“เงินบาทลอยตัวในวันนั้น เศรษฐกิจลอยคว้างในวันนี้” ครบรอบ 28 ปีของเหตุการณ์ลอยตัวค่าเงินบาท จุดเริ่มต้นของวิกฤตเศรษฐกิจที่รู้จักกันในนาม “ต้มยำกุ้ง” วิกฤตที่เปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจไทยอย่างถอนรากถอนโคนและกลายเป็นบทเรียนราคาสูงที่ทั้งภาครัฐ เอกชน และภาคประชาชนยังไม่อาจลืม

พายุเศรษฐกิจในวันนั้น: ภาพจำที่ไม่เคยเลือน

ปี 2540 — ประเทศไทยเผชิญกับพายุเศรษฐกิจที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ เมื่อระบบค่าเงินที่ตรึงอยู่กับตะกร้าเงินไม่สามารถต้านแรงโจมตีจากนักเก็งกำไรได้ ส่งผลให้รัฐบาลต้องประกาศ “ลอยตัวค่าเงินบาท” ในวันที่ 2 กรกฎาคม 2540 ค่าเงินไทยทรุดฮวบจาก 25 บาทต่อดอลลาร์ เป็นกว่า 50 บาทในเวลาอันรวดเร็ว

ผลกระทบทางเศรษฐกิจรุนแรงและเฉียบพลัน

  • GDP หดตัว -5.2% ต่อปี

  • หนี้ต่างประเทศพุ่งถึง 72.9% ต่อจีดีพี

  • หนี้เสียระบบธนาคาร (NPL) สูงถึง 52.3%

  • ทุนสำรองระหว่างประเทศลดเหลือ 27 พันล้านดอลลาร์

ประเทศไทยในช่วงนั้นไม่ต่างจากเรือที่แล่นฝ่าพายุโดยไร้หางเสือ เศรษฐกิจหดตัวครั้งใหญ่ ความเชื่อมั่นสั่นคลอน ธุรกิจพังพินาศ และประชาชนจำนวนมากตกงานภายในชั่วข้ามคืน

เศรษฐกิจปี 2568: แข็งแกร่งขึ้น แต่ต้องไม่ประมาท

เมื่อย้อนดูบริบทในปี 2568 เราพบว่าระบบเศรษฐกิจไทยโดยรวมมีภูมิคุ้มกันดีขึ้นอย่างชัดเจน ศูนย์วิจัยกสิกรไทยสรุปความต่างระหว่าง “ต้มยำกุ้ง” กับสถานการณ์ปัจจุบันไว้ดังนี้:

  • ทุนสำรองระหว่างประเทศพุ่งสูงแตะ 258 พันล้านดอลลาร์ มากกว่าหนี้ต่างประเทศระยะสั้นถึง 3 เท่า

  • หนี้เสียของระบบธนาคาร (NPLs) อยู่ที่ 2.90% เท่านั้น

  • หนี้ต่างประเทศลดเหลือ 35.4% ต่อจีดีพี

  • GDP โต +3.1% ในไตรมาสแรกของปี

  • ค่าเงินบาทผันผวนในระดับต่ำกว่าช่วงวิกฤต (Volatility 8.4% เทียบกับ 20.7% ในปี 2540)

ระบบธนาคารมีความเข้มแข็งขึ้น สถาบันการเงินมีเครื่องมือกำกับดูแลที่ซับซ้อนขึ้น และรัฐเองก็มีกลไกจัดการความเสี่ยงที่รัดกุมกว่าเดิม บทเรียนจากปี 2540 ถูกฝังไว้ในดีเอ็นเอของนโยบายการเงินและการคลังในปัจจุบัน

3 โจทย์ใหญ่ในปี 2568: ไม่ใช่วิกฤตเดิม แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย

แม้พื้นฐานเศรษฐกิจดูแข็งแรงกว่าเดิม แต่สถานการณ์ปี 2568 ก็ไม่ปราศจากความท้าทาย โดยเฉพาะ 3 โจทย์ใหญ่ที่ต้องเผชิญ:

1. เงินบาทแข็ง — โจทย์ใหม่ที่ซ้อนวิกฤตเดิม

เงินทุนไหลเข้า ค่าเงินแข็งค่าเร็ว ผลพวงจากการอ่อนตัวของดอลลาร์สหรัฐและราคาทองคำโลกที่พุ่งสูง ทำให้เงินบาทในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2568 แข็งขึ้นกว่า 5% แม้ค่าเงินบาทจะผันผวนน้อยลง แต่ความแข็งค่าต่อเนื่องเริ่มส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออก ซึ่งยังเป็นเครื่องยนต์สำคัญของเศรษฐกิจไทย

2. เศรษฐกิจโลกอ่อนแรง — ไทยยากจะต้าน

จากสงคราม รัสเซีย-ยูเครน ต่อด้วย COVID-19 จนถึงการใช้มาตรการ Tariffs ของสหรัฐฯ และแนวโน้มเศรษฐกิจจีนชะลอตัว ส่งผลต่ออุปสงค์ทั่วโลก เศรษฐกิจไทยในฐานะประเทศส่งออกย่อมหลีกเลี่ยงแรงกระเพื่อมนี้ได้ยาก ประกอบกับปัญหาเชิงโครงสร้างในประเทศ อาทิ แรงงานสูงวัย ความสามารถในการแข่งขัน และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่ล่าช้า

3. กระสุนการคลังจำกัด — เพราะหนี้สาธารณะสูง

ภาครัฐไม่สามารถใช้นโยบายการคลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อย่างเต็มที่อีกต่อไป จากระดับหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นหลังวิกฤต COVID-19 ทำให้ “กระสุน” ที่มีอยู่นั้นต้องใช้ด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่ง การอัดฉีดเศรษฐกิจหรือออกมาตรการเยียวยาใด ๆ จึงอยู่ภายใต้ข้อจำกัดของงบประมาณและวินัยการเงินการคลัง

บทสรุป: ไม่ใช่วิกฤตเดิม แต่ก็ประมาทไม่ได้

ปี 2568 ไม่ใช่ปีแห่งวิกฤตแบบเดียวกับ “ต้มยำกุ้ง” แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเราจะปลอดภัย การเปลี่ยนแปลงของบริบทโลก การเมือง และเทคโนโลยี ทำให้เราต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนในรูปแบบใหม่ที่ซับซ้อนและยืดเยื้อมากขึ้น

บทเรียนจากปี 2540 คือคำเตือนว่า…

อย่าละเลยจุดเล็ก ๆ ที่อาจเป็นชนวนของพายุ

อย่าหยุดสร้างภูมิคุ้มกันให้ระบบเศรษฐกิจ

อย่าหวังเพียงการเติบโต แต่ต้องเติบโตอย่างยั่งยืน

28 ปีผ่านไปจากวิกฤตต้มยำกุ้ง ประเทศไทยไม่ได้อ่อนแอเหมือนเดิม แต่ก็ไม่อาจนิ่งนอนใจได้อีกต่อไป