ครบรอบ 1 ปี Make in India… เส้นทางสินค้าอุตสาหกรรมไทยสู่ห่วงโซ่การผลิตอินเดีย
- ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า แนวโน้มการเติบโตของอุตสาหกรรมการผลิตยานยนต์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งได้รับแรงผลักดันหลักมาจากนโยบาย Make in India และการขยายตัวของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในอินเดีย จะเป็นโอกาสสำหรับการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมไทยที่เป็นหนึ่งในห่วงโซ่การผลิต ทั้งวัตถุดิบขั้นต้นและขั้นกลางโดยเฉพาะเม็ดพลาสติก เคมีภัณฑ์ ชิ้นส่วนยานยนต์ ชิ้นส่วนเครื่องปรับอากาศและเครื่องใช้ไฟฟ้าให้มีแนวโน้มเติบโต
- แม้การส่งออกของไทยไปอินเดียจะไม่อาจหลีกเลี่ยงผลจากราคาโภคภัณฑ์ที่ฉุดการส่งออกสินค้าในกลุ่มยางพารา เคมีภัณฑ์ และโลหะกลุ่มทองคำและเงิน แต่การส่งออกในกลุ่มยานยนต์ เครื่องจักรกล เครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบที่ยังเติบโต คาดว่าจะพยุงภาพรวมการส่งออกของไทยไปอินเดียในปี 2558 ให้อยู่ในกรอบหดตัวร้อยละ -2.0 ถึง -5.0
"Make in India" นโยบายดึงดูดการลงทุนใน 25 สาขาอุตสาหกรรมที่รัฐบาลอินเดียประกาศเดินหน้าเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2557 โดยตั้งเป้าหมายด้วยการเพิ่มสัดส่วนจีดีพีภาคการผลิตจากปัจจุบัน (ปีงบประมาณ 2557/2558) ที่สัดส่วนร้อยละ 18 สู่ร้อยละ 25 ภายในปี 2565 เพื่อรองรับแรงงานที่เพิ่มขึ้นในตลาดแรงงานของอินเดียและใช้เป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ ซึ่งการจะไปถึงเป้าหมายดังกล่าวได้นั้น จีดีพีในภาคการผลิตจะต้องขยายตัวมากกว่าร้อยละ 10 ต่อปี ขณะที่ในปีนี้จีดีพีภาคการผลิตน่าจะขยายตัวในระดับประมาณร้อยละ 8 ทั้งนี้ ถึงแม้การเดินทางสู่เป้าหมายของนโยบายตามกรอบเวลาที่ตั้งไว้ดังกล่าวจะยังเป็นภาพที่ไม่ชัดเจนนัก
ทั้งนี้ แนวโน้ม FDI ในอินเดียน่าจะยังเติบโตต่อเนื่องจากการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เป็นผลจากแนวทางการกระตุ้นเศรษฐกิจของอินเดียที่เน้นผลระยะยาวและการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะในภาคการผลิตที่เพิ่มขึ้นโดดเด่นในอุตสาหกรรมยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องจักรอุตสาหกรรม เครื่องจักรการเกษตร อีกทั้งดัชนี PMI ที่มีค่าเฉลี่ยสูงกว่าระดับ 50 ตั้งแต่ต้นปีจนถึงเดือนสิงหาคม และดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรมในสาขาการผลิตสินค้า (Industrial Production – Manufacturing) ในช่วงเดือนมกราคมถึงกรกฎาคม 2558 ที่เติบโตเฉลี่ยราวร้อยละ 3.8 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) เป็นตัวชี้วัดภาคการผลิตของอินเดียว่ายังเติบโตได้ในเกณฑ์ดี นอกจากนี้ภาวะเศรษฐกิจของอินเดียยังมีแนวโน้มขยายตัวได้ดีในช่วงปีข้างหน้าโดยเฉพาะเมื่อเทียบกับเศรษฐกิจหลักอื่นๆ ในโลกที่ยังมีแนวโน้มต้องเผชิญกับความเปราะบางสูง ซึ่งจากปัจจัยหนุนเศรษฐกิจและภาคการผลิตในอินเดียดังกล่าว ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรมที่ไทยส่งออกไปอินเดียที่น่าจะได้รับประโยชน์จากการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมในอินเดีย ได้แก่
- เม็ดพลาสติก เคมีภัณฑ์ กลุ่มวัตถุดิบขั้นต้นที่ยังมีโอกาสเติบโตโดยเฉพาะในด้านปริมาณ ถึงแม้อาจได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ลดลง ทั้งนี้ สัดส่วนการส่งออกเม็ดพลาสติกและเคมีภัณฑ์ของไทยไปอินเดียสูงถึงร้อยละ 20.9 ของมูลค่าการส่งออกจากไทยไปอินเดีย อีกทั้งภาพรวมการนำเข้าของอินเดียในสินค้ากลุ่มนี้ที่เพิ่มขึ้น สะท้อนว่าอินเดียยังมีความต้องการสินค้าในกลุ่มนี้เพื่อรองรับภาคการผลิตในประเทศ ซึ่งการที่ไทยมีการพัฒนาด้านปิโตรเคมีประกอบกับมีโรงกลั่นเป็นของตนเองจะเพิ่มโอกาสในการส่งออกและน่าจะยังคงส่วนแบ่งตลาดที่ปัจจุบันไทยเป็นแหล่งนำเข้าอันดับที่ 7 ในกลุ่มเม็ดพลาสติกและอยู่ในอันดับ 11 ในกลุ่มเคมีภัณฑ์ที่อินเดียนำเข้าจากทั่วโลก
- ชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์และรถยนต์ ด้วยปัจจัยส่งเสริมการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์อินเดีย ทั้งจาก FDI ที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 188.4 (YoY) ตัวเลขการผลิตและส่งออกยานยนต์ทั้งในรถจักรยานยนต์ รถยนต์นั่ง รถยนต์เพื่อการพาณิชย์ และรถสามล้อที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง อีกทั้งการตั้งเป้าหมายอุตสาหกรรมยานยนต์ของภาครัฐทั้งในเชิงปริมาณการผลิตและส่งออก รวมถึงเป้าหมายการวางอินเดียเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมยานยนต์โลก จะช่วยส่งให้กลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์ที่ไทยส่งออกไปอินเดียทั้งในกลุ่มชิ้นส่วนรถยนต์ จักรยานยนต์ และตัวถังรถยนต์นั่งและเชิงพาณิชย์ ยังเติบโตไปได้จากการนำเข้าเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการใช้ชิ้นส่วนเพื่อผลิตของบริษัทต่างชาติในอินเดีย ในขณะที่การเติบโตของอัตราการใช้รถยนต์ใช้แล้ว (Used cars) ในอินเดีย จะเพิ่มโอกาสให้กับชิ้นส่วนประเภทอะไหล่ทดแทนของไทยเนื่องจากสินค้าไทยมีการใช้เทคโนโลยีการผลิตที่ได้มาตรฐานกว่าสินค้าที่ผลิตในอินเดียและมีราคาถูกกว่าการนำเข้าจากเกาหลีใต้และญี่ปุ่นในสินค้าประเภทเดียวกัน นอกจากนี้ ความสะดวกทางการขนส่งจะมีส่วนช่วยหนุนการส่งออกสินค้าในกลุ่มยานยนต์ โดยเมืองเจนไนเป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ของอินเดียที่เป็นแหล่งผลิตรถยนต์คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 30 ของการผลิตทั้งประเทศสอดคล้องกับเส้นทางส่งสินค้าทางเรือของไทยไปอินเดียที่มีเจนไนเป็นท่าเรือสำคัญ
- เครื่องปรับอากาศ เครื่องใช้ไฟฟ้าและชิ้นส่วน การเร่งลงทุนในสาธารณูปโภคไฟฟ้าในอินเดียเป็นปัจจัยช่วยให้ครัวเรือนอินเดียเข้าถึงไฟฟ้ามากขึ้น ประกอบกับฐานและรายได้ของกลุ่มชนชั้นกลางอินเดียที่ขยายตัว ทำให้ความต้องการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าเพื่ออำนวยความสะดวกมีมากขึ้นตามลำดับ ทั้งนี้ การเข้าไปลงทุนขยายการผลิตของนักลงทุนต่างชาติจะเอื้อให้การส่งออกของไทยในชิ้นส่วนและส่วนประกอบที่เป็นหนึ่งในห่วงโซ่การผลิตของสินค้ากลุ่มนี้ยังเติบโตไปได้ อย่างไรก็ดี การพัฒนาสินค้ารุ่นใหม่อาจเป็นสาเหตุให้ไทยมีสัดส่วนตลาดน้อยลงในอนาคต
จากประเด็นข้างต้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า ในระยะสั้นภาคการลงทุนของอินเดียที่เพิ่มขึ้นจะเป็นตัวแปรสำคัญที่ช่วยให้สินค้าส่งออกของไทยในประเภทอุตสาหกรรมที่เป็นหนึ่งในห่วงโซ่การผลิตสินค้านั้นๆ เติบโต โดยเฉพาะสาขาการผลิตยานยนต์ การผลิตเครื่องจักรกล และเครื่องใช้ไฟฟ้า สำหรับในระยะกลาง/ยาว การลงทุนที่เพิ่มขึ้นในอินเดียอาจทำให้ไทยเผชิญความท้าทายในกลุ่มดังกล่าว ในขณะที่การปฏิรูปเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่คาดว่าจะผลักดันเศรษฐกิจอินเดียให้เติบโตสูงกว่าร้อยละ 7.0 ต่อปีในระยะข้างหน้า จะเป็นตัวเร่งการส่งออกในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค โดยมีข้อตกลงการค้าเสรีตามกรอบ India-Thailand Free Trade Agreement (ITFTA) และ ASEAN - India Free Trade Agreement (AIFTA) เป็นตัวหนุนสินค้าส่งออกของไทยไปอินเดีย
สำหรับสถานการณ์ของการส่งออกไทยไปอินเดียปี 2558 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า มีความเป็นไปได้ที่จะหดตัวจากปี 2557 โดยมีราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลกที่คงระดับต่ำต่อเนื่องและการส่งออกของอินเดียที่คาดว่าจะยังได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกเป็นปัจจัยฉุดสำคัญ โดยมูลค่าการส่งออกของไทยไปอินเดียในปี 2558 น่าจะอยู่ที่ราว 5,335 – 5,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือหดตัวอยู่ในกรอบร้อยละ -2.0 ถึง -5.0 เทียบกับในปี 2557 ที่เติบโตร้อยละ 8.4
ทั้งนี้ การหดตัวร้อยละ 2.6 (YoY) ของการส่งออกจากไทยไปอินเดียในช่วงเดือนมกราคม –สิงหาคม 2558 และภาพรวมการส่งออกในช่วงที่เหลือของปีที่ยังขยายตัวในกรอบจำกัด ประกอบกับยังไม่มีปัจจัยบวกที่โดดเด่นถึงแม้ว่าสินค้าส่งออกของไทยในกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม อาจยังเติบโตในสินค้ากลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องปรับอากาศ ยานยนต์และชิ้นส่วน เครื่องยนต์สันดาปภายในแบบลูกสูบ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ และทองแดง โดยสัดส่วนการส่งออกรวมราวร้อยละ 28.6 แต่คงไม่อาจชดเชยการหดตัวของการส่งออกไทยไปอินเดียในช่วงแรกได้ทั้งหมดสำหรับประเด็นสถานการณ์ทิศทางเงินบาทที่อ่อนค่าลงนั้น เนื่องจากค่าเงินในภูมิภาคที่อ่อนค่าในทิศทางเดียวกัน ประกอบกับสินค้าส่งออกของไทยไปอินเดียส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ ดังนั้นการอ่อนค่าของค่าเงินบาทจึงไม่น่าจะมีผลบวกมากนักต่อสินค้าส่งออกของไทยไปอินเดีย กระนั้นความเสี่ยงจากความผันผวนของค่าเงินรูปีที่จะส่งผลถึงกำลังซื้อของประชาชนและกระทบต่อสินค้าส่งออกไทยไปอินเดียอาจมีไม่มากนักเช่นกัน เนื่องจากความพร้อมของธนาคารกลางอินเดีย หรือ RBI ในการปกป้องเสถียรภาพค่าเงินรูปีที่มีแนวโน้มอ่อนค่า ซึ่งครอบคลุมถึงการนำทุนสำรองเงินตราต่างประเทศของอินเดียที่มีอยู่ราว 3.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ มาใช้สนับสนุนค่าเงินรูปีหากมีการอ่อนค่าเกินกว่าเสถียรภาพที่ประเมินไว้
ขอบคุณข้อมูลจาก : ศูนย์วิจัยกสิกรไทย