เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ลงนาม Presidential Memorandum สั่งให้สหรัฐอเมริกาถอนตัวออกจากองค์กรและข้อตกลงระหว่างประเทศด้านสิ่งแวดล้อมรวม 66 แห่ง อย่างเป็นทางการ ครอบคลุมกรอบความร่วมมือสำคัญด้านสภาพภูมิอากาศ พลังงานสะอาด และความหลากหลายทางชีวภาพ พร้อมยุติการมีส่วนร่วมและการสนับสนุนทางการเงินที่รัฐบาลมองว่า “ขัดกับผลประโยชน์ของชาติ”

ในรายชื่อที่ได้รับผลกระทบ มีทั้งการไม่เข้าร่วมเวทีการประชุม COP ภายใต้กรอบ UNFCCC การถอนบทบาทจากกลุ่มพลังงานหมุนเวียนอย่าง IRENA และ International Solar Alliance ซึ่งล้วนเป็นกลไกหลักในการกำหนดทิศทาง climate และ energy policy ระดับโลกในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา

รัฐบาลสหรัฐฯ ให้เหตุผลชัดเจนใน 3 มิติ คือ หนึ่ง ภาระงบประมาณที่ต้องสนับสนุนองค์กรพหุภาคี สอง การจำกัดอธิปไตยและความยืดหยุ่นในการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจและพลังงานของประเทศ และสาม ความไม่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์พลังงานและการเติบโตทางอุตสาหกรรมของสหรัฐฯ ภายใต้กรอบ “ผลประโยชน์แห่งชาติเป็นศูนย์กลาง”

ผลลัพธ์เชิงโครงสร้างคือ บทบาทของสหรัฐฯ บนเวทีสิ่งแวดล้อมโลกถดถอยลงอย่างมีนัยสำคัญ ช่องว่างดังกล่าวเปิดทางให้ผู้เล่นรายอื่นขยับขึ้นมาเป็นผู้นำการกำหนดมาตรฐานแทน โดยเฉพาะ สหภาพยุโรป ที่ผลักดันนโยบาย Green Deal และกลไก CBAM อย่างจริงจัง รวมถึง จีน ที่เร่งลงทุนพลังงานหมุนเวียน ห่วงโซ่อุปทานแบตเตอรี่ และเทคโนโลยีสะอาดในระดับอุตสาหกรรม

ในระยะยาว การเปลี่ยนสมดุลผู้นำด้าน climate governance ครั้งนี้ อาจส่งผลโดยตรงต่อทิศทาง มาตรฐานสิ่งแวดล้อมโลก การไหลของเงินลงทุนสีเขียว และกลยุทธ์ธุรกิจของภาคเอกชน โดยเฉพาะบริษัทที่พึ่งพาตลาดสหรัฐฯ และตลาดยุโรปพร้อมกัน โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่ “ใครตั้งกติกา” สำคัญพอ ๆ กับ “ใครมีเทคโนโลยี” และการถอนตัวของสหรัฐฯ คือสัญญาณว่าดุลอำนาจด้านสิ่งแวดล้อมกำลังถูกเขียนใหม่บนเวทีโลกอย่างเงียบแต่ลึกครับ