นักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยเดือนสิงหาคม 2568 หดตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 7 – ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดทั้งปีอาจลดลง 9%
ในเดือนสิงหาคม 2568 การท่องเที่ยวไทยยังคงเผชิญแรงกดดันอย่างต่อเนื่อง โดยจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติปรับตัวลดลงเป็นเดือนที่ 7 ติดต่อกัน ข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทยชี้ว่า ช่วง 8 เดือนแรกของปี 2568 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทย 21.88 ล้านคน ลดลง 7% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ปัจจัยหลักมาจากการหดตัวของตลาดนักท่องเที่ยวในภูมิภาคอาเซียนและเอเชียตะวันออกซึ่งเป็นฐานสำคัญของไทย สัดส่วนการลดลงของตลาดอาเซียนและเอเชียตะวันออกถือว่ามีน้ำหนักสูง เพราะสองภูมิภาคนี้เป็นกลุ่มที่เดินทางเข้ามามากที่สุดในแต่ละปี แม้ว่าภูมิภาคอื่น เช่น ยุโรป เอเชียใต้ และอเมริกาเหนือจะยังคงมีอัตราการเติบโตในเชิงบวก แต่จำนวนผู้เดินทางจากภูมิภาคเหล่านี้ยังไม่เพียงพอที่จะชดเชยการหดตัวจากตลาดหลักได้

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่า แม้ในช่วงปลายปีจะเป็นฤดูกาลท่องเที่ยวสำคัญของไทย โดยเฉพาะเดือนพฤศจิกายนถึงมกราคมที่เป็นช่วงไฮซีซัน แต่หลายปัจจัยกดดันยังคงมีอยู่ ทำให้การฟื้นตัวอาจไม่เป็นไปอย่างที่คาดการณ์ไว้ เศรษฐกิจโลกและภูมิภาคที่ชะลอตัวส่งผลโดยตรงต่อกำลังซื้อของนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้านที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่หลังจากสถานการณ์โควิดและความผันผวนทางเศรษฐกิจ ขณะเดียวกัน ค่าเงินและต้นทุนการเดินทางที่สูงขึ้นก็ยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อการตัดสินใจเดินทาง อีกหนึ่งปัจจัยที่ไม่อาจมองข้ามคือสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ในหลายภูมิภาค ทั้งความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ปัญหาความมั่นคงระหว่างประเทศ ตลอดจนข้อพิพาททางการเมืองในเอเชีย ล้วนส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการท่องเที่ยวและความเชื่อมั่นของนักเดินทาง นอกจากนี้ ปัญหาภายในประเทศ เช่น ความกังวลด้านความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว เหตุการณ์ภัยธรรมชาติ และระบบขนส่งมวลชนที่ยังต้องพัฒนา ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้นักท่องเที่ยวบางส่วนชะลอการเดินทางมายังไทย

แม้ว่าภาครัฐและเอกชนจะร่วมกันออกมาตรการดึงดูดนักท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นแคมเปญส่งเสริมการตลาด มาตรการยกเว้นค่าธรรมเนียมวีซ่า หรือการจัดกิจกรรมเทศกาลต่าง ๆ แต่ผลลัพธ์ยังไม่สามารถดึงให้ตลาดพลิกฟื้นได้ในระยะสั้น จากการคาดการณ์ทั้งปี 2568 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติอาจอยู่ที่ 32.2 ล้านคน ลดลงราว 9% จากปี 2567 ซึ่งสะท้อนภาพความท้าทายของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยที่ยังต้องใช้เวลาในการปรับตัวและฟื้นความเชื่อมั่น นักวิเคราะห์ชี้ว่า การท่องเที่ยวไทยยังมีศักยภาพสูง แต่จำเป็นต้องเร่งปรับโครงสร้างและพัฒนาคุณภาพบริการให้ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวคุณภาพจากตลาดระยะไกลมากขึ้น ขณะเดียวกันต้องเสริมสร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัยและความสะดวกสบายในการเดินทาง หากสามารถผสานการทำงานระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อขยายตลาดใหม่ ๆ เช่น กลุ่มประเทศตะวันออกกลาง อินเดีย หรือแอฟริกา พร้อมทั้งยกระดับประสบการณ์การท่องเที่ยวไทยให้มีความพิเศษและแตกต่าง ก็อาจช่วยลดการพึ่งพาตลาดอาเซียนและเอเชียตะวันออกที่กำลังชะลอตัว

ท้ายที่สุด แม้ปี 2568 จะเป็นปีที่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยยังคงเผชิญแรงต้านหลายด้าน แต่ก็เป็นโอกาสสำคัญในการเร่งปฏิรูปโครงสร้างและสร้างกลยุทธ์ใหม่ เพื่อให้การท่องเที่ยวไทยกลับมาเป็นเครื่องจักรสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะยาว