ใต้แรงกดดัน—พันธบัตรบาทในวงจรเศรษฐกิจอ่อนแรง (Baht Bond Bummers)
การลงทุนในพันธบัตรของประเทศไทยยังคงเผชิญความท้าทายจาก ความไม่มั่นคงทางการเมือง และ ทิศทางของนโยบายทางเศรษฐกิจ ซึ่งจากความไม่แน่นอนในสองประเด็นนี้ รวมถึงแนวโน้มที่ธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา (Federal Reserve) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงเพิ่มเติมภายในปีนี้ อาจนำไปสู่การที่ธนาคารแห่งประเทศไทยคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในระดับต่ำต่อไปอีก 1–2 ปี เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ในความคิดเห็นของคุณวรุตม์ พรหมบุญ หุ้นส่วนจัดการของ Bondcritic บริษัทวิเคราะห์หุ้นกู้ที่ฮ่องกง โดยเมื่อวันที่ 8 ตุลาคมที่ผ่านมา ธนาคารแห่งประเทศไทยได้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.5%
เมื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำไม่ช่วยให้พันธบัตรไทยน่าลงทุน
ในตอนนี้ โครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศไทยกำลังเผชิญกับปัญหาเชิงโครงสร้าง การปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอที่จะทำให้ประเทศกลับมามีความสามารถในการแข่งขันได้อีกครั้ง อย่างน้อยก็ไม่ใช่ในระยะสั้น นอกจากนี้ การลดอัตราดอกเบี้ยยังไม่ได้ช่วยให้ผู้ประกอบการ SME ไทยหรือชนชั้นกลางสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ดีขึ้น เนื่องจากธนาคารพาณิชย์ไม่ได้รับแรงจูงใจให้รับความเสี่ยงเพิ่มขึ้น ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยของประเทศไทยอยู่ในระดับต่ำเป็นเวลานานเกินไป
ซึ่งการคงดอกเบี้ยในระดับต่ำเช่นนี้ยังทำให้พันธบัตรสกุลเงินบาท (THB bonds) ดูไม่น่าดึงดูด เมื่อเทียบกับพันธบัตรของประเทศอื่น ๆ อีกทั้งยังมีความเสี่ยงจากการถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือในอนาคตอันใกล้ (จาก BBB+ ลงเป็น BBB) ทำให้มีแนวโน้มที่สภาพแวดล้อมของผลตอบแทน (yield environment) ในประเทศไทยในขณะนี้ไม่แข็งแรงพอที่จะชดเชยกับ ความเสี่ยงของสินเชื่อรวมทั้งแรงต้านทางเศรษฐกิจที่กำลังจะมาถึง
สำหรับนักลงทุนชาวไทยที่ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากการลงทุนภายในประเทศ ก็มีทางเลือกการลงทุนแบบดั้งเดิมในประเทศเพียงไม่กี่ประเภท ได้แก่ ทองคำ หุ้นไทย พันธบัตรสกุลเงินบาท (THB bonds) และอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งนอกจากทองคำที่มูลค่าเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมาแล้ว มูลค่าหุ้นไทยและอสังหาริมทรัพย์ก็สะท้อนถึงสภาพเศรษฐกิจของประเทศไทยในปัจจุบัน ซึ่งพูดได้ว่าไม่อยู่ในภาวะที่ดีนัก ส่วนทางเลือกการลงทุนอื่น ๆ ที่ไม่ใช่กองทุนรวม ได้แก่ ตราสารรับฝาก (Depository Receipts) ที่ลงทุนในหุ้นต่างประเทศ, พันธบัตรสกุลเงินบาท (THB bonds) และ เงินฝากประจำในธนาคาร ซึ่งให้ผลตอบแทนเพียงประมาณ 1% ต่อปี
คุณวรุตม์คาดการณ์ว่าประเทศไทยจะอยู่ในช่วงอัตราดอกเบี้ยต่ำต่อเนื่องประมาณ 1-2 ปี โดยมีโอกาสปรับขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปในปีที่ 3 หากเศรษฐกิจกลับมาเติบโตอย่างแข็งแรงอีกครั้ง ซึ่งก็ยังไม่มีความแน่นอน ดังนั้นยังมีความเป็นไปได้ที่อัตราดอกเบี้ยในประเทศไทยจะยังคงอยู่ในระดับต่ำ อีกประมาณ 2 ปี ดังนั้น การลงทุนในพันธบัตรสกุลเงินบาทที่มีอายุมากกว่า 3 ปี ยังคงมีความเสี่ยงว่าอัตราดอกเบี้ยจะสูงขึ้นอยู่
ตลาดพันธบัตรที่นักลงทุนรายย่อยเข้าไม่ถึง
ข้อจำกัดที่สำคัญอย่างหนึ่งซึ่งทำให้ นักลงทุนรายย่อยไม่สามารถเข้าถึงการลงทุนในพันธบัตรสกุลเงินบาทได้อย่างเท่าเทียม มาจาก ข้อกำหนดของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ที่ระบุว่า พันธบัตรที่ ไม่มีอันดับความน่าเชื่อถือ (non-rated THB bonds) ไม่สามารถเสนอขายต่อประชาชนทั่วไปได้ และสื่อสารว่าพันธบัตรที่ไม่มีอันดับความน่าเชื่อถือคือพันธบัตรที่มีความเสี่ยงสูง ซึ่งใน ความเป็นจริงพันธบัตรที่ไม่มีอันดับความน่าเชื่อถืออาจเป็นไปได้ว่าผู้ออกพันธบัตรไม่อยากจ่ายเงินเพื่อได้มาซึ่งอันดับความน่าเชื่อถือต่างหาก
แม้แต่พันธบัตรที่มีการจัดอันดับเครดิตแล้วก็ตาม หลายรุ่นก็ยังถูกจำกัดให้เสนอขายเฉพาะ นักลงทุนรายใหญ่ (High Net Worth Individuals) และ นักลงทุนสถาบัน (Institutional Investors) เท่านั้น เนื่องจากผู้จัดจำหน่ายเชื่อว่าสามารถปิดการขายได้โดยไม่ต้องเสนอขายต่อสาธารณะ เพราะมีขนาดการออกพันธบัตรที่ไม่มาก หรือมีนักลงทุนสถาบันรายหลัก (anchor investors) ที่พร้อมเข้าลงทุนอยู่แล้ว เช่น กรณี พันธบัตรสกุลเงินบาทของ Sermsang Power ซึ่งให้ผลตอบแทน 4.5% และมีศักยภาพจากธุรกิจพลังงานหมุนเวียน ก็สะท้อนภาพชัดเจนของปัญหานี้ — แม้จะเป็นพันธบัตรที่มี อัตราความน่าเชื่อถือในประเทศในระดับ “BBB” และมีแนวโน้มเติบโต แต่กลับถูกจำกัดให้เข้าถึงได้เฉพาะกลุ่มนักลงทุนรายใหญ่และสถาบันเท่านั้น ข้อจำกัดเชิงโครงสร้างเช่นนี้จึงเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาตลาดพันธบัตรไทยให้มีความหลากหลาย โปร่งใส และเปิดกว้างมากขึ้น
ดังนั้น หากประเทศไทยต้องการทำให้ตลาดพันธบัตรสกุลเงินบาทกลับมามีความน่าสนใจมากขึ้น การ ยกระดับโครงสร้างตลาดและการเข้าถึงข้อมูลของนักลงทุนรายย่อย ถือเป็นกุญแจสำคัญ แทนที่จะ “ปกป้อง” นักลงทุนด้วยการจำกัดความเสี่ยง หน่วยงานกำกับดูแลควร “เสริมพลังความรู้” ให้แก่นักลงทุน ผ่าน งานวิจัยเครดิตอิสระ (independent credit research) และการเปิดเผยข้อมูลพันธบัตรอย่างโปร่งใสและเข้าใจง่าย แผ่นข้อมูลพันธบัตร (primary bond sheet) ควรให้รายละเอียดที่มีคุณภาพมากขึ้น เพื่อให้นักลงทุนสามารถประเมินความเสี่ยงและผลตอบแทนได้อย่างรอบด้าน
นอกจากนี้ การส่งเสริมให้มี กองทุนเฮดจ์ฟันด์และสถาบันวิเคราะห์เครดิตคุณภาพ จะช่วยเพิ่มสภาพคล่องและสร้างตลาดรองที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ทำให้นักลงทุนรายย่อยสามารถเข้าใจโครงสร้างพันธบัตรได้ลึกซึ้งกว่าเดิม และติดตามความเคลื่อนไหวของผู้ออกพันธบัตรได้อย่างใกล้ชิด ซึ่งการเปลี่ยนแนวคิดจาก “การป้องกันความเสี่ยง” ไปสู่ “การพัฒนาความรู้และความโปร่งใส” จะเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยให้ตลาดพันธบัตรไทยกลับมามีชีวิตชีวา และสร้างความเชื่อมั่นในหมู่นักลงทุนอีกครั้ง
