยุทธ์ Resilience Leads To Sustainable Growth อย่างเป็นระบบ
การมองภาพรวมธุรกิจให้เป็นมากกว่าแค่การสร้างบ้านเพื่อขาย แต่เป็นการสร้างระบบนิเวศของการอยู่อาศัยที่ครอบคลุม ทั้งอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพักอาศัยและธุรกิจที่สร้างรายได้ประจำ ทำให้ในวันที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์แนวราบหรือแนวสูงอาจได้รับแรงกดดัน ออริจิ้นก็ยังมีเครื่องยนต์ตัวอื่นๆ มาสร้างการขับเคลื่อนองค์กรให้ไปข้างหน้าได้อย่างไม่หยุดยั้ง

เบื้องหลังความสำเร็จปี 2568 สะท้อนความไว้วางใจผู้บริโภค
หากพิจารณาตัวเลขผลการดำเนินงานในปี 2568 ที่ผ่านมา จะพบว่าออริจิ้นสร้างยอด Presale รวมได้สูงถึง 24,259 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่น่าประทับใจเมื่อเทียบกับสภาวะตลาดโดยรวม
ตัวเลขนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากโชคช่วย แต่มาจากการกระจายพอร์ตการลงทุนอย่างชาญฉลาด แบ่งเป็น
● ยอดขายจากฝั่งกลุ่มคอนโดมิเนียมภายใต้ บริษัท ออริจิ้น เวอร์ติเคิล คอร์ปอเรชั่น จํากัด หรือ ORIGIN VERTICAL กว่า 19,914 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 81 ของยอดขายรวม
● ยอดขายจากโครงการบ้านแนวราบภายใต้แบรนด์บริทาเนียอีกกว่า 4,615 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 19% จากสัดส่วนเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า ออริจิ้นครองใจคนเมืองที่ต้องการคอนโดมิเนียมคุณภาพสูง ในขณะที่บริทาเนียก็ยังคงเป็นทางเลือกหลักสำหรับกลุ่มครอบครัวที่มองหาที่อยู่อาศัยแนวราบ
ทั้งนี้สัดส่วนยอดขายส่วนใหญ่กว่า 14,483 ล้านบาท มาจากกลุ่มโครงการพร้อมอยู่ (Ready to move) ซึ่งหมายถึงกระแสเงินสดที่สามารถรับรู้รายได้ได้ทันที ช่วยลดความเสี่ยงด้านการถือครองสินทรัพย์ในระยะยาว
ส่วนยอดขายที่เหลือราว 10,045 ล้านบาท มาจากโครงการที่เปิดขายใหม่และโครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง ซึ่งจะกลายเป็น Backlog สำคัญในการสร้างรายได้ต่อเนื่องในอนาคต
การบริหารสมดุลระหว่างสต็อกสินค้าพร้อมอยู่และสินค้าใหม่เช่นนี้ คือ เครื่องสะท้อนความเชี่ยวชาญในการบริหารจัดการวงจรธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

2 คอนโดเรือธง กว่า 4,600 ลบ. รุกตลาดไทย-ต่างชาติ
สำหรับปี 2568 ที่ผ่านมา ออริจิ้น เวอร์ติเคิล เดินเกมรุกตลาดคอนโด ด้วยโครงการใหม่มูลค่ารวมกว่า 4,600 ล้านบาท เน้นความโดดเด่นเรื่องคอนเซ็ปต์ที่แตกต่างและทำเลที่หาได้ยาก โดยมีโครงการเรือธงสำคัญ ได้แก่
● SO ORIGIN SUKHUMVIT 105 (โซ ออริจิ้น สุขุมวิท 105) ทำเลศักยภาพ สุขุมวิท 105 ใกล้กับสถานีรถไฟฟ้า BTS แบริ่งเพียง 200 เมตร ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ภายใต้แนวคิด “CRAFTING A CLASSY MOMENTS” เป็นคอนโดมิเนียม Low-Rise สูง 8 ชั้น จำนวน 2 อาคาร รวม 913 ยูนิต ความสำเร็จของโครงการนี้เห็นได้ลูกค้าต่างชาติให้ความสนใจจนปิดโควต้าได้เต็มจำนวน สะท้อนถึงมาตรฐานระดับสากลและความเชื่อมั่นในแบรนด์ออริจิ้นที่ข้ามพรมแดนไปยังกลุ่มนักลงทุนต่างชาติด้วย
● Origin Residences Phuket Bangtao (ออริจิ้น เรสซิเดนซ์ ภูเก็ต บางเทา) อีกหนึ่งโปรเจกต์ที่น่าจับตามอง และถือเป็นเมกะโปรเจกต์ระดับภูมิภาค สำหรับโครงการมิกซ์ยูส "Origin Resort World Phuket | Bangtao Beach" ที่ไม่ใช่แค่ที่พักอาศัยทั่วไป แต่เป็นการนำเสนอประสบการณ์การอยู่อาศัยแบบ Branded Residence ห่างจากหาดบางเทาเพียง 400 เมตร รองรับการใช้ชีวิตแบบ Pet Friendly ซึ่งเป็นเทรนด์ที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในปัจจุบัน ผลตอบรับจากการเปิดตัวในช่วงปลายปี 2568 มียอด Online Booking สูงกว่า 600 ล้านบาท แสดงให้เห็นว่าออริจิ้นสามารถเจาะตลาดเมืองท่องเที่ยวและกลุ่มลูกค้า High Net Worth ได้อย่างแม่นยำ

แนวราบ 4 โครงการ 5,000 ลบ. ครอบคลุมกรุงเทพฯ–EEC–เมืองท่องเที่ยว
ในส่วนโครงการแนวราบ บริทาเนีย (BRI) ยังคงทำหน้าที่เป็นเสาหลักในการสร้างความมั่นคงให้กับกลุ่มออริจิ้น ด้วยจุดแข็งของโปรดักต์ที่มีการออกแบบตอบโจทย์การอยู่อาศัยจริง ในระดับราคาที่ครอบคลุมทุกเซกเมนต์ ส่งผลให้โครงการได้รับการตอบรับที่ดีอย่างต่อเนื่อง ผ่าน 5 แบรนด์ ตั้งแต่แบรนด์เบลกราเวีย (Belgravia) ที่เน้นความหรูหราในระดับราคา 20-50 ล้านบาท ไปจนถึงแบรนด์ไบรตัน (Brighton) ที่ตอบโจทย์ผู้เริ่มต้นครอบครัวในราคาที่เข้าถึงง่าย
สำหรับในปี 2568 บริทาเนียได้เปิดตัวโครงการใหม่ 4 แห่ง มูลค่ารวม 5,000 ล้านบาท ครอบคลุมกรุงเทพฯ–EEC–เมืองท่องเที่ยว เป็นการตอกย้ำภาพลักษณ์การเป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ระดับประเทศที่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ในกรุงเทพฯ ได้แก่
● Britania Suksawat-Prachautid (บริทาเนีย สุขสวัสดิ์-ประชาอุทิศ) บ้านเดี่ยวโครงการใหม่ สไตล์อังกฤษ พร้อมบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยเสน่ห์แห่ง Sensory Garden บ้านที่ตอบโจทย์ชีวิตดีๆ ที่สวยงามได้ในทุกวัน ท่ามกลางธรรมชาติที่รวมเป็นหนึ่งเดียว เริ่ม 7.99 – 14 ล้านบาท
● Grand Britania Krungthep Kreetha–Suvarnabhumi (แกรนด์ บริทาเนีย กรุงเทพกรีฑา – สุวรรณภูมิ) บ้านเดี่ยวหรูโครงการใหม่ ดีไซน์ใหม่ล่าสุด บนทำเลศักยภาพติดถนนใหญ่ ใกล้มอเตอร์เวย์พระราม 9 เริ่ม 13-18 ล้านบาท
● Britania Bangsaen (บริทาเนีย บางแสน) โครงการบ้านเดี่ยวบ้านแฝด ดีไซน์ใหม่ล่าสุดสไตล์ Modern British ทำเลใจกลางบางแสน เพียง 5 นาทีถึงชายหาดบางแสน เริ่ม 5.49 - 10 ล้านบาท ที่สามารถสร้างยอดขายได้ถึง 350 ล้านบาทในระยะเวลาอันสั้น เป็นเครื่องยืนยันว่าบ้านบริทาเนียมีแรงดึงดูดและตอบสนองความต้องการผู้พักอาศัยในทำเลศักยภาพได้อย่างดีเยี่ยม
● Grand Britania Rayong (แกรนด์ บริทาเนีย ระยอง) บ้านเดี่ยวหรูติดสุขุมวิท ใกล้อัสสัมชัญระยอง ใจกลางเมืองเดินทางสะดวกเข้า-ออก สไตล์ Modern British Luxury Style เอกสิทธิ์เพียง 40 ครอบครัว เริ่ม 9.9 - 13 ล้านบาท

เสริมสภาพคล่องจากโครงสร้างที่สร้างรายได้ประจำต่อเนื่อง
ความแข็งแกร่งของออริจิ้นไม่ได้หยุดอยู่แค่การขายที่อยู่อาศัย แต่ยังรวมไปถึงความสำเร็จในการบริหารจัดการสินทรัพย์เพื่อสร้างรายได้ประจำ (Recurring Income) และการบริหารกระแสเงินสดอย่างมีประสิทธิภาพ อย่างเช่นการปิดดีลขายโรงแรม InterContinental Bangkok Sukhumvit ซึ่งสร้างเงินสดสุทธิกลับสู่บริษัทได้กว่า 800 ล้านบาท ถือเป็นตัวอย่างของการบริหารจัดการพอร์ตโฟลิโอที่มีความคล่องตัวสูง ช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับโครงสร้างทางการเงินในภาวะที่ต้นทุนทางการเงินในตลาดขยับตัวสูงขึ้น
นอกจากนี้ ธุรกิจคลังสินค้าภายใต้แบรนด์ ALPHA ยังแสดงผลงานได้อย่างน่าสนใจ ด้วยพื้นที่ให้เช่ารวมกว่า 339,975 ตารางเมตร และมีอัตราการเช่าเฉลี่ยที่สูงถึง 93% ซึ่งเป็นตัวเลขสะท้อนถึงดีมานด์ในภาคโลจิสติกส์ที่ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง
ด้านธุรกิจโรงแรม ออริจิ้นมีพอร์ต รวมถึง 10 แห่ง จำนวนกว่า 2,524 ห้อง โดยมีมูลค่าประเมินเพื่อเตรียมจัดตั้งกองทรัสต์ (REIT) ราว 11,730 ล้านบาท
แผนการเหล่านี้ล้วนเป็นกลยุทธ์การดึงมูลค่าสินทรัพย์ออกมา ต่อยอดการเติบโตและสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืนให้กับผู้ถือหุ้นในระยะยาว
ทิศทางปี 2569 ก้าวต่อไปอย่างยั่งยืน
สำหรับทิศทางในปี 2569 ออริจิ้นยังคงเตรียมความพร้อมเต็มกำลัง โดยมีไฮไลต์สำคัญอยู่ที่การเตรียมโอนกรรมสิทธิ์โครงการคอนโดมิเนียมใหม่เพิ่มเติมอีก 9 โครงการ ซึ่งในปัจจุบันบริษัทมียอดขายรอรับรู้รายได้ (Backlog) ราวกว่า 70% ของมูลค่าโครงการทั้งหมด
ข้อมูลเชิงสถิตินี้เป็นตัวบ่งชี้ถึงความเชื่อมั่นว่าผลการดำเนินงานในปีหน้าจะยังคงมีเสถียรภาพและสามารถเติบโตได้ตามเป้าหมายที่วางไว้
สำหรับออริจิ้นและบริทาเนีย ตัวเลขยอดขายที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพียงแค่ผลลัพธ์ของธุรกิจ แต่คือสัญญาณที่บอกถึงความแข็งแรงของรากฐานและวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล ในวันที่อุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์อาจไม่ได้อยู่ในยุคทอง แต่ออริจิ้นเลือกที่จะเดินเกมด้วยความมีวินัยทางการเงิน และการส่งมอบสินค้าที่มีคุณภาพและตรงใจผู้บริโภค สิ่งเหล่านี้เองที่จะกลายเป็นรากฐานที่สำคัญที่สุดของความยั่งยืนในระยะยาว
