แบงก์ชาติชี้ไตรมาส 2 ปีนี้ถือเป็นช่วงอันตรายของเศรษฐกิจไทย ประเมินส่งออกปีนี้มีโอกาสขยายตัวติดลบ หลังมูลค่า 2 เดือนเฉลี่ยขายได้ 17,000 ล้านเหรียญฯ หลุดเป้าไปค่อนข้างมาก หวั่นติดลบติดต่อกัน 3 ปีซ้อน ขณะที่หนี้ครัวเรือนต่อจีดีพียังพุ่งไม่หยุด ด้าน “สมหมาย” มองต่างว่าขยายตัวชะลอแล้ว นายดอน นาครทรรพ ผู้อำนวยการสำนักเศรษฐกิจมหภาค ฝ่ายนโยบายเศรษฐกิจการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ธปท.จับตาการขยายตัวของไตรมาสที่ 2 ของปีนี้เป็นพิเศษ เนื่องจากถือเป็นช่วงอันตรายที่จะชี้วัดความเป็นไปของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ ควรจะต้องเห็นความชัดเจนของการลงทุนภาครัฐ ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาได้ระบุว่ามีการลงนามในสัญญาว่าจ้างจำนวนมาก รวมทั้งโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของรัฐ โดย ธปท.คาดว่าปีนี้การขยายตัวของภาครัฐจะขยายตัวประมาณ 8% และส่งผลให้การลงทุนภาคเอกชนขยายตัวเพิ่มขึ้นตามด้วย เพราะในขณะนี้เครื่องยนต์หลักที่เหลือของเศรษฐกิจไทยในปีนี้นั้น เหลือการลงทุนเพียงอย่างเดียวที่จะช่วยพยุงให้เกิดการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย “หลังจากการส่งออกของไทยขยายตัวติดลบใน 2 เดือนแรก มีมูลค่าเฉลี่ย 17,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ธปท.เริ่มเห็นแนวโน้มที่การส่งออกทั้งปีจะขยายตัวติดลบมากขึ้น และจะเป็นการติดลบติดต่อกันเป็นปีที่ 3 เพราะจากการประเมินพบว่า หากต้องการให้การส่งออกขยายตัวได้ตามเป้า 0.8% มูลค่าการส่งออกเฉลี่ยแต่ละเดือนควรจะอยู่ที่ 19,200 ล้านเหรียญฯ สำหรับค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น 1% ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ซึ่งถือว่าไม่ได้แข็งค่ามาก แต่ค่าเงินของประเทศในภูมิภาคอ่อนค่าลง 2-4% โดยยอมรับว่าผลจากที่เงินบาทแข็งค่ากระทบการส่งออกบ้าง แต่มีผลกระทบน้อยกว่าการชะลอตัวของเศรษฐกิจคู่ค้า ส่วนธุรกิจขนาดเล็กที่มีกำไรไม่มาก ค่าเงินบาทที่แข็งค่าจะส่งผลกระทบต่อผลกำไรของธุรกิจส่งออกเหล่านั้นได้” นายดอนกล่าวว่า การขยายตัวของการใช้จ่ายของประชาชนยังได้รับผลกระทบจากหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง โดยตัวเลขล่าสุดในไตรมาสที่ 4 ของปีที่ผ่านมา หนี้ครัวเรือนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของไทย ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 85.9% ของจีดีพี จากไตรมาสที่ 3 อยู่ที่ 84.7% ซึ่งอยู่ในสัดส่วนของประเทศที่มีหนี้สูง อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาการเพิ่มขึ้นของการก่อหนี้พบว่า การขยายตัวของสินเชื่อในไตรมาสที่ 4 ขยายตัวชะลอต่อเนื่องเหลือ 6.5% ของระยะเดียวกันของปีก่อน แต่จีดีพีขยายตัวในอัตราที่ชะลอตัวกว่า สำหรับไตรมาสแรกของปีนี้คาดว่าการก่อหนี้จะอยู่ในอัตราที่ชะลอตัวลงต่อเนื่อง แต่ยอดรวมต่อจีดีพีจะเพิ่มขึ้นหรือไม่นั้น ส่วนหนึ่งขึ้นกับอัตราการขยายตัวของจีดีพี ทั้งนี้ ธปท.เห็นแนวโน้มที่ดีในช่วงสิ้นปีนี้หรือต้นปีหน้า เพราะจะเข้าสู่ช่วงที่มีประชาชนส่วนหนึ่งผ่อนส่งรถยนต์คันแรกครบ ทำให้มีเงินเหลือในการบริโภคมากขึ้น ขณะที่ราคาน้ำมันลดลงต่อเนื่อง และจากการสำรวจนักลงทุนมีความสนใจจะเริ่มลงทุนใหม่ในครึ่งปีหลัง “เศรษฐกิจไทยมีโอกาสสูงที่จะขยายตัวต่ำลงกว่าประมาณการล่าสุดที่ ธปท.ให้ไว้ที่ 3.8% ซึ่งหากทุกอย่างชะลอพร้อมกันโอกาสที่เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวที่ 3% ต้นๆ หรือต่ำกว่า 3% ก็มีโอกาสเป็นได้ อย่างไรก็ตาม กรณีร้ายสุด เศรษฐกิจไทยปีนี้ก็ไม่น่าจะขยายตัวที่ 2.5% เพราะมีฐานที่ต่ำมากในปีที่ผ่านมา”
นายสมหมาย ภาษี รมว.คลัง เปิดเผยว่า ระดับหนี้ครัวเรือนของไทยในปัจจุบันมีแนวโน้มที่ดีขึ้น และยังไม่ถึงขั้นน่าห่วง เพราะมีระดับหนี้ครัวเรือนมีอัตราเพิ่มขึ้นแบบชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าในไตรมาส 4 ของปี 2557 ระดับหนี้จะอยู่ที่ 86% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาส 3 ปี 2557 ที่ระดับ 84.7% แต่ถือว่าเพิ่มขึ้นในอัตราที่ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงปี 2554-2556 ที่ระดับหนี้ครัวเรือนมีการเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดจาก 70.6% เพิ่มเป็น 82.3% เนื่องจากหลังน้ำท่วมใหญ่เมื่อปลายปี 2554 ต่อเนื่องถึงต้นปี 2555 ทำให้มีการก่อหนี้เพิ่มขึ้นเพื่อซ่อมแซมที่อยู่อาศัย และการก่อหนี้ในโครงการรถยนต์คันแรก ทั้งนี้ หากลงในรายละเอียดจะพบว่า หนี้ครัวเรือนดังกล่าวถือว่าไม่น่าห่วง เพราะสัดส่วน 75% ของหนี้ครัวเรือนทั้งหมดเป็นหนี้ที่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ประกอบด้วยหนี้ที่อยู่อาศัย 27% สหกรณ์ 15% สินเชื่อรถยนต์ 16% และสินเชื่อธุรกิจ 17% ส่วนที่เหลืออีก 25% เป็นหนี้ที่ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน คือ การบริโภคอื่นๆ 19% บัตรเครดิต 3% และสินเชื่อบุคคล 3% นอกจากนี้ ยังพบว่าหนี้ครัวเรือนทั้งหมด มีหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือเอ็นพีแอล เฉลี่ยที่ 3.1% แต่มีกลุ่มที่ต้องจับตาเพราะเป็นสัญญาณอันตราย คือ กลุ่มสินเชื่อบุคคลมีเอ็นพีแอลอยู่ที่ 4.7% และสินเชื่อบ้านมีเอ็นพีแอลที่ 3.4% หรือมีสัดส่วนเอ็นพีแอลสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั้งระบบ แต่ยังไม่น่ากลัว ดังนั้น กระทรวงการคลัง ต้องติดตามว่าสัดส่วนดังกล่าวจะมีการปรับลดลงหรือไม่ และหาทางแก้ไขต่อไป เพื่อให้หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้สองกลุ่มนี้ลดลง สำหรับมาตรการที่รัฐบาลพยายามเข้ามาแก้ปัญหาดังกล่าว มี 5 มาตรการ ได้แก่ 1.การให้เงินช่วยเหลือประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้น 2.วงเงินสินเชื่อกองทุนหมู่บ้าน 40,000 ล้านบาท 3.นาโนไฟแนนซ์ เตรียมอนุมัติใบอนุญาตประกอบการ 3 แห่ง 4.กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) จะเปิดรับสมัครสมาชิกใหม่ได้เดือน มิ.ย.2558 เป็นต้นไป 5.พ.ร.บ.ทวงถามหนี้อย่างเป็นธรรม ช่วยแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ ปัจจุบันมีประมาณ 100,000 ล้านบาท หรือคิดเป็น 1% ของหนี้ครัวเรือนทั้งระบบ 10.43 ล้านล้านบาท แต่หากเก็บข้อมูลหนี้นอกระบบทั้งระบบแล้วเชื่อว่าจะเพิ่มเป็น 200,000 ราย หรือคิดเป็น 2% ของหนี้ครัวเรือนทั้งระบบ.

ขอบคุณข้อมูลจาก : ไทยรัฐออนไลน์