ในยุคที่เศรษฐกิจโลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและความไม่แน่นอนทางการเมืองและสังคมเพิ่มขึ้น บุคคลที่มีความมั่งคั่งสูง (High Net Worth Individuals: HNWIs) กลายเป็นกลุ่มบุคคลที่มีบทบาทสำคัญต่อการลงทุนและการพัฒนาเศรษฐกิจในระดับโลก HNWIs ไม่เพียงแต่ถือครองทรัพย์สินสุทธิขั้นต่ำ 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น แต่ยังเป็นกลุ่มที่มีอิทธิพลในด้านการสร้างงาน การลงทุนในธุรกิจใหม่ ๆ และการขับเคลื่อนนวัตกรรมทางเศรษฐกิจ จากการที่รายงานล่าสุดของ Henley & Partners คาดการณ์ว่าในปี 2024 จะมีการโยกย้ายถิ่นฐานของ HNWIs ทั่วโลกถึง 128,000 คน ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงเป็นประวัติการณ์

นอกจากนี้ เมื่อมองในภาพรวมแล้ว ประเทศต่าง ๆ มีนโยบายและมาตรการเพื่อดึงดูด HNWIs อย่างเข้มข้น โดยเฉพาะประเทศในเอเชียและตะวันออกกลางที่มีสิทธิประโยชน์ด้านภาษีและโครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัย ขณะที่บางประเทศที่เคยเป็นจุดหมายปลายทางหลักของเศรษฐี เช่น จีนและสหราชอาณาจักร กลับเผชิญกับแนวโน้มการไหลออกของ HNWIs ด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจและการเมือง  ทั้งนี้ ประเทศไทยเองก็มีความพยายามปรับตัวด้วยนโยบายต่าง ๆ เพื่อดึงดูดนักลงทุนและบุคคลที่มีความมั่งคั่งสูงเข้ามาเสริมสร้างเศรษฐกิจภายในประเทศ

ต้องมั่งคั่งแค่ไหน ถึงจะถูกเรียกว่า HNWIs

บุคคลที่มีความมั่งคั่งสูง หมายถึง บุคคลที่มีทรัพย์สินสุทธิที่สามารถลงทุนได้ตั้งแต่ 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐขึ้นไป ซึ่งในกลุ่มนี้จะมี ผู้ที่มีระดับความมั่งคั่งสูงมาก (Ultra HNWIs) ที่มักมีมูลค่าทรัพย์สินเฉลี่ยอยู่ในระดับหลายสิบล้านดอลลาร์สหรัฐ การเติบโตของ HNWIs ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาได้รับแรงหนุนจากการเติบโตของเศรษฐกิจโลก ขยายตัวของตลาดทุน และนวัตกรรมทางเทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มมูลค่าทรัพย์สินโดยรวมของกลุ่มนี้

จากรายงานล่าสุดของ Capgemini พบว่าในปี 2023 จำนวน HNWIs ทั่วโลกอยู่ที่ 22.8 ล้านคน  ซึ่งถือเป็นการเติบโตที่ต่อเนื่องเมื่อเปรียบเทียบกับทศวรรษที่ผ่านมา  ในกลุ่ม HNWIs ที่มีความมั่งคั่งสูงสุด (Ultra HNWIs) ซึ่งมีสินทรัพย์ลงทุนได้ตั้งแต่ 30 ล้านดอลลาร์สหรัฐขึ้นไป  มีสัดส่วนประมาณ 1% ของประชากร HNWIs ทั้งหมด แต่ถือครองทรัพย์สินมากกว่า 34% ของความมั่งคั่งทั้งหมดของกลุ่ม HNWIs  นอกจากนี้ พบว่าประมาณ 20% ของ HNWIs เป็นผู้ประกอบการ  และในกลุ่มที่มีทรัพย์สินในระดับสูง (เช่น centi-millionaires และ billionaires) อัตราส่วนนี้สูงขึ้นถึง 60% ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของเศรษฐีในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก

คนมั่งคั่งจากแต่ละประเทศ มีจำนวนเท่าไร

รายงานต่าง ๆ เช่น Henley Private Wealth Migration Report 2024 และข้อมูลจาก Capgemini  แสดงให้เห็นว่า HNWIs มีการกระจายตัวในแต่ละภูมิภาคอย่างชัดเจน โดยประเทศที่มีจำนวน HNWIs สูงสุด ได้แก่:

  • สหรัฐอเมริกา: มีจำนวน HNWIs มากที่สุดในโลก โดยมีจำนวนประมาณ 5.5 ล้านคน โดยเฉลี่ย HNWIs ในสหรัฐอเมริกามีมูลค่าทรัพย์สินอยู่ในช่วง 1-5 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อคน สหรัฐอเมริกาถือเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดสำหรับ HNWIs ซึ่งคิดเป็นประมาณ 20-25% ของจำนวน HNWIs ทั่วโลก    
  • จีน: มีจำนวน HNWIs ประมาณ 5.5 ล้านคน แม้จำนวนคนจะน้อยกว่าสหรัฐอเมริกา แต่การเติบโตของเศรษฐกิจจีนทำให้มูลค่าทรัพย์สินเฉลี่ยในกลุ่มนี้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ในขณะเดียวกันมีความเสี่ยงด้านนโยบายและการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ  จีนถือเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูงในการเติบโตของ HNWIs แต่ก็เผชิญกับความท้าทายจากนโยบายภายในประเทศ    
  • เยอรมนี: มีจำนวน HNWIs ประมาณ 2.6 ล้านคน มูลค่าทรัพย์สินรวมอยู่ในระดับที่มั่นคง โดยเฉลี่ยอาจอยู่ราว ๆ 1-5 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อคน เยอรมนีถือเป็นศูนย์กลางของเศรษฐกิจยุโรปที่มีเสถียรภาพ    
  • ญี่ปุ่น: มีจำนวน HNWIs ประมาณ 2.6 ล้านคน มูลค่าทรัพย์สินรวมเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 1-5 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อคน ญี่ปุ่นมีการกระจายความมั่งคั่งที่มีความเข้มข้นในบางภาคธุรกิจและภาคเทคโนโลยี    

มูลค่าทรัพย์สินของ HNWIs ในแต่ละประเทศไม่ได้มีเพียงตัวเลขจำนวนคนที่สูงเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงคุณภาพของเศรษฐกิจในแต่ละประเทศอีกด้วย โดยในประเทศที่มีเศรษฐกิจแข็งแกร่ง HNWIs มักจะมีทรัพย์สินเฉลี่ยที่สูงกว่า ตัวอย่างเช่น ในสหรัฐอเมริกา HNWIs ส่วนใหญ่มีการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจที่มีเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งช่วยเพิ่มมูลค่าทรัพย์สินโดยรวม ในขณะที่ในจีน แม้ว่าจะมีการเติบโตที่รวดเร็ว แต่ความไม่แน่นอนทางนโยบายและความเสี่ยงจากการแทรกแซงของรัฐอาจส่งผลต่อมูลค่าทรัพย์สินในกลุ่มนี้

เมื่อความมั่งคั่ง กำลังหลั่งไหลออกจากประทศ

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ปรากฏว่า HNWIs มีแนวโน้มที่จะย้ายถิ่นฐานมากขึ้น โดยเฉพาะในบริบทของความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและการเมืองในบางประเทศ เช่น จีน อินเดีย และสหราชอาณาจักร ซึ่งมีการบันทึกตัวเลขการไหลออกของ HNWIs ที่สูง  โดยในปี 2024 คาดการณ์ว่าจะมีเศรษฐีทั่วโลกย้ายถิ่นฐานถึง 128,000 คน ทำลายสถิติเดิมที่ 120,000 คนในปี 2023  ในขณะเดียวกัน ประเทศที่มีเสถียรภาพด้านเศรษฐกิจและการเมือง เช่น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ สหรัฐอเมริกา และสิงคโปร์ กลับกลายเป็นจุดหมายปลายทางที่ดึงดูด HNWIs จากประเทศอื่น ๆ

ปัจจัยเฉพาะที่ทำให้บางประเทศเป็น “ดินแดนดึงดูด”

  • สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE): กลายเป็นจุดหมายปลายทางอันดับหนึ่งสำหรับเศรษฐีที่ย้ายถิ่น โดยคาดการณ์ว่าจะมี HNWIs ไหลเข้าสุทธิประมาณ 6,700 คนในปี 2024 เนื่องจากไม่มีภาษีเงินได้ส่วนบุคคล มีวีซ่าทองคำ ไลฟ์สไตล์หรูหรา และทำเลที่ตั้งทางยุทธศาสตร์
  • สหรัฐอเมริกา: คาดว่าจะดึงดูด HNWIs เข้ามาสุทธิ 3,800 คนในปี 2024 เนื่องจากมีตลาดทุนขนาดใหญ่และมีเสถียรภาพ ระบบกฎหมายที่ชัดเจน และการคุ้มครองทรัพย์สิน
  • สิงคโปร์: คาดว่าจะมีการไหลเข้าสุทธิ 3,500 คนในปี 2024 เนื่องจากเป็นศูนย์กลางทางการเงินและการค้าที่สำคัญ มีสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย มั่นคง และมีกฎระเบียบที่ชัดเจน
  • ออสเตรเลีย: คาดการณ์ว่าจะมี HNWIs ไหลเข้าสุทธิ 2,500 คนในปี 2024 เนื่องจากมีความมั่นคงทางการเมืองและเศรษฐกิจ คุณภาพชีวิตที่ดี และสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรกับนักลงทุน

การวิเคราะห์แนวโน้มจากรายงาน Henley Private Wealth Migration Report 2024  ระบุว่าประเทศที่มีการไหลเข้าของ HNWIs สูงสุดมักจะมีปัจจัยดึงดูดที่ชัดเจน ทั้งในเรื่องของเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ระบบกฎหมายที่เชื่อถือได้ และนโยบายภาษีที่เอื้ออำนวย

ปัจจัยผลักดัน (Push Factors) ปัจจัยที่ผลักดันให้ HNWIs เลือกออกจากประเทศเกิดขึ้นจากความไม่แน่นอนในหลายมิติ เช่น

  • ความไม่แน่นอนทางการเมือง: ตัวอย่างเช่น ในจีน การผลักดันนโยบายต่าง ๆ อาจส่งผลให้ผู้ประกอบการและนักลงทุนเริ่มมองหาตลาดที่มีความเสถียรมากขึ้น ในสหราชอาณาจักร การเปลี่ยนแปลงนโยบายภาษีอาจส่งผลให้เศรษฐีจำนวนมากเลือกย้ายถิ่นไปยังประเทศที่มีภาษีและนโยบายที่เอื้ออำนวยมากกว่า
  • ภาษีที่สูงและข้อจำกัดในการลงทุน: ประเทศที่มีภาษีที่สูงหรือมีข้อจำกัดด้านการลงทุนจะเป็นปัจจัยผลักดันให้ HNWIs มองหาประเทศที่มีสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่ดีกว่า ตัวอย่างเช่น การเปลี่ยนแปลงนโยบายภาษีในบางประเทศในยุโรป ส่งผลให้เศรษฐีเริ่มหันมาสนใจตลาดที่มีภาษีที่ต่ำกว่า
  • ความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจ: วิกฤติการณ์เศรษฐกิจในบางภูมิภาค เช่น ปัญหาหนี้สาธารณะและความผันผวนในตลาดหลักทรัพย์ ส่งผลให้ HNWIs ต้องการหาที่หลบภัยในสภาพแวดล้อมที่มีความเสถียรมากขึ้น

ปัจจัยดึงดูด (Pull Factors) ในทางกลับกัน ปัจจัยที่ดึงดูดให้ HNWIs เลือกย้ายเข้ามาในประเทศปลายทางที่เสถียร มีดังนี้:

  • สภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เอื้อต่อการลงทุน: ประเทศที่มีระบบกฎหมายที่โปร่งใสและมีการคุ้มครองทรัพย์สินที่ดี เช่น สหรัฐอเมริกาและสวิตเซอร์แลนด์ ทำให้ HNWIs มีความมั่นใจในการลงทุนและดำเนินธุรกิจ
  • นโยบายภาษีที่เป็นมิตร: ตัวอย่างเช่น สหรัฐอเมริกาในบางรัฐและออสเตรเลียที่มีการจัดการภาษีที่ยืดหยุ่น ทำให้เศรษฐีมีโอกาสลดภาระภาษีและเพิ่มผลตอบแทนจากการลงทุน
  • คุณภาพชีวิตและความปลอดภัย: ประเทศที่มีระบบสาธารณูปโภคที่ทันสมัยและความปลอดภัยในระดับสูง เช่น สวิตเซอร์แลนด์และสิงคโปร์ ทำให้ HNWIs เลือกย้ายเข้ามาเพื่อความสะดวกสบายในชีวิตประจำวัน
  • โอกาสในการขยายธุรกิจในตลาดที่มีศักยภาพ: ตลาดในภูมิภาคเอเชีย–แปซิฟิกที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว เป็นปัจจัยดึงดูดให้ HNWIs ที่มองหาการขยายธุรกิจไปสู่ตลาดใหม่ ๆ

ตัวอย่างสถานการณ์จริงที่เห็นได้ชัดคือในสหราชอาณาจักรที่มีภาษีมรดกสูงและความซับซ้อนในกฎหมายภาษีส่งผลให้เศรษฐีจำนวนมากหันมาพิจารณาประเทศที่มีนโยบายภาษีที่เอื้ออำนวยมากกว่า เช่น สวิตเซอร์แลนด์หรือออสเตรเลีย ซึ่งทั้งสองประเทศมีระบบการบริหารจัดการที่โปร่งใสและมอบสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ดีกว่า

 

โอกาสของไทยอยู่ตรงไหนในสถานการณ์นี้

แม้ในปัจจุบันประเทศไทยยังไม่เป็นจุดหมายหลักของ HNWIs จากรายงาน Henley Private Wealth Migration Report 2024  แต่ประเทศมีข้อได้เปรียบหลายประการที่สามารถดึงดูดเศรษฐีและนักลงทุนระดับสูงได้:

  • ทำเลที่ตั้งทางภูมิศาสตร์: ประเทศไทยตั้งอยู่ในศูนย์กลางของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทำให้มีความเชื่อมโยงที่ดีต่อประเทศเพื่อนบ้านและตลาดที่มีศักยภาพสูง เช่น อินโดนีเซีย มาเลเซีย และเวียดนาม
  • คุณภาพชีวิตที่มีความหลากหลาย: ด้วยวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ อาหารที่มีชื่อเสียง และสภาพแวดล้อมที่อบอุ่น ประเทศไทยเป็นที่นิยมสำหรับผู้ที่ต้องการคุณภาพชีวิตที่ดีในราคาที่เหมาะสม เมืองใหญ่เช่น กรุงเทพฯ พร้อมทั้งแหล่งท่องเที่ยวระดับโลกอย่างภูเก็ตและเชียงใหม่ ล้วนมีศักยภาพในการเป็นแหล่งตั้งถิ่นฐานของ HNWIs ที่มองหาสมดุลระหว่างงานและการพักผ่อน    
  • โครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัย: การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคม การสื่อสาร และเทคโนโลยีสารสนเทศได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โครงการพัฒนาท่าอากาศยานและระบบรถไฟฟ้าในเมืองใหญ่ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือและความสะดวกสบายในการเดินทางภายในประเทศ
  • นโยบายภาครัฐที่ส่งเสริมการลงทุน: รัฐบาลไทยได้ออกมาตรการและนโยบายเพื่อดึงดูดนักลงทุนจากต่างประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่ม HNWIs ผ่านโครงการวีซ่าระยะยาว (Long-Term Resident Visa: LTR) และโครงการ Thailand Elite Visa นโยบายเหล่านี้มีจุดเด่นที่ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี ลดขั้นตอนการดำเนินการ และบริการแบบ One Stop Service ที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการจัดการเรื่องวีซ่าและการลงทุน (BOI Thailand)

จากข้อมูลที่มีอยู่ ประเทศไทยมีการเปิดตัวโครงการ LTR และ Thailand Elite ตั้งแต่ปี 2022 ซึ่งได้รับความสนใจจากนักลงทุนระดับสูงทั้งในภูมิภาคและต่างประเทศ แม้จะยังไม่มีตัวเลขชัดเจนว่าโครงการเหล่านี้สามารถดึงดูด HNWIs เข้ามาได้กี่คน แต่คาดการณ์จากผู้เชี่ยวชาญระบุว่าในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า ประเทศไทยอาจสามารถเพิ่มจำนวนนักลงทุนจากกลุ่ม HNWIs ได้ร้อยละ 5-10 เมื่อเทียบกับจำนวนเดิม นอกจากนี้ พื้นที่ที่มีศักยภาพสูงสำหรับการตั้งถิ่นฐานของ HNWIs ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ภูเก็ต และเชียงใหม่ เนื่องจากมีโครงสร้างพื้นฐานที่ดี คุณภาพชีวิตที่สูง และสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการดำเนินธุรกิจและการพักผ่อน

เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศในภูมิภาค เช่น สิงคโปร์หรือดูไบ ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางหลักของ HNWIs ประเทศไทยมีข้อได้เปรียบในแง่ของค่าครองชีพที่ต่ำกว่าและวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังคงต้องพัฒนามาตรการด้านความปลอดภัยและการบริการสาธารณะที่มีคุณภาพสูงขึ้นเพื่อแข่งขันกับตลาดที่มีความต้องการระดับพรีเมี่ยม

นโยบายหลักและมาตรการสนับสนุนของไทยที่มีให้คนมั่งคั่งต่างถิ่น

รัฐบาลไทยได้เริ่มดำเนินนโยบายที่มุ่งเน้นการดึงดูดนักลงทุนและ HNWIs จากต่างประเทศหลายด้าน โดยนโยบายเหล่านี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อลดอุปสรรคทางด้านภาษีและกฎหมาย รวมถึงให้บริการแบบครบวงจรในกระบวนการเข้าประเทศและการตั้งถิ่นฐาน

  • โครงการวีซ่าระยะยาว (Long-Term Resident Visa: LTR): เปิดตัวตั้งแต่ปี 2022 โดยมอบสิทธิพิเศษในการพำนักระยะยาวแก่ชาวต่างชาติที่มีศักยภาพทางการลงทุน สิทธิประโยชน์รวมถึงการอนุญาตให้ทำงานในประเทศไทย อัตราภาษีที่แข่งขันได้ และความสะดวกในการเดินทางเข้า-ออกประเทศ มีการปรับปรุงเกณฑ์คุณสมบัติให้เข้าถึงได้ง่ายขึ้น โดยยกเลิกข้อกำหนดด้านรายได้สำหรับกลุ่ม "Wealthy Global Citizens" และลดข้อกำหนดด้านรายได้ของบริษัทต่างชาติสำหรับกลุ่ม "Work-from-Thailand Professionals"
  • โครงการ Thailand Elite Visa: เป็นอีกหนึ่งมาตรการที่ช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางสำหรับผู้ที่มีความมั่งคั่งสูง ให้บริการแบบ VIP ผ่านการจัดการวีซ่าและบริการที่ปรับแต่งเฉพาะบุคคลเพื่อให้ความสะดวกสบายสูงสุดแก่ผู้เข้าพำนัก
  • สิทธิประโยชน์ทางภาษีและการสนับสนุนการลงทุน: รัฐบาลมีนโยบายยกเว้นภาษีสำหรับรายได้จากต่างประเทศในบางกรณี และมีอัตราภาษีที่ปรับให้เหมาะสมกับการดึงดูดนักลงทุน การสนับสนุนด้านการลงทุนผ่าน BOI ช่วยให้กระบวนการอนุมัติและการได้รับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ เป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

จากข้อมูลของ BOI และรายงานของ Henley Private Wealth Migration Report 2024 พบว่า ประเทศไทยมีศักยภาพที่จะเพิ่มจำนวนนักลงทุนจากกลุ่ม HNWIs ได้อย่างมีนัยสำคัญในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า การเปิดตัวนโยบายวีซ่าระยะยาวในปี 2022 ทำให้มีความคาดการณ์ว่าในปี 2025-2026 ประเทศไทยอาจสามารถเพิ่มฐานนักลงทุนจากต่างประเทศได้ร้อยละ 5-10 เมื่อเทียบกับฐานเดิม นโยบายเหล่านี้ยังช่วยกระจายความเสี่ยงทางเศรษฐกิจจากการพึ่งพาตลาดภายในประเทศและขยายโอกาสในการเติบโตของภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนระดับพรีเมี่ยม

ความสามารถของไทยในการดึงดูดความมั่งคั่งเข้าประเทศ

แนวโน้มการโยกย้ายถิ่นฐานของ HNWIs ยังคงเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจจากทั้งนักลงทุนและผู้กำหนดนโยบายทั่วโลก ปัจจัยที่มีผลกระทบรวมถึงความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ การเปลี่ยนแปลงนโยบายภาษี และความเสี่ยงจากสถานการณ์ทางการเมืองในหลายประเทศ

ประเทศที่มีความเสถียรทางเศรษฐกิจและการเมือง เช่น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ สหรัฐอเมริกา และสิงคโปร์ คาดว่าจะยังคงเป็นจุดหมายปลายทางหลักสำหรับ HNWIs ในขณะเดียวกัน ประเทศที่ประสบปัญหาภายในอย่างจีนและสหราชอาณาจักรอาจเห็นการไหลออกของ HNWIs ในระดับที่สูงขึ้นตามแนวโน้มของ Henley Private Wealth Migration Report 2024 ประเทศไทยมีแนวโน้มที่จะปรับตัวและเพิ่มขีดความสามารถในการดึงดูด HNWIs ได้มากขึ้นในปี 2025-2026 โดยคาดว่า:

  • การปรับปรุงนโยบายและการบริการ: รัฐบาลจะมุ่งเน้นการปรับปรุงนโยบายด้านวีซ่า ภาษี และการสนับสนุนการลงทุนให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลมากยิ่งขึ้น พร้อมทั้งพัฒนาบริการ One Stop Service Center เพื่อเพิ่มความรวดเร็วและความสะดวกในการดำเนินการสำหรับนักลงทุนระดับสูง
  • การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน: การลงทุนในระบบคมนาคมและการสื่อสารที่ทันสมัยจะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับ HNWIs ว่าประเทศไทยสามารถรองรับการดำเนินธุรกิจและการอยู่อาศัยในระดับพรีเมี่ยมได้
  • การสร้างภาพลักษณ์และการประชาสัมพันธ์: ภาครัฐและภาคเอกชนจะร่วมกันผลักดันการประชาสัมพันธ์และสร้างภาพลักษณ์ของประเทศไทยในฐานะ “ดินแดนแห่งโอกาส” สำหรับนักลงทุนและ HNWIs ผ่านกิจกรรมสัมมนาและการตลาดระดับนานาชาติ
  • การกระจายความเสี่ยง: ในยุคที่ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจโลกเพิ่มขึ้น ประเทศไทยมีโอกาสที่จะเป็นจุดหมายปลายทางที่น่าสนใจสำหรับ HNWIs ที่มองหาการกระจายความเสี่ยงจากการลงทุนในตลาดที่มีความผันผวนสูงในภูมิภาคอื่น ๆ

แนวโน้มในปี 2025-2026 คาดว่าจะเห็นการเพิ่มขึ้นของการโยกย้ายเข้ามาของ HNWIs ในตลาดที่มีความเสถียรและมีสิทธิประโยชน์ที่ชัดเจน หากประเทศไทยสามารถปรับปรุงนโยบายและบริการให้แข่งขันได้ในระดับสากล กลุ่มนักลงทุนและ HNWIs จากทั่วโลกก็อาจมองว่าประเทศไทยเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่มีศักยภาพสูงในการลงทุนและการตั้งถิ่นฐาน

ในทิศทางของปี 2025-2026 หากรัฐบาลไทยสามารถปรับปรุงนโยบายและบริการให้สอดคล้องกับมาตรฐานระดับสากล พร้อมกับการประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์ประเทศในฐานะ “ดินแดนแห่งโอกาส” สำหรับนักลงทุนระดับพรีเมี่ยม ประเทศไทยจะสามารถดึงดูด HNWIs มาเป็นส่วนหนึ่งในการกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนในประเทศได้อย่างมีนัยสำคัญ

 

ข้อมูลจาก :

  1. Henley Private Wealth Migration Report 2024 
  2. Capgemini World Wealth Report 
  3. BOI Thailand
  4. ข้อมูลเกี่ยวกับ Thailand Elite Visa จาก Thai Elite