การได้ครอบครองบ้านหลังใหญ่ สนามหญ้าหน้าบ้านปลูกต้นไม้เขียวขจี ภายในบ้านพร้อมหน้ากันทั้งครอบครัว รายล้อมด้วยสังคมเพื่อนบ้านและสิ่งแวดล้อมที่ทำให้สดชื่น ..มโนภาพเหล่านี้เป็นสิ่งที่วัยกลางคนที่อยากมีบ้านใฝ่ฝันถึง

            แต่เชื่อหรือไม่? บางคนที่สามารถคว้าความฝันเหล่านี้มาอยู่ในกำมือได้แล้ว ก็ยังกลับไปซื้อบ้านหลังที่สองในทำเลใจกลางเมืองอยู่ดี เหตุผลก็เพราะว่า ‘ทำเล’ คือสิ่งที่ยิ่งเวลาผ่านไปยิ่งทวีมูลค่า การซื้อบ้านใจกลางเมือง จึงเป็นการซื้อทำเลที่ล้ำค่าสำหรับอนาคต

คนยุคใหม่ชอบใช้ชีวิตและ Lifestyle แบบทำเลใจกลางเมือง

            เมื่อต้องพบกับปัญหาระยะทางที่ไกลเหลือเกินจากที่ทำงาน ทำให้บ้านหลังใหญ่ทำเลชานเมืองที่เคยฝันไว้ไม่สวยงามเหมือนที่ใจคิด ประกอบกับการมีอยู่ของสิ่งอำนวยความสะดวก และแหล่งไลฟ์สไตล์ ที่ไม่ได้หนาแน่นเหมือนในใจกลางเมือง และ ความไม่สมดุลของแหล่งงานและที่อยู่อาศัย (Job Housing Balance) ทำให้หลายคนเริ่มมองหาบ้านหลังที่สองใจกลางเมือง เพื่อใช้ชีวิตแบบเร่งรีบน้อยกว่าในวันธรรมดา

            การซื้อบ้านหลังที่สองในใจกลางเมือง เริ่มแพร่หลายมากขึ้นในกลุ่มคนยุคใหม่ ที่ให้ความสำคัญเรื่องความสมดุลในการใช้ชีวิตแบบ Work hard, Play hard ที่ในเวลาทำงานก็ต้องทุ่มเทให้สุด ส่วนนอกเวลางานก็ต้องพักผ่อนให้สุดเหวี่ยง

            จากรายงานเรื่อง The Suburb of the Future, Almost Here นิตยสาร Times ชี้ให้เห็นว่า คนยุคใหม่เข้าใจดีเรื่องของสภาพแวดล้อมที่เงียบสงบและมีคุณภาพชีวิตที่ดีของทำเลชานเมือง แต่อย่างไรก็ตามคนกลุ่มนี้ก็ยังครอบครองอสังหาริมทรัพย์ในใจกลางเมือง ด้วยเหตุผลด้านความสะดวกสบายต่อการอยู่อาศัยและการใช้ชีวิตในทุกมิติของชีวิตประจำวัน

 

เจาะเหตุผล ทำไมต้องมีบ้านหลังที่สองใจกลางเมือง

            สำหรับ Point หลักที่ทำให้หลายคนตัดสินใจมีบ้านในทำเลใจกลางเมืองคือ  

1. ทำเล การหาที่ได้ยากขึ้นของใจกลางเมือง เนื่องจากที่ดินในเขตใจกลางเมืองได้ถูกพัฒนาไปแทบจะหมดแล้ว เพื่อสอดคล้องกับการเติบโตของสังคมเมืองที่เติบโตในทุกปี ทำให้ที่ดินเปล่า หรือที่ดินยังไม่พัฒนาหายากเหมือนงมเข็มในมหาสมุทร ทำให้ที่ดินในเขตเมืองกลายเป็น Rare Item เพราะฉะนั้นการมีที่อยู่อาศัยหรือมีที่ดินในใจกลางเมืองถือว่าได้ครอบครอง Rare Item อย่างหนึ่งของประเทศไทย

2. บ้านใจกลางเมือง สะดวกต่อชีวิตการทำงาน แหล่งงานส่วนมากจะกระจุกอยู่ในแถว CBD โดยเฉพาะใน ทำเลอโศกยังเป็นพื้นที่สำคัญในด้านแหล่งงานด้วย เนื่องจากอโศกเป็นทำเลที่มีอาคารสำนักงานขนาดใหญ่รวมตัวกันอย่างหนาแน่น supply ออฟฟิศให้เช่ามากกว่า 500,000 ตารางเมตร บริษัทมากกว่า 100 บริษัทชื่อดัง ที่มีสำนักงานตั้งอยู่ในทำเลนี้ อาทิเช่น บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่, ธนาคาเกียรตินาคิน, ธนาคารซิตี้แบงก์ และสตาร์บัคส์ ประเทศไทย(สำนักงานใหญ่) เป็นต้น ทำให้การอยู่อาศัยในทำเลใจกลางเมืองสะดวกต่อชีวิตการทำงานอย่างแท้จริง

3. การอยู่อาศัยในทำเลใจกลางเมือง ทำให้ได้รับ Facility ที่ดีกว่าและครบครันกว่าย่านชานเมือง ย่านใจกลางเมืองแหล่งไลฟ์สไตล์ชั้นนำที่มีทั้งห้างสรรพสินค้า แหล่ง Shopping ขนาดใหญ่ และศูนย์รวมEntertainment รูปแบบต่างๆ อาทิเช่น Terminal21, Central Embassy,The Em Distrct, Central World และ Gaysorn Village เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่อย่างสวนเบญจกิติ สวนป่าแห่งเดียวใจกลางเมืองกรุงเทพฯ ที่มีเนื้อที่กว่า 320 ไร่ ทำให้ย่านใจกลางเมืองตอบโจทย์ทั้งการใช้ชีวิตการทำงาน การผักผ่อนได้อย่างครบทุกมิติ

เปิดสถิติต้นทุนที่ต้องจ่ายจากการเดินทาง

            จากงานวิจัย Unlocking Cities: The impact of ridesharing in Southeast Asia and Beyond โดย The Boston Consulting Group (2560) ชี้ให้เห็นว่ากรณีของกรุงเทพมหานคร มีจำนวนรถที่ใช้งานในปี 2560 ถึง 5.8 ล้านคัน หรือคิดเป็น 160% ของจำนวนรถที่ควรจะมีบนท้องถนน อีกทั้งประชากรกรุงเทพฯ ยังเสียเวลาถึง 72 นาทีต่อวัน เพื่อเผชิญกับปัญหารถติดบนท้องถนน และอีก 24 นาทีต่อวัน เพื่อเผชิญปัญหาที่จอดรถ รวมกันแล้วประชากรกรุงเทพฯ ต้องเสียเวลาอย่างน้อยๆ 1.30 ชั่วโมงต่อวัน หรือ 24 วันต่อปีให้กับปัญหาด้านการเดินทางด้วยรถยนต์ หากลองเอาเวลาที่เสียไปมาคำนวณในงาของต้นทุนทางเศรษฐกิจ จะพบว่าผู้ใช้รถยนต์ในกรุงเทพฯ จะเสียรายได้โดยเฉลี่ยถึง 157,000 บาทต่อคนต่อปี  จากผลการศึกษาของ ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (Asia Development Bank: ADB) ยังเห็นไปในแนวทางเดียวกันว่า ต้นทุนที่เสียไปจากค่าเสียโอกาส คิดเป็นต้นทุนทางเศรษฐกิจถึง 2.5% ของจีดีพีในภูมิภาคอาเซียน

            ซึ่งในทางกลับกัน การซื้อที่อยู่อาศัยใจกลางเมือง ไม่ใช่เพียงแต่ซื้อเวลาและความสะดวกสบายเท่านั้น แต่ยังทำให้ชีวิตไม่ต้องเสียต้นทุนทางเศรษฐกิจที่มากับการเดินทางไกลจากชานเมืองอีกด้วย

ASHTON ASOKE คำตอบของชีวิตดีๆ ที่มีบ้านใจกลางเมือง

            ในเมื่อสิ่งที่ล้ำค่าที่สุดในแต่ละวันของคุณคือเวลา การมีบ้านที่จะมอบเวลากลับคืนมาคงเป็นยิ่งกว่าความสุขและมากกว่าแค่การลงทุนในชีวิต นี่เป็นเพียงหนึ่งเสี้ยวของคำตอบของชีวิตดีๆที่ ASHTON ASOKE มอบให้กับคุณ

(รูปโครงการ ASHTON ASOKE)

 

เริ่มต้นด้วยความสุขอย่างสมบูรณ์แบบ

            หากว่าจุดเริ่มต้นของความสุขแรกคือการเพิ่มขึ้นของเวลา เป็นจุดเริ่มต้นให้เกิดโอกาสในชีวิต โอกาสในการใช้เวลากับคนที่รัก โอกาสที่ได้ทำกิจกรรมที่ชอบ และโอกาสสู่การมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นแล้วโครงการ ASHTON ASOKE คือจุดเริ่มต้นของความสุขนั้น เพราะตั้งอยู่บนทำเลที่จะทำให้ทุกโอกาสเป็นไปได้

ASHTON ASOKE บนทำเลที่เดินทางสะดวกที่สุด ใจกลางกรุงเทพฯ

            ASHTON ASOKE เพียง 20 เมตร ก็สามารถเชื่อมต่อชีวิตกับรถไฟฟ้า อีกทั้งทำเลอโศก ยังเป็นทำเล Interchange ที่สำคัญที่สุดในพื้นที่ Extend-CBD และถึงแม้กรุงเทพมหานครจะมีรถไฟฟ้าครบ 10 สาย ก็ไม่มีรถไฟฟ้าสายไหนมีสามารถเทียบเคียง BTS สายสีเขียว และ MRT สายสีน้ำเงิน อีกแล้ว

  • BTS สายสีเขียว ผ่ากลางเมือง (Radial Line) - ลักษณะของรถไฟฟ้าสายสีเขียวเป็นการเชื่อมระหว่างกรุงเทพทิศเหนือสู่กรุงเทพทิศใต้ เป็นสายที่ถูกสร้างให้เป็นลำดับแรก เนื่องจากผ่านศูนย์กลางธุรกิจในเมืองมากที่สุด มีจำนวนผู้โดยสารมากที่สุด โดยมีจำนวนผู้โดยสารถึง 49,275,000 คนต่อปี
  • MRT สายสีน้ำเงิน วิ่งรอบเมือง (Ring Line) มีเส้นทางเป็นวงแหวนวิ่งรอบพื้นที่เมือง มีจุดเชื่อมต่อกับ Radial Line เพื่อให้การเดินทางจากอีกด้านของเมืองสู่อีกด้านของเมือง ไม่ต้องประสบกับปัญหาจราจรที่หนาแน่นสูงใจกลางเมือง มีความสำคัญเป็นลำดับรองลงมาโดยสถานีสุขุมวิทมีจำนวนผู้โดยสารต่อปีถึง 35,066,050. คน

ASHTON ASOKE มอบความสุขแห่งการพักผ่อนเหนือระดับ

            ตึกสูงสีดำสวยตระหง่านใจกลางทำเลอโศก ไม่เพียงแต่จะมอบภาพลักษ์ณ์ที่เหนือระดับให้กับผู้อยู่อาศัย แต่ยังมอบความรื่นรมย์ สงบ และเป็นส่วนตัวแม้อยู่ใจกลางเมือง พร้อมด้วยการเปิดโลกใหม่แห่งการพักผ่อนและสุนทรียภาพที่เหนือระดับ ด้วยจำนวนยูนิต 783 ยูนิต ที่จอดรถถึง 371 คัน พร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกภายในโครงการ ที่รอให้ได้คุณสัมผัสกับมาตรฐานใหม่แห่งการใช้ชีวิตในเมือง

(รูปโครงการ ASHTON ASOKE)

 

            บนชั้น 35 ของโครงการ ASHTON ASOKE มีความสุขที่เหนือระดับรอคอยคุณอยู่ พร้อมให้คุณผ่อนคลายกับ ห้องอบไอน้ำ และห้องซาวน่า ออกกำลังกายในฟิตเนสและสระว่ายน้ำขนาดใหญ่ ที่มี city view โอบอุ้มตัวคุณไว้ และพร้อมเปิดรับสังคมของคุณใน Social club และห้องสมุด ที่ให้คุณดื่มด่ำกับสังคมเหนือระดับที่เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ

(รูปส่วนกลาง ASHTON ASOKE)

สำหรับโอกาสการลงทุนในทำเล ASOKE

นอกจากการมีที่อยู่อาศัยในทำเลใจกลางเมืองอย่างย่านอโศก จะสามารถสร้างความสะดวกสบาย ทำให้ใช้ชีวิตแบบมีเวลามากขึ้น ตอบโจทย์การใช้ชีวิตได้แล้ว การมีคอนโดในย่านอโศกยังสามารถสร้างผลตอบแทนในการลงทุนได้อย่างน่าพอใจอีกด้วย เพราะพื้นที่อโศกเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่มีการเติบโตของราคา Presale อย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2013 ราคา Presale อยู่ที่ประมาณ 150,000 บาท/ตร.ม ปัจจุบันปี 2020 เป็น 200,000 บาท/ตร.ม

และสำหรับการถือครองคอนโดมิเนียมย่านอโศก ยังสามารถสร้างผลตอบแทนเฉลี่ย Capital Gain 4%-7% ต่อปี ราคาขายห้องมือสองเฉลี่ยในพื้นที่ 100,000-250,000 บาท/ตร.ม

นอกจากนี้การปล่อยเช่าคอนโดมิเนียมในพื้นที่ สามารถสร้างผลตอบแทนจากการปล่อยเช่าเฉลี่ย Rental Yield 3-6% ต่อปี มีอัตราค่าเช่าเฉลี่ยในพื้นที่ 400-800 บาท/ตร.ม./เดือน (ตามขนาดห้องและสิ่งอำนวยความสะดวกในห้อง)

โอกาสดีของการมีที่อยู่อาศัยใจกลางเมือง

         ต้องบอกว่าในช่วงนี้เป็นช่วงเวลาสุดพิเศษของการซื้ออสังหาริมทรัพย์ เพราะเดือน พฤษภาคม 2563 ธนาคารส่วนใหญ่มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลอยตัว MLR และ MRR ลงมาที่ 0.25% - 0.40%  ส่งผลให้ธนาคารให้สินเชื่อบ้านโดยคิดดอกเบี้ยต่ำ

ASHTON ASOKE คอนโดมิเนียมที่มอบความสุขและความภาคภูมิใจในการใช้ชีวิต พร้อมให้คุณเป็นเจ้าของเอกสิทธิ์เหนือระดับนี้ กับ โปรโมชั่น สุดคุ้ม ราคาพิเศษ 6.99  พร้อมฟรี Furniture Package และ ฟรี ค่าใช้จ่าย วันโอน (จำนวนจำกัด)

สนใจโครงการ คลิก - https://anan.ly/Terra