ฝ่าอนาคตอสังหาฯ สีเขียว : ความร่วมมือ คือ ทางออกสร้างจุดคุ้มทุนทางธุรกิจ
ในอดีตอสังหาริมทรัพย์สีเขียวอาจถูกมองข้าม แต่วันนี้คือ “ความจำเป็น” และ “โอกาสทางธุรกิจ” ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ความตื่นตัวด้านสิ่งแวดล้อมของผู้บริโภคกำลังพลิกโฉมวงการอสังหาริมทรัพย์ ดีเวลลอปเปอร์กำลังเผชิญแรงกดดันให้ปรับตัวเพื่อสร้างโครงการที่ยั่งยืนมากขึ้น ทั้งจากกฎระเบียบที่เข้มงวด ต้นทุนที่สูงขึ้น และความคาดหวังของตลาด
แต่การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ไม่ใช่อุปสรรค กลับเป็นโอกาสสำหรับผู้ที่มองเห็นโซลูชันทางธุรกิจที่ต้องสร้างสมดุลระหว่าง “ความคุ้มค่า” และ “ความยั่งยืน” เพราะอนาคตอสังหาริมทรัพย์สีเขียวไม่ได้เป็นเพียงเทรนด์ แต่คือเกมใหม่ที่ผู้เล่นทุกคนต้องปรับตัว
ถามว่าใครจะอยู่รอด? คำตอบอยู่ที่ใครปรับตัวได้ก่อน และสร้าง “จุดคุ้มทุน” ได้ก่อน
อย่างที่ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุกุลพัฒน์ คุ้มไพศาล สาขาวิชานวัตกรรมการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวในงาน The NOVA Expo 2025 “นวัตกรรมสีเขียวปฏิวัติโลก” งานรวมเทคโนโลยี สีเขียวเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน กับการบรรยายหัวข้อ Real Estate and Urban Development , The Future of Green Real Estate Embracing Innovation for Sustainable Growth ชี้ให้เห็นถึง “ความท้าทาย” และ “อนาคต” ของอสังหาริมทรัพย์สีเขียว (Green Real Estate) ที่เกิดขึ้น

“การพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่เป็นสิ่งจำเป็น และสร้างความคุ้มทุนทางธุรกิจ”
การเปลี่ยนแปลงสู่อสังหาริมทรัพย์ที่ยั่งยืน และการพัฒนาโครงการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จึงเป็นความท้าทายที่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์กำลังเผชิญ ซึ่งแบ่งเป็น 3 เรื่องหลักคือ
1.ขาดการตระหนักรู้เกี่ยวกับการทำธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
2.ต้นทุนการพัฒนาโครงการที่สูงขึ้น
3.อุปสรรคด้านกฎระเบียบ

ที่ผ่านมาดีเวลลอปเปอร์ส่วนใหญ่ยังตั้งคำถามเรื่อง “ความคุ้มทุน” ทำให้การพัฒนาโครงการทุกวันนี้โฟกัสไปที่การจัดหาโลเคชันที่ดีที่สุด เพื่อสร้างผลตอบรับที่ดี โครงการขาดทุนน้อยที่สุด ขณะที่ขาดมุมมองว่าทำเลนั้นหากมีการก่อสร้างอาจส่งผลกระทบสิ่งแวดล้อม สวนสาธารณะ และชุมชนโดยรอบถึงระดับที่สร้างความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมได้ เช่น เมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จอาคารเปิดใช้งานจะปล่อยควันสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมแค่ไหน หรือระหว่างการก่อสร้างปล่อยน้ำเสียจากโครงการเท่าไหร่
แต่ปัจจุบันผู้บริโภครับรู้และตระหนักผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกับดีเวลลอปเปอร์ที่เริ่มหันมาให้ความสำคัญ เพราะทวนกระแสผู้บริโภคไม่ได้ การปรับตัวจึงมีให้เห็น ทั้งการนำแนวคิดอาคารสีเขียว การนำพลังงานไฮโดรเจนมาใช้ในโครงการที่อยู่อาศัย ซึ่งจะช่วยให้ประหยัดด้านพลังงาน การออกแบบโครงการตั้งแต่แรกเริ่มให้เป็น Passive Design เช่น การนำต้นไม้กันฝุ่นมาปลูก การเลือกใช้วัสดุธรรมชาติ และเทคโนโลยีที่ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม รวมไปถึงเลือกใช้อุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ช่วยประหยัดพลังงานและ ลดผลกระทบจากฝุ่น PM2.5

สำหรับอนาคตของอสังหาริมทรัพย์ที่ยั่งยืนนั้น ยังต้องมองไปถึงประเด็นด้านความเข้มงวดของกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมในประเทศไทย ต่างจากภาครัฐทั่วโลกที่มีการกำหนดนโยบายและข้อบังคับที่จูงใจออกมาอย่างเป็นรูปธรรมแล้ว
อย่างไรก็ตามความต้องการที่เพิ่มขึ้นของผู้บริโภคต่ออสังหาริมทรัพย์ที่ยั่งยืน การพัฒนานวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง และการสร้างความร่วมมือของผู้ที่เกี่ยวข้อง จะนำไปสู่การสร้างโซลูชั่นในจุดคุ้มทุนได้
จะเห็นได้จากการพัฒนาบ้านที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Eco-Friendly Homes) และความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสีเขียว หรือ Green Technology รวมทั้งการเพิ่มขึ้นของโปรแกรมการรับรองด้านกรีน จะช่วยให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงอสังหาริมทรัพย์สีเขียวได้ง่ายและราคาไม่แพง

สุดท้ายหากผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ไม่ปรับตัวจะเจอแรงกดดันจากประชาคมโลก โดยสิ่งที่สามารถเริ่มทำได้เลย คือ การออกแบบด้วยวัสดุที่ไม่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งการรับรองมาตรฐานอาคารเขียว LEED (Leadership in Energy and Environmental Design: LEED) และนำเทคโนโลยีมาใช้ให้เกิดประโยชน์และคุ้มค่า ยกตัวอย่างอาคารที่ใส่ใจด้านสิ่งแวดล้อมจะมีค่าเช่าเพิ่มขึ้นประมาณ 10% ขณะที่ต้นทุนที่ใช้เพื่อการพัฒนาด้านสิ่งแวดล้อมเพิ่มแค่เพียง 5% เท่านั้น
