ไม่ต้องบอกก็รู้ว่า เวลานี้ นาทีนี้! โลกกำลังส่งเสียงเตือน!

จากข้อมูลหลายแห่งยืนยันไปทางเดียวกันว่าปี 2024 เป็นปีที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ พร้อมค่าความร้อนสะสมในมหาสมุทรสูงสุด นี่คือสัญญาณที่ตอกย้ำว่าวิกฤตสภาพภูมิอากาศได้พุ่งถึงระดับเร่งด่วนที่รอไม่ได้อีกต่อไป         

การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศนี้ ไม่ได้เป็นเรื่องของสิ่งแวดล้อมที่อยู่ไกลตัวอีกแล้ว แต่เป็นภัยคุกคามโดยตรงต่อสุขภาพและชีวิตความเป็นอยู่ของเราทุกคนในวันนี้

เมื่อมองมาถึงโลกการทำงาน (Workplace) ที่เราใช้เวลาในแต่ละวันไม่ต่ำกว่า 8 ชั่วโมง การลดพลังงานและการจัดการขยะในอาคารสำนักงานจึงไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย แต่เป็นส่วนสำคัญของการสร้างเสถียรภาพภูมิอากาศโลก และเป็นปัจจัยหลักในการดูแลสุขภาพของพนักงานเอง Wellbeing is a Major Concern! วิกฤตสุขภาวะและวิกฤตสิ่งแวดล้อมเดินทางมาบรรจบกันในจุดที่ไม่อาจแยกออกจากกันได้

ด้วยความตระหนักถึงความเร่งด่วนนี้ สิงห์ เอสเตท (Singha Estate) ในฐานะผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำ จึงได้ดำเนินโครงการ Go Green Together, Change Tomorrow เกิดแคมเปญความร่วมมือ Tenant Green Synergy สนับสนุนและส่งเสริมให้ผู้เช่าใน 4 อาคารสำนักงาน ได้แก่ S-OASIS, SINGHA COMPLEX, SUNTOWERS, และ S-METRO ขับเคลื่อนภารกิจสู่เป้าหมาย Carbon Neutrality 2030 ร่วมกัน

 

เพื่อจุดประกายความร่วมมือที่ทรงพลังนี้ สิงห์ เอสเตท ผนึกกำลังกับพันธมิตรผู้เชี่ยวชาญภาครัฐอย่าง TGO องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) และที่ปรึกษาและผู้เชี่ยวชาญด้านการวิจัยอสังหาริมทรัพย์ Terra BKK จัดเวิร์คช็อปให้ความรู้ โดย TGO แนะนำการเตรียมความพร้อมเพื่อขอรับรอง LESS Step by Step และ TerraBkk บรรยายหัวข้อ “From Green to Great: The Synergy of Work Ecosystems Driving Sustainability and Wellbeing” เพื่อจุดประกายและสร้างแรงบันดาลใจในการสร้างความยั่งยืนจากสถานที่ทำงานของเราเอง


ONE WORLD, ONE WELLBEING: ความยั่งยืน VS ความเป็นอยู่ที่ดี ความสัมพันธ์ที่แยกกันไม่ขาด

เนื้อหาสำคัญของการบรรยายครั้งนี้ ชี้ให้เห็นแนวคิดสำคัญที่หลายคนอาจมองข้ามไป คือ การสร้างระบบนิเวศการทำงานจะเกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืน ต้องมองให้ขาดถึงความสัมพันธ์แบบพึ่งพาอาศัยกันระหว่าง ความยั่งยืน (Sustainability) และ ความเป็นอยู่ที่ดี (Wellbeing) เพราะสองปัจจัยนี้ต่างส่งเสริมซึ่งกันและกันอย่างแยกไม่ออก หมายความว่า

●        ความยั่งยืน (Sustainability) สร้างเสริมความเป็นอยู่ที่ดี (Boost Wellbeing): ในบริบทของอาคารสำนักงาน ความยั่งยืนไม่ได้จำกัดอยู่แค่การก่อสร้าง แต่หมายถึงผลกระทบตลอดอายุการใช้งานอาคาร ซึ่งจะกำหนดสภาพแวดล้อมที่ผู้คนทำงานอยู่ เมื่อสภาพแวดล้อมทางกายภาพและสิ่งแวดล้อมดีขึ้น ผู้ใช้อาคารก็จะได้รับประโยชน์ด้านสุขภาพและความสุข

●        ความเป็นอยู่ที่ดีของผู้คนในอาคาร (Wellbeing Drive Sustainable Practice): ในทางกลับกัน การมีพนักงานสุขภาพดี (Healthy Workforces) มีส่วนช่วยส่งเสริมให้ธุรกิจดีขึ้น ซึ่งจะกลายเป็นแรงจูงใจให้มีส่วนร่วมในแนวทางปฏิบัติที่ยั่งยืน เพราะเมื่อพนักงานรู้สึกดีและมีสุขภาวะที่ดี พวกเขาก็จะมีความตระหนักและพร้อมที่จะลงมือทำในสิ่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นธรรมชาติ

รากฐานของการเชื่อมโยงนี้ มาจากกรอบความคิดที่เรียกว่า “ONE WORLD, ONE WELLBEING” ซึ่งเป็นแนวคิดที่ก้าวข้ามขีดจำกัดทางความคิดเดิมๆ

นั่นหมายความว่า สุขภาวะของผู้คน สัตว์ และสิ่งแวดล้อมที่เราแบ่งปันนั้น เชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก เราทุกคนอาศัยอยู่ในโลกใบเดียว สุขภาพที่ดีของสิ่งมีชีวิตทั้งหมดจึงเป็นองค์ประกอบของสุขภาพโดยรวมของโลกใบนี้

เมื่อสิ่งแวดล้อมดี สุขภาพเราก็ดี และเมื่อเรามีสุขภาพดี เราก็พร้อมที่จะดูแลโลกให้ดีขึ้น

ลงทุนกับความสุขพนักงานให้ผลตอบแทนสูงกว่า 2 เท่า

ความสัมพันธ์ที่แยกกันไม่ได้ระหว่าง ความยั่งยืน (Sustainability) และสุขภาวะของผู้คนในอาคารหรือก็คือพนักงาน (Wellbeing) เป็นประเด็นที่องค์กรขนาดใหญ่ให้ความสำคัญ เพราะความสุขและสุขภาพที่ดีของพนักงานส่งผลต่อประสิทธิภาพทางธุรกิจอย่างมหาศาล พิสูจน์ได้จากผลสำรวจ Gensler บริษัทสถาปัตยกรรมระดับโลกที่มุ่งเน้นสร้างโลกที่ดีขึ้นผ่านพลังแห่งการออกแบบ ปี 2016 พิสูจน์แล้วว่า การลงทุนในสภาพแวดล้อมการทำงานที่ดีไม่ได้เป็นแค่ค่าใช้จ่าย แต่เป็นการลงทุนที่ชาญฉลาด

ยกตัวอย่างองค์กรระดับโลกอย่าง Google, Ford, Hasbro, Virgin, และ Microsoft ต่างมีโปรแกรมส่งเสริมสุขภาพ ซึ่งตอกย้ำว่าความเป็นอยู่ที่ดีขององค์กร เชื่อมโยงอย่างชัดเจนกับผลลัพธ์ที่สำคัญขององค์กร เช่น ผลผลิต (Productivity), สุขภาพ (Health) และการรักษาพนักงานไว้ (Employee Retention)

และมีตัวเลขที่น่าตกใจมากกว่า บริษัทที่มีพนักงานสุขภาพดีและมีความสุข สร้างผลผลิตได้มากกว่า 2 เท่า โดยผลตอบแทนเฉลี่ยจากการลงทุน (ROI) สำหรับโครงการริเริ่มด้านสุขภาพจิตในที่ทำงานอยู่ที่ $2.30 ต่อการลงทุนทุกๆ $1 (ข้อมูลจาก Harvard Business Review)

การดูแล Working Wellbeing จึงเป็นการยกระดับนวัตกรรม ประสิทธิภาพ และความผูกพันของพนักงานต่อองค์กรไปพร้อมกัน

            
ทัศนคตินำไปสู่การปฏิบัติ

ทุกวันนี้แนวทางด้านความยั่งยืนไม่ได้เป็นเพียงนโยบายขององค์กร แต่ได้ฝังรากลึกในวิถีชีวิตและ ทัศนคติ (Attitude) ของผู้คน ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ TerraBkk ที่ปรากฏมาอย่างต่อเนื่องถึงแนวโน้มตลาดอสังหาฯ ที่มีต่อความยั่งยืนว่า ที่ทำงานต้องมีระบบ EV Charger, มีระบบ Waste Management, และมีนวัตกรรมกรองอากาศ PM2.5 ซึ่ง Singha Estate ได้ให้ความสำคัญและมีครบทุกองค์ประกอบ จนได้รับรางวัลระดับโลก Global Business Outlook Award, มาตรฐานการรับรอง LEED และรางวัลระดับประเทศ Thailand Energy Award, MEA Energy Award, TFMA Sustainable Management Building Award, BSA Building Safety Awards  เป็นต้น

อย่างไรก็ตามความตระหนักรู้และความมุ่งมั่นสู่ความยั่งยืน สามารถแบ่งออกเป็น 3 ระดับที่ส่งผลต่อการกระทำของเรา ได้แก่

●        ระดับสังคม (Social Level) : การรับรู้และตระหนักเพื่อสังคม เช่น แคมเปญลดโลกร้อนจากธุรกิจต่างๆ การลดราคาเมื่อไม่ใช้ถุงพลาสติก ทำให้เกิดความตระหนักรู้

●        ระดับปฏิบัติ (Practical Level): การมองหาวิธีการลงมือให้เป็นรูปธรรม เช่น สินค้ารีไซเคิล, การใช้กระเป๋าผ้า (Tote Bags), หรือแก้วน้ำส่วนตัวเพื่อลดพลาสติก

●        ระดับบุคคล (Personal Level): การลงมือทำด้วยตนเองอย่างแท้จริง เช่น เริ่มใช้พลาสติกน้อยลง, แยกขยะ, ขับรถยนต์ไฟฟ้า (EV cars) หรือปลูกต้นไม้ให้มากขึ้น นี่คือระดับที่ทุกคนในอาคารสำนักงานสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ทันที



การลงมือทุกคนก็ทำได้ ต้องเริ่มที่กระบวนการ

ทั้งนี้ทั้งนั้นการบรรลุความยั่งยืนที่แท้จริง ไม่สามารถทำคนเดียวได้ ต้องอาศัยการดำเนินการแบบ บูรณาการร่วมกัน (Integrated Action) ซึ่งทุกคนมีส่วนร่วมได้ทั้งหมด ตั้งแต่ฝ่ายบริหารไปจนถึงพนักงานและผู้เช่าทุกราย การขับเคลื่อนธุรกิจสู่ความยั่งยืนต้องมีขั้นตอนที่ชัดเจน เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ยั่งยืนและสามารถวัดผลได้ โดยประกอบด้วย 5 กระบวนการหลัก ซึ่งสามารถนำไปปรับใช้ได้ ไม่ว่าจะเป็นเพียงเอสเอ็มอีเล็กๆ หรือองค์กรขนาดใหญ่

  1. MATERIALITY (ทำความเข้าใจบริบท): ศึกษาและทำความเข้าใจบริบทองค์กร และกำหนดผู้มีส่วนได้เสีย (Define Stakeholders)
  2. POLICY (กำหนดนโยบาย): กำหนดและประกาศนโยบายความมุ่งมั่น (Make Commitment)
  3. STRATEGY (พัฒนากลยุทธ์): กำหนดกรอบการดำเนินงานทั้งในระยะสั้น กลาง และยาว
  4. IMPLEMENTATION (การลงมือทำ): ดำเนินการตามหลักการ Plan, Do, Check, Act
  5. DISCLOSURE (ติดตามผล): ติดตามและเปิดเผยผลลัพธ์สู่สาธารณะ

    กรณีศึกษา Work Well : แนวทางการออกแบบเพื่อสุขภาวะที่ดีของคนในอาคาร

ทั้งนี้การสร้างพื้นที่ทำงานที่จะทำให้พนักงานมีความเป็นอยู่ที่ดีและนำไปสู่ความสำเร็จขององค์กรนั้น ทำได้หลากหลายรูปแบบขึ้นอยู่กับองค์กรและลักษณะของพื้นที่ แต่ Gensler ได้เคยแชร์แนวทางของ Work Well เพื่อเป็นแกนให้ทุกอาคารนำไปปรับใช้ได้ โดยแบ่งเป็น 2 หมวดหลัก

1. Wellbeing (สุขภาวะส่วนบุคคล)

●        Get Physical (ออกกำลังกาย): สถานที่ทำงานควรส่งเสริมกิจกรรมทางกายภาพ การสร้างสมดุลระหว่างการออกกำลังกาย โภชนาการ และหลักสรีรศาสตร์

●        Connect with Nature (เชื่อมต่อกับธรรมชาติ): การออกแบบพื้นที่ให้เข้าถึงพื้นที่สีเขียวหรือแสงธรรมชาติช่วยให้จิตใจสงบ มีสมาธิ ลดความเครียด และเติมพลัง

●        Plan Responsibly (วางแผนอย่างมีความรับผิดชอบ): องค์กรที่ช่วยพนักงานจัดการสุขภาพ การเงิน และทรัพยากรต่างๆ จะทำให้พนักงานมีความพร้อม เครียดน้อยลง และมีประสิทธิภาพมากขึ้น

●        Be Mindful (มีสติ): การสร้างช่วงเวลาหยุดพัก (Pause) มีพื้นที่พักผ่อนทางจิตใจ ช่วยเสริมสร้างความยืดหยุ่น (Resilience) ความฉลาดทางอารมณ์ และความคิดสร้างสรรค์

 

ภาพ : Gensler


 2. Social Wellbeing (สุขภาวะทางสังคม)

●        Enrich Relationships (เสริมสร้างความสัมพันธ์): การออกแบบพื้นที่และการจัดโปรแกรมเชื่อมโยงผู้คนเข้ากับชุมชนที่ทำงาน ช่วยพัฒนาการทำงานเป็นทีม ขวัญกำลังใจ

●        Spark New Ideas (จุดประกายความคิด): การสร้างสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมการทำงานร่วมกัน (Collaborative) และหลากหลาย (Diverse) จะช่วยกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นทักษะสำคัญสู่ความสำเร็จทางธุรกิจ

●        Have Purpose (มีจุดมุ่งหมาย): การมีจุดมุ่งหมายร่วมกันที่ชัดเจน ช่วยรวบรวมพลัง (Rally the troops) และให้การทำงานในแต่ละวันมีความหมาย เป็นเสาหลักสร้างวัฒนธรรมที่แข็งแกร่งและยั่งยืน

●        Impact Community (ผลกระทบต่อชุมชน): องค์กรควรรวมเอาผลกระทบต่อชุมชนเป็นส่วนสำคัญในการดำเนินงาน ไม่ใช่แค่การบริจาค แต่สร้างผลลัพธ์ที่ดีขึ้นให้กับชุมชนและพนักงาน

 

 ภาพ : Gensler

กรณีศึกษา BULLITT CENTER, USA : อาคารที่ไปด้วยกันทั้งสิ่งแวดล้อมและสุขภาวะ

การทำความยั่งยืนให้เกิดขึ้นจริงนั้นเป็นไปได้ จากกรณีศึกษาที่ชัดเจนคือ BULLITT CENTER, USA ซึ่งเป็น NET POSITIVE BUILDING หรืออาคารที่มีประสิทธิภาพสุทธิเชิงบวก

อาคารแห่งนี้ได้สถานะนี้ด้วยการออกแบบที่ปฏิวัติวงการและผสานรวมทุกอย่างเข้าด้วยกันอย่างเป็นนวัตกรรม เช่น การผลิตพลังงานจากติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ขนาดใหญ่บนดาดฟ้าเพื่อผลิตพลังงานใช้เอง แถมเหลืออีกด้วย, การจัดการน้ำ: มีถังเก็บน้ำฝนขนาด 56,000 แกลลอนสำหรับน้ำดื่ม และใช้ห้องน้ำแบบบำบัดน้ำเสีย (Composting Toilets) ที่ช่วยลดการใช้น้ำได้อย่างมาก

อีกทั้งยังเป็นอาคารที่ส่งเสริมให้เอื้อต่อการเดิน รวมถึงอำนวยจุดจอดและซ่อมจักรยานให้กับผู้ใช้อาคารอีกด้วย

กรณีศึกษาเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องเล่า แต่เป็น “ตัวเลขและระบบจริงที่ใช้งานได้แล้ว” ซึ่งสามารถนำมาจุดประกายต่อยอดไอเดียให้เป็นกิจกรรมที่จับต้องได้ เพื่อสร้างการลดก๊าซเรือนกระจกที่วัดผลได้ตลอดทั้งปี

 ภาพ : bullittcenter.org

Green Synergy โอกาสของการร่วมพลัง สร้างผลลัพธ์ที่คาดไม่ถึง

ทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งขององค์ความรู้ตามแนวทาง Social Wellbeing  ที่ สิงห์ เอสเตท อยากส่งต่อและจุดประกายให้ทุกคนเห็นความสำคัญของก้าวเล็กๆ ที่สามารถสร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่ได้

ที่ผ่านมา สิงห์ เอสเตท มีหลากหลายโครงการที่อยู่เบื้องหลังและขับเคลื่อนด้านความยั่งยืนมาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน โดยโครงการ Go Green Together, Change Tomorrow และมีแคมเปญ Tenant Green Synergy เป็นหนึ่งในกิจกรรมการรวมพลังทุกฝ่ายเดินหน้าลดคาร์บอน เปิดโอกาสให้ผู้เช่าทุกคนได้เป็นผู้มีส่วนร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ร่วมกัน โดยตั้งเป้าหมายไปที่ Carbon Neutrality 2030

ความพิเศษของแคมเปญนี้คือ ทุกการลด 1 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (CO2e) ที่สามารถทำได้ จะมีการชดเชยด้วยการปลูกต้นไม้เพิ่ม 10 ต้น ที่ สิงห์ปาร์ค

นี่คือโมเดลการสร้างผลทวีคูณทั้งด้านคาร์บอนและแบรนด์ และสร้าง Green Community ไปพร้อมกัน ไม่เพียงแต่ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในอาคาร แต่ยังสร้างพื้นที่สีเขียวให้กับโลกอย่างเป็นรูปธรรม สร้างความผูกพันระหว่างองค์กร พร้อมยกระดับความเป็นอยู่ของพนักงานและชุมชนในคราวเดียวกัน

เพราะ สิงห์ เอสเตท เชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ จะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจและลงมือทำให้เกิดขึ้นจากทุกคน ทุกภาคส่วน ซึ่งเป็นก้าวแรกที่สำคัญที่สุดในการเปลี่ยนสถานที่ทำงานจาก 'Green' ที่แค่ใส่ใจ ไปสู่ 'Great' ที่สร้างผลลัพธ์อันยิ่งใหญ่


#SinghaEstate #TenantGreenSynergy #GoGreenTogetherChangeTomorrow
#WorkLifeIntegration #EnrichingLife
#SinghaEstateCommercial #CarbonNeutrality2030
#ลดคาร์บอน #ลดพลังงาน #คัดแยกขยะ #ปลูกต้นไม้ทดแทน #TERRABKK